Hybrid VS Office นิสัยแบบนี้ ควรเลือกทำงานแบบไหนที่ใช่คุณ !?
Hybrid VS Office นิสัยแบบนี้ ควรเลือกทำงานแบบไหนที่ใช่คุณ !?
ในยุคที่ผู้คนยอมรับและเคารพวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในสังคมเพื่อนและครอบครัวเท่านั้น แต่สถานที่ที่เราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปอย่างมหาวิทยาลัยหรือออฟฟิศ ก็มีการปรับเปลี่ยน Culture และ Facility ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและรองรับความต้องการของผู้ใช้ที่หลากหลายด้วย
พูดถึงออฟฟิศแล้ว ก่อนหน้านี้เราอาจจะตื่นตาตื่นใจกับบริษัทที่แบ่งห้องเป็นสัดส่วน มีโซนให้พนักงานสามารถพักผ่อน มีสวัสดิการเลี้ยงขนมอร่อย ๆ ไม่ขาดปาก ฯลฯ แต่หลังจากการแพร่ระบาดทำให้รูปแบบการทำงานแบบ Work From Home แซงหน้ากลายเป็นเทรนด์ขึ้นมา
พอได้ลองเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานจากในบริษัทมาเป็นที่บ้าน บางคนก็ชอบที่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น บางคนก็เห็นว่าการทำงานท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีคนทำงานเยอะ ๆ ทำให้ตื่นตัวมากกว่า ทำให้เกิดคำถามกับทั้งบริษัทและพนักงานเองว่าเราจะปรับรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างไร เพื่อให้บรรลุทั้งผลลัพธ์ของงานและความสุขของพนักงานมากที่สุด
วันนี้ AD ADDICT ขอรวบรวมรูปแบบการทำงานที่เป็นที่ฮอตฮิตในปัจจุบันมาให้เพื่อน ๆ ได้ลองดูว่า หากวันหนึ่งต้องการจะเลือกทำงานในบริษัทหนึ่ง ๆ แล้ว นิสัยและวิถีการใช้ชีวิตของเราจะเหมาะกับรูปแบบการทำงานแบบไหนกันนะ ? ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยคร้าบ ~
Office Working : เข้าออฟฟิศ ต้องฟิตทั้งวัน
เริ่มกันที่การทำงานในรูปแบบคลาสสิก ๆ อย่างการเข้าออฟฟิศกัน อย่างที่แอดพูดไปก่อนหน้านี้ว่าถึงแม้ภาพจำของการ ‘เข้าออฟฟิศ’ จะเป็นสถานที่ที่เคร่งเครียด ที่มีมนุษย์งานมานั่งเรียงแถวก้มหน้าปั่นงานกัน แต่ในปัจจุบันนั้น บริษัทดี ๆ จะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้น
ไม่ว่าจะเพิ่มสวัสดิการที่จูงใจ อย่างการให้โบนัส เลี้ยงมื้อกลางวันฟรี มีอิสระในการแต่งตัว งานปาร์ตี้ประจำเดือน อนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงมาได้ แจกคูปองร้านนวด ฯลฯ รวมไปถึง Facility ต่าง ๆ ในบริษัทที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางสมองและร่างกายให้กับพนักงาน เช่น โซนพักผ่อน (นอนหลับ) ตู้เกม โต๊ะสนุ๊ก ตู้เครื่องดื่ม โซนชงกาแฟพร้อมบาริสต้า เก้าอี้นวดหรือบริการหมอนวดประจำบริษัท ฯลฯ
ใครบ้างเหมาะกับการทำงานแบบเข้าออฟฟิศ ?
ตัวอย่างที่แอดพูดมานี้ มีอยู่จริงในหลายบริษัทโซนกรุงเทพฯ ถ้าใครที่ชอบทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด สะดวกจะปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ทุก ๆ วัน รู้สึกกระตือรือร้นและมีไฟในการทำงานมากกว่าหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนช่วยกันทำงาน แม้ว่าการทำงานที่บ้านจะสะดวกกว่าในบางเรื่อง แต่ถ้าคิดถึงผลลัพธ์และความสนุกในการทำงาน การเลือกเข้าบริษัทที่ต้องทำงานในออฟฟิศ (ที่มีสิ่งแวดล้อมดี ๆ ) อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่าก็ได้ครับ
Work From Home : ถึงจะเหงา แต่ไม่ต้องตื่นเช้าไปแข่งกับใคร
ปัญหาของคนที่ไม่ชอบเข้าออฟฟิศมีอยู่หลายอย่างทีเดียว เริ่มตั้งแต่ขี้เกียจตื่นเช้า (ยิ่งวันฝนตกนี่ไม่ต้องพูดถึง) ไหนจะต้องเดินทางฝ่าคนมากมาย แล้วยังมีค่าใช้จ่ายที่ถ้าได้ทำงานที่บ้านจะประหยัดได้มากกว่านี้อีก ทำให้รูปแบบการทำงาน Work From Home กลายเป็นเงื่อนไขการทำงานที่มนุษย์เงินเดือนใฝ่ฝัน
อย่างไรก็ตาม การ Work From Home ก็ต้องอาศัยความมีวินัยในตัวเองสูงมาก หลายบริษัทมีวิธีควบคุมการทำงานของพนักงานที่ Work From Home หลายระดับ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานไม่ให้ตกลง บางบริษัทถึงขั้นให้เปิดกล้องหรือโทรอยู่ในสายตลอดเวลาการทำงาน บางบริษัทอาจจะให้อิสระในการทำงานมากขึ้น แต่จะมีการประชุม 1-3 ครั้งต่อวัน เพื่ออัปเดตการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ใครบ้างเหมาะกับการทำงานแบบ Work From Home ?
การทำงานแบบWork From Home ตอบโจทย์คนที่ไม่ต้องการออกไปเสียเวลาและพลังงานจากการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดลงได้ นอกจากนี้ หากมีสิ่งที่เราต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นครอบครัว น้องหมา น้องแมว หรือต้นไม้ ถ้าได้ทำงานที่บ้านก็จะสะดวกกว่าใช่ไหมล่ะครับ
อย่างไรก็ตามก็ต้องดูความเหมาะสมของงานเป็นหลัก หากเนื้องานของเราจำเป็นต้องประสานหรือต้องติดต่อกับคนในออฟฟิศแบบซึ่งหน้าถึงจะได้ประสิทธิภาพมากกว่า การทำงานแบบ Work From Home ก็อาจจะไม่เหมาะกับงานนั้นนัก
สำหรับการทำงานรูปแบบนี้ อย่าลืมว่า ‘วินัย’ และ‘ความรับผิดชอบ’ สำคัญที่สุด เพราะการมีเตียงนอนอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานแค่ไม่กี่ก้าว แถมยังไม่มีหัวหน้าคอยคุม เพื่อน ๆ ต้องมีจิตใจแข็งแกร่งที่จะรับผิดชอบงานของตัวเองให้สำเร็จได้ในทุก ๆ วันด้วย
Work From Anywhere : ปั่นงานที่ไหนก็ได้ โตแล้ว
ปัจจุบันที่คำว่า‘Work-Life Balance’ เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตคนทำงานมากขึ้น ทำให้บางบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานในรูปแบบWork From Anywhere ได้
ซึ่งเงื่อนไขการทำงานของ Work From Home กับ Work From Anywhere นี่ก็คล้าย ๆ กันเลย นั่นคือทำยังไงก็ได้ให้งานเสร็จ แต่ Work From Anywhere คือนอกจากที่บ้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ข้างบ้าน ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตให้สามารถติดต่อได้ มีอุปกรณ์พร้อมทำงาน จะไปนั่งปั่นงานที่ไหนก็ไม่มีปัญหา เรียกว่า ‘ทำงานที่ไหนก็ได้ โตแล้ว’ ของแท้ !
หน้าที่ของพนักงานคือต้องทำให้ ‘Work’ กับ‘Life’ มัน‘Balance’ กันจริง ๆ นะครับ คิดว่า Work From Home ต้องเข้มงวดกับตัวเองแล้ว แต่ Work From Anywhere ยิ่งต้องเข้มงวดมากกว่า จะปล่อยให้ตัวเองเอ็นจอยกับสิ่งแวดล้อมตรงนั้นเกินไปจนลืมงานแล้ว Performance ตกไม่ได้เด็ดขาด
พูดไปก็เหมือนว่า Work From Anywhere จะเป็นตัวร้ายในมุมของบริษัท แต่จริง ๆ แล้วการที่พนักงานสามารถเลือกที่ทำงานเองได้ มองอีกมุมก็เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเซ็ตสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความชอบของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยที่บริษัทไม่ต้องลงทุนมากด้วย
ใครบ้างเหมาะกับการทำงานแบบ Work From Anywhere ?
เราอาจจะเห็นการทำงานแบบ Work From Anywhere ในวัฒนธรรมของชาวต่างชาติกันเยอะ แต่บอกเลยว่าในไทยเราก็มีบริษัทบางที่ที่เปิดให้ Work From Anywhere กันจริง ๆ แล้วนะครับ
ถ้าพูดถึงอาชีพที่คุ้นเคยกับการทำงานแบบ Work From Awnywhere มากที่สุด คงจะเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ที่สามารถโยกย้ายที่ทำงานไปที่ไหนก็ได้ขอแค่งานเสร็จ ซึ่งคนที่จะเลือกวิถีการทำงานแบบนี้ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบในตัวเองสูงมาก เพราะการออกไปทำงานที่ไหนก็ได้นั้น นอกจากไม่มีหัวหน้างานคอยคุมแล้ว สิ่งแวดล้อมภายนอกยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราหลุดโฟกัสออกจากงานได้ไม่ยากเลยครับ
Hybrid Working : ทำงานแบบสบายใจ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน
เทรนด์มาแรงที่ตอบโจทย์ทั้งบริษัทที่อยากให้พนักงานทำ Office Working และพนักงานที่อยาก Work From Home โดยการทำงานแบบ Hybrid Working นี้ก็คือการทำงานที่บริษัทกำหนดให้มีการเข้าไปทำงานในออฟฟิศบ้างในหนึ่งสัปดาห์
โดยแต่ละบริษัทก็อาจจะมีการกำหนดวันเข้าออฟฟิศ 1-3 วัน ต่างกันไป เช่น การเข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์เพื่อเตรียมงานประจำสัปดาห์ หรือทุกวันศุกร์เพื่ออัปเดตงานของทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา และวันอื่น ๆ พนักงานก็สามารถเลือก Work From Office, Work From Home หรือ Work From Anywhere ได้ตามนโยบายของบริษัท
ใครบ้างเหมาะกับการทำงานแบบ Hybrid Working ?
เนื่องจาก Hybrid Working เป็นการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้บริษัทที่มีการทำงานรูปแบบนี้กลายเป็นบริษัทในฝันของใครหลาย ๆ คน
แต่ถึงบางบริษัทจะมีการโปรโมตว่ามีHybrid Working แต่การทำงานแบบนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกตำแหน่ง นั่นคือบางฝ่ายงานอาจจำเป็นต้องเข้าไปทำงานในออฟฟิศบ่อยกว่าตำแหน่งอื่น ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องลองคุยกับหัวหน้างานให้ดี ๆ ว่าในตำแหน่งของเรานั้นจะสามารถทำงานแบบ Hybrid Working ได้จริงหรือไม่ด้วยนะครับ
หวังว่าบทความนี้จะทำให้เพื่อน ๆ หรือน้อง ๆ ที่กำลังมองหางานใหม่ได้รู้จักตัวเอง แล้วสามารถเลือกบริษัทที่เข้ากับ Life Style และความต้องการของชีวิตได้มากขึ้นนะคร้าบ
เพื่อน ๆ คนไหนที่มีเรื่องเล่าอยากรีวิวเกี่ยวกับสถานที่ทำงานของตัวเอง หรือเคยมีประสบการณ์ทำงานในหลาย ๆ รูปแบบ แล้วรู้สึกว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ก็มาแชร์กันได้เลยน้า ~