โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

1 ใน 13 กบฏรธน. ชี้ 50 ปี 14 ตุลายังไม่เคลียร์ เล่ายิบอีกมุม จี้หอจม.เหตุมธ.พูดความจริง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ต.ค. 2566 เวลา 14.24 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2566 เวลา 14.19 น.

1 ใน 13 กบฏรธน. ชี้ 50 ปี 14 ตุลายังไม่เคลียร์ เล่ายิบอีกมุม จี้หอจม.เหตุมธ.พูดความจริง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) องค์การนักศึกษา สภานักศึกษา พรรคตะวันใหม่ ชมรมรัฐศาสตร์ ชมรมนิติศาสตร์ ชมรมปาฐกถาและโต้วาที กลุ่มศึกษาประชาธิปไตยและการเมือง และเครือข่ายกิจกรรมนักศึกษาชมรมกลุ่มซุ้มต่างๆ ใน ม.รามคำแหง ร่วมจัดงานเสวนา “50 ปี 14 ตุลา มหาวิทยาลัย : ที่(ไม่)มีคำตอบ”

บรรยากาศเวลา 13.30 น. วิทยากรผู้อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เเละคณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ ล้อมวงบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียน นำโดยผศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ ม.รังสิต อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง และผู้อยู่ในเหตการณ์,พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยเเห่งชาติ (ศรภ.) และผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ อาจารย์กลุ่มวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ดำเนินรายการโดยอาจารย์ภักคนันต์ เลื่องปัญญาวงศ์ กลุ่มวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ท่ามกลางนักศึกษาเข้าร่วมฟังเสวนา เรียนรู้เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย ล้นห้องประชุม

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.บุญส่งในฐานะอดีตนักศึกษา ม.รามคำแหง 1 ใน 13 กบฎรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กล่าวย้อนภาพที่เกิดขึ้น รวมถึงบทบาทของ ม.รามคำแหงในช่วงเวลานั้น โดยตั้งประเด็น “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” เป็นแกนกลาง โดยตั้งใจที่จะมาเล่าว่า 14 ตุลาคม วันแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการนองเลือด มีการเดินขบวนจากประชาชนนับล้านคนทั่วประเทศ เกิดอะไรขึ้นที่นั่น

“ผมเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจอยู่ เป็นคนสุดท้ายที่จะมาเล่าเหตุการณ์ ทุกครั้งที่เดินเข้ามาภายใน ม.รามคำแหง รู้สึกอบอุ่นเพราะว่าที่นี่คือบ้าน ผมเป็นผลิตผลของ ม.ราม รหัส 15 เคลื่อนไหวในรามคำแหง ได้รับเลือกเป็นประธานสภานักศึกษา เป็นคนหนึ่งที่ถูกจับในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีการจับกุมนักศึกษาไป 13 คน มีการตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นกบฎ ถูกจับไปขัง 7 วัน ทำให้เกิดการเดินขบวนใหญ่ในประเทศ เริ่มที่ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเคลื่อนออกไป” ผศ.ดร.บุญส่งกล่าว

พร้อมขยายภาพว่า ในช่วงเช้าวันที่ 14 ตุลาคม หลังมีการจับกุม น.ศ. 13 คน โดยเป็น น.ศ. ม.ราม 3 คน ถูกจับร่วมกับวิสา คัญทัพ (กวี เจ้าของวรรค ‘เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน’) จึงเกิดการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ให้ปล่อยตัว น.ศ. 13 คนนี้ ซึ่งช่วงนั้นกฎหมายโทษหนักมาก ขนาดนั่งกินข้าว 5 คน ถ้าพูดคำว่าการเมือง ถูกจับทันที

การเดินขบวนเริ่มที่ธรรมศาสตร์ จากลานโพธิ์ ทะลักมาที่สนามหลวง คนเป็นแสน เช้าวันที่ 13 ตุลาคม มีการเคลื่อนขบวนจาก ม.ธรรมศาสตร์ ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนมหาศาล

“เช้าวันที่ 14 ตุลาคม เกิดเหตุการณ์นองเลือด ผมเป็น 1 คนที่ถูกจับติดคุก เช้าวันที่ 13 ตุลาคม ตำรวจมาไล่เราออกจากคุก พวกเราก็แปลก เขาจับเราหนี พอไล่ออกจากคุกไม่ยอมออก เขาให้กระบอง โล่ ดันเราออกมา 12 คน เดินกอดคออกมา นั่นคือเช้าวันที่ 13 เราเดินมาทางประตูใหญ่ เป็นภาพประวัติศาสตร์ พอเราเดินออกมาก็ปักหลักหน้าเรือนจำชั่วคราว

คืนวันที่ 13 ตุลาคม หลังจากผมออกจากคุกแล้ว ตอนนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กับกรรมการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มีความขัดแย้ง เข้าใจผิดกัน พอตกค่ำ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ประกาศว่าจะสลายการชุมนุม แต่ยังไม่ได้ข้อเรียกร้องคือ 1.ให้ปล่อย 13 คน ซึ่งผมได้อานิสงค์ 2.ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายใน 6 เดือน ปรากฏตอนนั้นรัฐบาลเป็นเผด็จการ ข้อเรียกร้องยังไม่สำเร็จ จึงตกลงว่าจะสลายการชุมนุม เพราะคนเป็นแสนๆ รัฐบาลไม่ยอมออก เผด็จการก็แข็งมาก” ผศ.ดร.บุญส่งกล่าว

ผศ.ดร.บุญส่งอธิบายต่อว่า ถนนแคบๆ ฝั่งหนึ่งเป็นคลอง ตนเพิ่งออกจากคุกได้ขึ้นไปปราศรัย ตื่นเต้นมากเห็นคนเป็นแสน เป็นเด็กนักเรียน มัธยม พาณิชย์ เต็มไปหมด

“ผมพูดไปก็แรงไป เพื่อนบนรถกระตุกขาผม บอกว่า พรุ่งนี้สลายตัว มึงไม่ต้องปลุกระดม ให้เบา โอเคพูดจบผมก็ปีนลงจากหลังคารถ แล้วเดินมาสุดทางชุมนุม ตรงนั้นมีเด็กอาชีวะประมาณ 50 คน นั่งขัดสมาธิ เอาไม้พลองวาง ถัดมา 15 เมตรมีตำรวจ 200-300 คน มีโล่ กระบองครบ นั่งเผชิญหน้ากัน มีการตะโกนแหย่กัน ตำรวจมาอยู่ข้างประชาชนเหอะ เฮกันไปมาแบบนี้ ไม่เกิดอะไรขึ้น พอรุ่งสางของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ทุกคนก็ลุกยืนขึ้น เดินไปข้างหน้า ประชาชนจะกลับบ้าน ตำรวจก็เดินเหมือนกัน เดินมาชนกัน ดันกัน ตำรวจก็ถือโล่เรียงเป็นแถว ประมาณ 200 คน ติดตำรวจไปต่อไม่ได้

ผมหลุดมาหยุดหลังตำรวจ ผมดิ่งไปหาท่านเพื่อขอให้ตำรวจเปิดทางให้ประชาชนกลับบ้าน ปรากฏว่าผู้การสะบัดหน้า เดินหนีผม

เขาเอารถกระบะวิ่งมาจอดหลังแถวตำรวจ บอกให้ผมขึ้นไปปราศรัย ผมก็เลยขี้นไปยืนบนหลังคารถถือไมโครโฟน ผมถึงกล้าพูดเลยว่า ข้อเท็จจริงอยู่ที่นี่ เพราะตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เอกสารทุกชิ้น ไม่ตรงความจริงเลย เพราะผมไปยืนอยู่บนหลังคารถ สมมติคุณเห็นระเบิดตกลงมาตรงกลาง เห็นเหตุการณ์เหมือนกันไหม ตอบเหตุการณ์ไม่เหมือนกันเลย เห็นคนละมุม แต่ผมกล้าพูดเพราะยืนบนที่สูง บนหลังคารถ แล้วผมถือไมค์ปราศรัยไม่หยุด ว่า พี่น้องประชาชนรอนิดนึงครับ กำลังเจรจา พี่น้องตำรวจครับ ขอร้องเถอะ เราเลิกการชุมนุมแล้ว เรากำลังจะกลับบ้าน พูดให้ตำรวจเปิดทางให้ประชาชน เหตุการณ์นี้ถูกบิดเบือนมาตลอด 50 ปี” ผศ.ดร.บุญส่งเผยเรื่องราวอีกมุม

ผศ.ดร.บุญส่ง กล่าวต่อว่า จะมี 2 อย่างที่มักพูดกันคือ ข้อ 1.มักบอกว่าเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ดันกันไป-มา ร้อน เบียด หงุดหงิด ก็เลยตีกัน ไม่มีการวางแผน ซึ่งไม่ใช่ ส่วนข้อที่ 2 ที่มักอ้างกันคือ ประชาชนก่อการจลาจล เอาก้อนกินขว้างตำรวจ ตำรวจจึงจำเป็นต้องเข้าสลายการชุมนุม

“แนวทางที่ 2 นี้คือการป้ายสีไปที่ประชาชนว่าก่อจลาจล ซึ่งผิดทั้ง 2 แนวทาง มีคนเขียนเรื่องอย่างนี้เยอะไปหมด หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ควรจะพูดความจริง กลับบอกว่าประชาชนก่อการจลาจล ตำรวจจึงต้องปราบปราม คุณวิ่งไปที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ตรงสี่แยกคอกวัว มีนิทรรศการก็เขียนอย่างนี้ ผมบอกว่ากรรมการว่าผิด แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้พูดว่าเรื่องเป็นอย่างไร

ระหว่างที่ยืนปราศรัย พี่น้องประชาชนครับ ใจเย็นๆ รอนิดนึงนะครับ ไม่มีเหตุการณ์ที่บอกว่าเอาก้อนหิน ธงขว้าง มียื่นธงอยู่คนนึงเหมือนกัน แต่พยายามจะไปตีใคร ? ตีไม่ได้ ยื่นไปก็จบ 1. ไม่มีการพูดจาหยาบคาย 2 .ไม่มีการก่อจลาจลจากประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว ผมยืนยัน เพราะยืนอยู่ตรงนั้น”

ระหว่างที่กำลังปราศรัย จู่ๆ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล โผล่มาจากไหนไม่รู้ อดนอนหลายคืน ปีนขี้นมาบนเวที จึงยื่นไมค์ให้พูด เสกสรรค์บอกให้พี่น้องหันหลังกลับไปทางนู้น คนโห่ ไม่เอาๆ พอคนโห่ เสกโกรธ ก็สบถออกมา แล้วโยนไมค์คืนให้ผมแล้วลงจากรถไป ตอนนี้มีการบอกกันด้วยว่า ตำรวจเข้ามาพยุงตัว เสกสรรค์ลงจากรถ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ตำรวจจับเสกสรรค์ ไม่จริง ไม่มีใครพยุง ปีนลงไปเอง แล้วมีรถเก๋งจอดรออยู่ ไม่มีอะไร บิดเบือนทั้งนั้น เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ” ผศ.ดร.บุญส่งกล่าว

ผศ.ดร.บุญส่ง เผยอีกว่า มีตำรวจ 200 คน ถือโล่กระบอง ตี กระหน่ำ หวด เตะ ข้างหลังวิ่งไป 3-4 คน ยิงแก๊สน้ำตาข้ามหัวตน ควันโขมง อีกซีกตกน้ำ ซีกนั้นโดดน้ำหนี ไปแอบหลังต้นไม้ ตำรวจก็ตามไปเตะ กระทืบ

“เห็นตำรวจลากหิ้ว หิ้วหัว เปิดเห็นหน้าอก ตำรวจลากผ่านไป นี่คือความเป็นจริง 14 ตุลา ให้การ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ใช่อุบัติทางการเมือง ประชาชนไม่ได้ก่อจลาจล ” ผศ.ดร.บุญส่งกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...