ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อ “หลี่หรูอี้” วิญญาณแพทย์ทหารหญิงผู้อาภัพเรื่องครอบครัว ถึงคราวเกิดใหม่!
นางในชาตินี้เป็นเพียงสาวน้อยคนสุดท้องแห่งตระกูลหลี่อันแสนยากจน
ทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขจนผู้อื่นต้องอิจฉา เพราะถูกรายล้อมไปด้วยครอบครัวที่รักและทะนุถนอมนางสุดๆ!
.
แต่เรื่องที่ทำให้นางเศร้าก็คือ…พ่อของนางมักจะถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมือง แม่ก็ต้องปักผ้าขาย พี่ชายทั้งสี่ก็ใช้แรงงานอย่างหนัก
แต่บ้านก็ยังไม่รวยสักที!
ไม่ได้การ… นางต้องคิดหาวิธีทำเงินให้กับครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นนี้ให้ได้!
.
‘หมอหญิง’ คือสิ่งแรกที่นึกขึ้นมาในหัว
แม้สิ่งที่ได้รับตอบแทนจะเป็นเพียงเศษอาหารและเครื่องในที่ไม่ค่อยมีใครต้องการ
แต่ถ้าหากใช้กลเม็ดปลายจวักอีกสักนิด ก็จะเปลี่ยนพวกวัตถุดิบราคาถูกสุดเหม็นให้เป็นอาหารระดับภัตตาคารชั้นเลิศ
สร้างกำไรได้อย่างงาม!
.
หากท่านกำลังมองหานิยายที่… นางเอกเป็นหมอชนบทแสนธรรมดา แต่ในอนาคตจะเป็นถึงแพทย์หญิงอัจฉริยะแห่งยุค
ทั้งยังรักการทำธุรกิจอาหาร ที่อร่อยจนอ่านไปแล้วท้องร้องไม่หยุดแต่ก็หยุดอ่านไม่ได้
พร้อมกับความสัมพันธ์ของครอบครัวในยุคโบราณที่ยากจนแต่ก็แสนอบอุ่น นิยายเล่มนี้ตอบโจทย์ทุกคนสุดๆ
.
“คอยดูเถอะ! ครอบครัวเราจะต้องร่ำรวยจนสามารถใช้เงินแก้เครียดได้
บ้านฟางหลังนี้ ฉันจะเปลี่ยนให้เป็นคฤหาสน์สุดหรูเอง!!”
.
ทำอาหารตามนิยาย | แป้งย่างต้นหอม???? จากเรื่องทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ
(แต่กินได้มั้ยนี่ไปลุ้นกันนะฮะ
)
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3vWOqeP
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
แป้งย่างต้นหอม
แคว้นต้าโจว เมืองเยี่ยน อำเภอฉางผิง หมู่บ้านหลี่
หนึ่งวันหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ฟ้าเพิ่งจะสว่างเรืองรอง หลี่ซานหัวหน้าตระกูลหลี่ตื่นขึ้น หันไปมองจ้าวซื่อ[1]ผู้เป็นภรรยาที่กำลังนอนหลับอย่างสุขอุรา เมื่อนึกถึงเด็กในท้องของนางที่ยังไม่ได้ออกมาดูโลก หัวใจพลันอ่อนยวบยาบ แต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะต้องไปจากบ้าน กว่าจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็ต้องรอถึงเดือนสิบสอง จึงวางมือลงบนท้องของนางที่ยื่นออกมาเล็กน้อยอย่างอาลัยอาวรณ์ ปีนี้หลี่ซานอายุสามสิบเอ็ดปีแล้ว เขามีใบหน้าเหลี่ยมคิ้วหนา ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ภูมิลำเนาเดิมอยู่นอกหมู่บ้านตระกูลหลี่ ห่างออกไปสี่ร้อยลี้[2]
สิบห้าปีก่อนเกิดโรคระบาดอย่างหนัก ทั้งตระกูลเหลือเพียงเขาและหลี่สือ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายพ่อที่มีชีวิตรอดและหนีออกมาจากตระกูลหลี่ได้ ระหว่างที่กำลังหนีจากความยากแค้นแสนเข็ญ พวกเขาได้พานพบกับจ้าวซื่อที่ถูกโรคระบาดพรากชีวิตของญาติมิตรทั้งหมดไปเช่นเดียวกัน
ทั้งสามเดินทางร่วมกันมาจนกระทั่งถึงอำเภอฉางผิง สุดท้ายจึงตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านหลี่ด้วยความช่วยเหลือจากราชสำนัก ส่วนจ้าวซื่อก็ได้รับการตกแต่งเป็นภรรยาของหลี่ซาน
ปีนี้จ้าวซื่ออายุสามสิบปีแล้ว บ้านเดิมอยู่ที่เมืองเล็กๆ ไม่ไกลจากหมู่บ้านตระกูลหลี่ บิดาผู้ให้กำเนิดเป็นซิ่วไฉ[3] เดิมหมั้นหมายนางไว้กับบุตรชายของสหายสนิทที่เรียนมาด้วยกัน
หากมิใช่เพราะโรคระบาดอันน่าหวาดกลัวครั้งนั้น จ้าวซื่อคงมิได้แต่งกับหลี่ซาน
ปัจจุบันจ้าวซื่อได้ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาวให้กับหลี่ซานรวมทั้งสิ้นห้าคน นับว่าเธอได้มอบสิ่งล้ำค่าอันยิ่งใหญ่ไว้ให้ตระกูลหลี่ ดังนั้นหลี่ซานจึงรู้สึกรักนางมากยิ่งขึ้น
เมื่อหลี่ซานสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็หยิบกระโถนปัสสาวะไม้ที่เตรียมไว้ให้จ้าวซื่อไว้ใช้ในยามค่ำคืนขึ้นมา เดินย่องออกไปจากห้องก่อนจะปิดประตูเบาๆ
หลี่เจี้ยนอันอายุสิบสามปีกำลังจุดไฟต้มน้ำอยู่ในห้องครัว เมื่อได้ยินเสียงคนเดินมาจึงเดินออกไปดู พบว่าเป็นหลี่ซาน เขาจึงรีบเดินเข้าไปจะแย่งกระโถนปัสสาวะนั้น
“มือข้าสกปรกแล้ว เจ้าอย่าทำให้สกปรกไปอีกคนเลย” หลี่ซานกล่าวประโยคนี้กับบุตรชายคนโต จากนั้นจึงนำกระโถนปัสสาวะไปเทรดแปลงผักที่อยู่หลังบ้าน แล้วนำกระโถนไปล้างที่บริเวณคูน้ำเล็กๆ ที่ห่างจากบ้านไปประมาณร้อยก้าว
กระทั่งเขาเดินกลับมาถึงหลังบ้านพลันได้กลิ่นน้ำมัน ต้นหอม และกลิ่นหอมของแป้ง จึงอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้
ห้องครัวบ้านหลี่มีประตูสองฝั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประตูหน้าเชื่อมไปสู่ลานด้านหน้า ประตูหลังเชื่อมไปสู่ลานด้านหลัง ยามนี้ประตูหลังแง้มเปิดออก กลิ่นหอมพลันโชยออกมาตามลม
หลี่ซานวางกระโถนปัสสาวะไว้ที่ใต้ชายคาบ้าน รอให้ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาเต็มดวงสาดส่องแสงให้น้ำในกระโถนระเหยจนแห้งไป จากนั้นจะมีบุตรชายนำไปกลับวางไว้ในห้องนอนของตนและจ้าวซื่อเอง
บ้านของหลี่ซานเป็นกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าคา สภาพค่อนข้างทรุดโทรม มีห้องทั้งหมดแปดห้อง ได้แก่ ห้องโถงสำหรับรับประทานอาหาร ห้องครัว ห้องเบ็ดเตล็ด ห้องเก็บเสบียง และห้องนอนอีกสี่ห้อง
ห้องของหลี่ซานและภรรยาหนึ่งห้อง ห้องของหลี่สือหนึ่งห้อง บุตรชายสี่คนใช้ห้องรวมกันสองห้อง ส่วนบุตรสาวหลี่หรูอี้อาศัยในห้องห้องหนึ่งเพียงลำพัง
ยามนี้แสงสีทองแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาภายในห้องครัวอันกว้างใหญ่ บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของหลี่ซาน นามว่า หลี่หรูอี้ อายุเก้าปี มวยผมทรงสาวใช้ สวมเสื้อสีเทาและกางเกงสีดำ กำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กๆ หน้าเตาดิน เธอใช้ตะหลิวไม้พลิกแผ่นแป้งผสมต้นหอมบนกระทะเหล็กอย่างคล่องแคล่ว
เธอตัวสูงกว่าเตาเพียงเล็กน้อย อาภรณ์ตัวใหญ่ยิ่งทำให้ร่างของเธอดูผอมบางอย่างชัดเจน
หลี่เจี้ยนอันที่ยืนอยู่ข้างเตากล่าวอย่างไม่สบายใจนัก “ท่านพ่อ หรูอี้บอกว่า แป้งย่างที่ข้าทำไม่อร่อย รั้นจะย่างแป้งให้ท่านและท่านอาด้วยตนเองให้ได้”
“เช่นนั้นก็เป็นลาภปากของข้าแล้วที่จะได้กินแป้งย่างที่หรูอี้ทำ” หลี่ซานเดินยิ้มเข้ามา มองแป้งย่างผสมต้นหอมชิ้นกลมๆ สามแผ่นที่ย่างเสร็จแล้วถูกวางเรียงอยู่บนถาดไม้ขนาดใหญ่ ทุกแผ่นมีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ[4] ล้วนใช้แป้งขาวบริสุทธิ์ ผสมต้นหอมเข้าไปไม่น้อย ด้านนอกมีน้ำมันอยู่ชั้นหนึ่ง กลิ่นแป้งย่างหอมเตะจมูก เมื่อรวมกับลักษณะภายนอกเช่นนั้นทำให้อดไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องลองลิ้ม
ฝีมือการทำอาหารของจ้าวซื่อนั้นธรรมดามาก ไม่อาจจะทำแป้งย่างต้นหอมที่ทั้งหอมและดูดีเช่นนี้ได้แน่ กระนั้นท่านย่าของหลี่ซานที่จากโลกนี้ไปแล้ว แม้ว่านางจะเคยขายแป้งย่างอยู่ที่ตัวเมืองก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้
ก่อนหน้านี้หลายวัน บุตรีที่รักกล่าวว่า อยากทำอาหารไปขายในตัวอำเภอฉางผิงหลายครั้งหลายครา แต่ล้วนถูกเขาปฏิเสธ
ตอนนั้นเขาคิดว่าที่บ้านไม่มีใครมีฝีมือทำอาหารได้ยอดเยี่ยมแม้แต่คนเดียว อาหารที่ทำออกมาคงขายไม่ได้ และจะทำให้วัตถุดิบเสียเปล่า อีกอย่างในตัวอำเภอก็มีหลายคนที่ทำแป้งย่างเป็น หากเห็นแป้งย่างของบ้านเขาทำเงินได้ ก็จะต้องทำแป้งย่างออกมาขายตามแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นธุรกิจของบ้านเขาทำได้ไม่กี่วันก็คงต้องระเห็จระเหเรร่อนต่อไป เพราะว่าจ่ายค่าที่ไม่ไหวเป็นแน่
หลี่หรูอี้หันไปมองหลี่ซานทันที จากนั้นจึงหันไปพลิกแป้งย่างในกระทะอีกครั้ง เสียงที่เปล่งออกมาชัดเจน ทว่าคล้ายมีลมลอดผ่านเนื่องจากอยู่ในวัยฟันแท้กำลังจะขึ้น “ท่านพ่อ ท่านอารองก็ตื่นแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะย่างแป้งอีกสี่ชิ้นและทำน้ำแกงเสียหน่อย พวกท่านจะได้กินแป้งย่างกับน้ำแกง”
“ดี” หลี่ซานเดินไปที่ห้องโถง พบว่าหลี่สือญาติผู้น้องกำลังยกชามกระเบื้องสีดำหยาบๆ ขึ้นดื่ม บนโต๊ะยังมีชามใส่น้ำแกงวางอยู่อีกชามหนึ่ง ทราบได้ทันทีว่าเป็นของตนจึงยกขึ้นจิบ น้ำแกงยังร้อนอยู่จริงๆ เขารู้ทันทีว่านี่เป็นสิ่งที่บุตรีสุดที่รักเตรียมไว้ให้ ในใจพลันรู้สึกเปี่ยมสุข
สามเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่บุตรีสุดที่รักของตนจะสะดุดล้มและหมดสติไปสองวัน น่าแปลกที่พอตื่นขึ้นมาก็ฉลาดเฉลียวรู้ความขึ้นมาก
ในใจคิดว่า ไปสร้างกำแพงเมืองที่เมืองเยี่ยนคราวนี้ ได้เงินมาแล้วจะต้องหาซื้อผ้าสีสว่างสดใสมาตัดชุดใหม่ให้บุตรีสุดที่รักสักหน่อย มิอาจปล่อยให้นางสวมอาภรณ์เก่าๆ ของบุตรชายเช่นนี้ต่อไปได้อีก
ไม่นานแป้งย่างต้นหอมแปดแผ่นที่ส่งกลิ่นหอมน่าทานและน้ำแกงแตงกวาซอยอีกสองชามใหญ่ก็ถูกนำขึ้นโต๊ะ
หลี่ซานและญาติผู้น้องกินไปคนละสองแผ่น เหลืออีกสี่แผ่นไว้ให้ครอบครัว
ครอบครัวหลี่ก็เหมือนกับครอบครัวในหมู่บ้านชนบทอื่นๆ หากไม่ใช่ปีใหม่หรือวันหยุดจะทานอาหารวันละสองมื้อ
ยามฟ้าสางต้องรีบไปทำงานในไร่นา อาหารเช้ามีแค่หมั่นโถวที่ทำจากแป้งหยาบและน้ำแกงเล็กน้อย ตอนกลางคืนหากไม่ต้องทำงานก็จะเข้านอน ทานอาหารมื้อเย็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจเป็นแป้งหรือน้ำแกง
วันนี้หลี่ซานและญาติผู้น้องต้องออกไปทำงานไกลบ้านเป็นเวลาหลายเดือน หลี่หรูอี้จึงใช้แป้งขาวทำอาหารเช้าให้พวกเขา น่าเสียดายที่บ้านยากจน ไม่มีแม้กระทั่งไข่ไก่ ไม่อย่างนั้นคงจะทำน้ำแกงไข่ลวกให้แล้ว
หลี่สืออายุยี่สิบปี มีผิวดำคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาโต จมูกใหญ่ ปากกว้าง เขายิ้มแฉ่งจนเผยให้เห็นฟันขาวสองแถวเรียงอย่างเป็นระเบียบ ยิ้มและกล่าวว่า “อร่อยจริง หรูอี้ ทำไมไม่กินเล่า?”
ตอนที่อายุหนึ่งขวบเขาไม่สบายมีไข้สูงจนสมองเสียหาย ทำให้สมองช้ากว่าคนปกติ มีสติปัญญาไม่ต่างกับเด็กห้าหกขวบ ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดและทักษะฝีมือไม่ได้ ทำได้เพียงงานทั่วๆ ไป เช่น เก็บปุ๋ยหรือตัดไม้เท่านั้น
แต่พละกำลังของเขามากล้นทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ สามารถยกของหนักสองร้อยชั่ง[5] เดินไปได้ไกลถึงยี่สิบลี้ภายในอึดใจเดียวโดยไม่ต้องพัก คนวัยเยาว์ที่อยู่รอบๆ บริเวณหลายสิบลี้นี้ล้วนมิอาจสู้แรงของเขาได้เลย
บ้านหลี่ยากจนมาก และเขาก็มีสภาพเช่นนี้จึงไม่ได้แต่งภรรยาจวบจนวันนี้ “ข้ามิได้ออกไปไกลบ้านทั้งยังมิได้ไปทำงานหนักเช่นสร้างกำแพงเมือง ไม่จำเป็นต้องกินหรอก” หลี่หรูอี้นำแป้งย่างอีกสี่แผ่นที่เหลือไปห่อเพื่อให้ทั้งสองนำติดตัวไปกินระหว่างทาง ทั้งยังกำชับเป็นพิเศษ “ท่านอารอง หากท่านกลับมาข้าจะทำแป้งย่างไข่ไก่และแป้งย่างเนื้อให้ท่านกินนะเจ้าคะ”
หลี่สือมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า “หรูอี้ดีกับข้าจริงๆ”
พี่ชายอีกสามคนของหลี่หรูอี้ตื่นนอนกันหมดแล้ว เมื่อได้ยินว่านางเป็นคนทำอาหารเช้าจึงมีใบหน้าที่ละเหี่ยใจ
เดิมทีตอนที่จ้าวซื่ออยู่บ้านเดิมนางมักถูกผู้อื่นเอาอกเอาใจ ส่วนหลี่หรูอี้เป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว จ้าวซื่อจึงประคบประหงมหลี่หรูอี้ยิ่งนัก สอนนางให้รู้จักเขียนอักษรและปักผ้า ไม่ยอมให้นางทำไร่ทำนา ทั้งยังให้นางลงครัวทำอาหารน้อยครั้ง
ดังนั้นพี่ชายทั้งสี่ของหลี่หรูอี้จึงทำอาหารเป็นกันทุกคน
ก่อนหน้านี้พี่ชายทั้งสี่ล้วนเป็นคนทำอาหารเช้าทุกมื้อ แต่วันนี้หลี่หรูอี้ตั้งใจตื่นเช้าเป็นพิเศษเพื่อแย่งพี่ชายทำอาหาร
หลี่ซานกำชับบุตรชายทั้งสี่ด้วยคำพูดทีเล่นทีจริง “ข้าไม่อยู่บ้าน พวกเจ้าต้องฟังคำของแม่ อยู่บ้านกันดีๆ อย่าไปหาเรื่องให้นางโกรธ หากใครไม่เชื่อฟัง รอข้ากลับมาก่อน จะตีผู้นั้นให้ก้นลายเป็นแปดกลีบเชียว”
“แปดกลีบ” หลี่สือเริ่มเอานิ้วมือขึ้นมานับ ก่อนหน้านี้สองสามีภรรยาเคยสอนเขานับเลขมาแล้ว แต่ถึงอย่างไรเขาก็เรียนไม่ได้เสียที หลายวันมานี้เป็นหลานสาวที่ใช้วิธีเอาผักทั้งหลายมาสอนให้เขานับเลข ไล่ตั้งแต่นิ้วโป้งถึงนิ้วก้อยมือซ้าย เรียกเป็นมะเขือ หัวไชเท้า ถั่วฝักยาว ฟักทอง ต้นหอม ตามลำดับ ส่วนนิ้วมือทั้งห้าข้างขวาเรียกเป็นผักกวางตุ้ง ผักกาดหอม กระเทียม ผักโขม และแตงไทย
บริเวณสวนผักของบ้านมีผักอยู่หลากหลายชนิด มากจนนิ้วทั้งสิบยังไม่พอนับ
เขาเรียนรู้วิธีการบวกลบเลขในจำนวนหนึ่งถึงสิบจนเป็นแล้ว ขอเพียงได้ยินตัวเลขก็อดที่จะนับไม่ได้
เมื่อนับจนถึงแปดก็รู้สึกประสบความสำเร็จ ขณะกำลังจะไปให้หลี่หรูอี้ชมเชย เบื้องหน้ากลับมีของสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏ มันทำจากหวายแก่ๆ ที่นำมาสานจนเป็นรูปร่าง จึงถามขึ้นว่า “หรูอี้ นี่อะไร?”
…………………………………
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] จ้าวซื่อ คือ ธรรมเนียมการเรียกภรรยาด้วยแซ่เดิม ดังนั้นจ้าวซื่อจึงสื่อความหมายถึงสตรีแซ่จ้าวที่แต่งงานแล้ว
[2] ลี้หรือหลี่ คือ หน่วยวัดความยาวของจีน โดย 1 ลี้ เท่ากับประมาณ 500 เมตร
[3] ซิ่วไฉ คือ คำเรียกบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบเข้ารับราชการระดับท้องถิ่น
[4] ฉื่อ คือ มาตรวัดความยาวของจีน โดย 1 ฉื่อ เท่ากับประมาณ 22.7-23.1 เซนติเมตร
[5] ชั่ง คือ มาตราชั่งตวงของจีน โดย 1 ชั่ง มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม
-------------------------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3vWOqeP
.
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
หมวกนิรภัย
หลี่หรูอี้หยิบหมวกหวายในมือชูขึ้น กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอารอง นี่เป็นหมวกนิรภัยที่เอาไว้ใช้ในสถานที่ก่อสร้าง เมื่อใส่มันแล้วจะช่วยป้องกันศีรษะได้ ตอนที่ท่านและท่านพ่อไปสร้างกำแพงเมืองต้องสวมมันด้วยนะเจ้าคะ”
วัสดุที่ใช้ในการทำหมวกนิรภัยก็คือ หวายแก่ รูปร่างคล้ายหมวกกันน็อก ไม่เน้นความงามแต่เน้นการใช้งาน มีประโยชน์ในการป้องกันศีรษะ
“ที่แท้ก็หมวกนี่เอง” หลี่สือรู้สึกยินดียิ่ง อดรนทนไม่ไหวรีบนำหมวกหวายไปสวมหัว ทั้งยังวิ่งไปข้างหน้าหลี่ซาน สั่นศีรษะพลางพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “ท่านพี่ หรูอี้มอบหมวกให้ข้า”
หลี่ซานมองไปยังบุตรีสุดที่รักด้วยดวงตาทอประกายแห่งความรัก
หลี่หรูอี้กำชับว่า “ท่านอารอง เมื่อไปถึงเมืองเยี่ยนแล้วต้องสร้างกำแพง ท่านต้องเตือนให้ท่านพ่อสวมหมวกนิรภัยด้วยนะ”
หลี่ซานหยิบหมวกนิรภัยที่มีรูปร่างแปลกประหลาดขึ้นมา คิดว่าหวายแก่นั้นแข็งมากจริงๆ แต่บุตรีสุดที่รักก็ยังคิดหาวิธีนำมันมาทำเป็นหมวกจนได้ คงเสียเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อตอบแทนน้ำใจนี้ เขาจะต้องเชื่อฟังคำของบุตรีสุดที่รักแน่นอน หลี่สือราวกับได้รับของอันล้ำค่าก็มิปาน รีบนำหมวกหวายไปร้อยเชือกแล้วสวมใส่ทันที จากนั้นจึงแบกห่อสัมภาระใบใหญ่ที่บรรจุเครื่องนอนและเสื้อผ้าขึ้นหลัง เดินตามหลังหลี่ซานออกไป
ปกติเขาเป็นคนที่ถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะมาตลอด วันนี้เมื่อสวมหมวกหวายก็ยิ่งถูกชาวบ้านจับจ้องราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
“เจ้าก้อนหิน นั่นเจ้าสวมอะไรอยู่บนหัว?”
“หมวกนิรภัย! หรูอี้ให้ข้า”
“เมื่อครู่ข้ามองไกลๆ ยังคิดว่าเจ้าเอาหม้อมาสวมหัวเสียอีก ที่แท้ก็เป็นหมวกที่ใช้หวายเก่าๆ สานขึ้นมานี่เอง หมวกหวายนี่ไม่มีปีกหมวก มิอาจบังแดดได้ ทั้งยังน่าเกลียดเพียงนี้ มีอะไรน่าใส่กัน!”
“เจ้ามีหรือไม่ถึงได้มาหัวเราะเยาะข้า? ฮึ… ข้ามี!” หลี่สือกรอกตาใส่คนผู้นั้น
หลี่หรูอี้ดึงแขนของหลี่สือมาใกล้ๆ แล้วบอกให้เขาก้มตัวลง จากนั้นจึงกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของอีกฝ่าย “ท่านอารองเจ้าคะ ข้าจะบอกความลับท่านอย่างหนึ่ง”
หลี่สือรีบมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางเคร่งเครียด “ความลับอันใดหรือ?”
“ในห่อสัมภาระมียาที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านและท่านพ่อด้วย รอให้เห็นประตูเมืองเยี่ยนก่อน ท่านค่อยบอกท่านพ่อ”
“อ้อ…” หลี่สือรับปากออกมาคำหนึ่งทั้งยังหรี่ตามองไปยังหลี่ซาน
พี่น้องทั้งห้าแห่งบ้านหลี่เดินออกมาส่งพวกเขาถึงปากทางหมู่บ้าน จนกระทั่งไม่เห็นเงาของคนทั้งสองแล้วจึงพากันกลับบ้านไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองพี่น้องหลี่ออกไปทำงานไกลๆ ปีที่ผ่านๆ มาในช่วงเวลานี้ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จแล้วพวกเขาก็ออกจากบ้านไปทำงานแบบนี้เช่นกัน
หลี่หรูอี้ได้ยินมาว่า การสร้างกำแพงที่เมืองเยี่ยนที่หลี่ซานจะไปในคราวนี้เป็นงานที่ประกาศรับสมัครจากราชสำนัก หนึ่งวันได้ยี่สิบทองแดง มีอาหารสองมื้อและมีที่พักให้ ห้าวันคำนวณบัญชีครั้งหนึ่ง
หนึ่งตำลึงเงินแลกได้หนึ่งพันทองแดง
หนึ่งทองแดงซื้อแป้งย่างจากแป้งข้าวโพดขนาดเท่าฝ่ามือใหญ่ๆ ได้สองชิ้นหรือผักสดหนึ่งชั่ง
เนื้อหมูหนึ่งชั่งสิบสองทองแดง ไข่ไก่หนึ่งชั่งห้าทองแดง แป้งขาวชั้นดีหนึ่งชั่งสามทองแดง
ราคาของของที่นี่ค่อนข้างต่ำและแรงงานคนก็น้อย หากทำงานสร้างบ้านในอำเภอฉางผิง หนึ่งวันจะได้แปดทองแดง แต่ไม่มีค่าอาหารและที่พักให้
การสร้างกำแพงเมืองที่เมืองเยี่ยนเป็นงานที่ลำบาก ทว่าได้รับเงินยี่สิบทองแดง ทั้งยังรวมอาหารและที่พักด้วย นับว่าค่าแรงและสวัสดิการยุติธรรม
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ ในระยะหลายสิบลี้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้ว ก็ไปทำงานสร้างกำแพงเมืองกันทุกคน
หากพี่ชายทั้งสี่ของหลี่หรูอี้อายุถึงสิบแปดปี ก็คงจะตามไปด้วยแล้ว
ในสายตาของคนในหมู่บ้าน การสร้างกำแพงเมืองเป็นงานที่ทำเงินได้ดี กระทั่งในสายตาของหลี่หรูอี้เมื่อสามเดือนก่อนก็ยังคิดเช่นนั้น
ทว่าตอนนี้วิญญาณของหลี่หรูอี้เป็นวิญญาณของแพทย์หญิงในกองทัพที่มาจากโลกอื่น นางคิดว่าแคว้นต้าโจวมีกำลังการผลิตต่ำมาก การสร้างกำแพงเมือง ก็เป็นงานที่เสี่ยง และค่อนข้างอันตรายต่อร่างกายมาก
หากที่บ้านมีเงินมากพอ คราวนี้สองพี่น้องหลี่ก็คงไม่ต้องไป
หลี่หรูอี้ตัดสินใจแล้วว่า จะใช้โอกาสตอนที่หลี่ซานผู้เป็นเจ้าบ้าน ซึ่งมีนิสัยดื้อรั้นจนโน้มน้าวไม่ได้ไม่อยู่บ้านหลายเดือนนี้ คิดหาวิธีทำเงินให้กับครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นนี้ให้ได้ จ้าวซื่อมีใบหน้าทรงกลม คิ้วดุจกิ่งหลิว ดวงตาดุจผลซิ่ง หางตามีรอยตีนกาปรากฏบางๆ อยู่หลายรอย ใบหน้างดงามโดดเด่น มวยผมเป็นทรงกลมง่ายๆ ไม่สวมเครื่องประดับใดๆ มีความอ่อนโยน ร่างกายของนางสูงโปร่งและผอมบาง สวมชุดที่ถูกซักจนมองไม่เห็นสีเดิมและมีรอยปะชุนอยู่ทั่วไป นางยืนพยุงท้องอยู่หน้ารั้วบ้าน กำลังมองข้ามรั้วออกไป เด็กในครรภ์อายุเกือบหกเดือนแล้ว ตอนกลางวันยังสงบดี แต่พอตกกลางคืนจะก่อกวนโดยถีบท้องของนางอย่างแรง จนนางไม่ได้นอนไปครึ่งคืน ส่วนอีกครึ่งคืนหลังก็ยังคงถีบอยู่ แต่นางง่วงจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงนอนหลับไป
เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่า หมอนข้างกายว่างเปล่า อีกทั้งฟ้าสว่างแล้วจึงส่งเสียงเรียก ทว่าในบ้านกลับไม่มีเสียงตอบ นางจึงลุกขึ้นมาเดินหารอบบ้าน แต่ก็ไม่พบใครเลย
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่หลี่ซานจะออกไปทำงานนอกบ้านไกลๆ นางมักจะตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้เขากิน และยังเดินไปส่งเขาถึงปากทางหมู่บ้านอีกด้วย
วันนี้นางตื่นสายจึงไม่ได้ไปส่ง ในใจรู้สึกผิดเล็กน้อย
หลายปีมานี้หลี่ซานดีกับนางจริงๆ กี่วันกี่คืนผ่านไปนางก็ไม่แน่ใจนัก ทำให้นางลืมจุดด้อยของหลี่ซานที่เป็นเพียงชาวบ้านไร้การศึกษาทั้งยังยากจนไปจนหมดสิ้น
หลี่ฝูคัง ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองของบ้านหลี่ เขาเป็นคนใจร้อน เขาอยู่ห่างออกไปหลายจั้ง โบกมือให้จ้าวซื่อพลางกล่าวเสียงดัง “ท่านแม่ ท่านพ่อและท่านอารองไปแล้วขอรับ”
จ้าวซื่อมีบุตรกับหลี่ซานทั้งสิ้นห้าคน
หลี่เจี้ยนอัน บุตรชายคนโต และหลี่ฝูคัง บุตรชายคนที่สองเป็นฝาแฝดกัน
หลี่อิงฮว๋า บุตรชายคนที่สาม และหลี่หมิ่นหาน บุตรชายคนที่สี่ อายุสิบเอ็ดปี เป็นฝาแฝดกัน
บุตรสี่คนแรกล้วนเป็นบุตรชาย คนที่ห้าเป็นบุตรสาว ทั้งสองคิดว่ามีทั้งบุตรชายและบุตรสาวครบถ้วนเป็นเรื่องดี จึงตั้งชื่อให้บุตรสาวว่า หลี่หรูอี้ (สมปรารถนา)
หลี่อิงฮว๋าเดินมาจนกระทั่งเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของจ้าวซื่อ จึงกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อกลัวจะทำให้ท่านตื่นจึงไม่ให้พวกเราไปปลุกท่านแม่ขอรับ”
หลี่เจี้ยนอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ ท่านพ่อไม่อยู่บ้านแล้ว ท่านวางใจเถอะ พวกเราพี่น้องจะเชื่อฟังท่านแน่นอน”
“ท่านแม่ ท่านพ่อเหลือแป้งย่างต้นหอมที่น้องสาวเป็นคนย่างไว้ให้ท่านแผ่นหนึ่งขอรับ” หลี่หมิ่นหานกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้แล้วรีบเดินเข้าไปในห้องครัว
หลี่หรูอี้กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “พี่สี่ ข้าใส่แป้งย่างไปในห่อสัมภาระของท่านพ่อแล้วมิใช่หรือ?”
หลี่หมิ่นหานหันมาหัวเราะ “ท่านพ่อถือโอกาสตอนที่เจ้าไปหยิบหมวกอะไรนั่นแอบนำแป้งย่างต้นหอมให้ข้า บอกให้ข้าซ่อนไว้ให้ดี”
จ้าวซื่อนั่งลงบนม้านั่งไม้ กินแป้งย่างต้นหอมอันหอมกรุ่นที่บุตรีสุดที่รักเป็นคนทำ ในใจรู้สึกเบิกบาน เมื่อนึกถึงความเอาใจใส่ของสามี ในใจก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง
หลี่หรูอี้เดินเข้ามาแล้ววางคางลงบนไหล่ของจ้าวซื่อเบาๆ ก่อนจะกล่าวถามว่า “ท่านแม่ แป้งย่างอร่อยหรือไม่?”
จ้าวซื่อบิแป้งย่างออกมาชิ้นหนึ่งแล้วยัดใส่ปากของหลี่หรูอี้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่พี่ชายเจ้าบอกว่า เจ้ายังไม่ได้กินแป้งย่างที่เจ้าทำเองกับมือเลยสักชิ้น ก่อนหน้านี้เจ้าตะกละเพียงนั้น ตอนนี้กลับอดทนได้แล้ว”
หลี่หรูอี้ไม่ได้มาออดอ้อนเพราะต้องการกินของอร่อย นางมาเพราะต้องการพูดเรื่องจริงจัง ทว่าปากถูกแป้งย่างยัดไว้จึงพูดไม่ได้ ทั้งยังถูกมารดากล่าวหาจนกลายเป็นตัวตะกละไปแล้ว ในใจจึงรู้สึกคับอกคับใจเล็กน้อย
ตัวตะกละ ตัวขี้เกียจ เจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กตะกละตะกลามคนหนึ่ง
จ้าวซื่อบิแป้งย่างออกมาอีกชิ้น ยัดไปที่ปากของบุตรีสุดที่รักที่อยู่ด้านหลัง แต่คนข้างหลังกลับหลบ “เหตุใดจึงรู้สึกเขินอายเล่า ตอนเจ้ายังเด็ก แม่กำลังทอดมันหมู เจ้ายังถือโอกาสตอนที่แม่ไม่สนใจขึ้นมายืนบนม้านั่งไม้ ยื่นมือไปจิ้มคราบน้ำมันในถาดรองไปกินเลย”
หลี่หรูอี้ได้ยินเสียงหลี่ฝูคังที่กำลังทำความสะอาดสวนด้านนอกห้องโถงหัวเราะเสียงดัง จึงรีบกล่าวอย่างกระวนกระวาย “ท่านแม่ของข้า เมื่อครู่ท่านยังบอกอยู่เลยว่า ตอนนั้นข้ายังเด็ก ตอนนี้ข้าโตแล้ว ไม่ตะกละแล้ว”
เดิมทีผิวของจ้าวซื่อขาวกว่าสตรีในหมู่บ้านเสียอีก อีกทั้งยังไม่ค่อยโดนแดดจึงยิ่งละเอียดเนียนมากขึ้นไปอีก ดวงตาดุจผลซิ่งหรี่ลงเล็กน้อย กล่าวว่า “หากไม่ตะกละแล้วเจ้าจะดั้นด้นหาวิธีทำแป้งย่างอร่อยๆ ขนาดนี้ขึ้นมาด้วยตนเองได้หรือ?”
“ข้าฝันหรอกเจ้าค่ะ ข้าฝันถึง” หลี่หรูอี้กรอกตาไปมา “ท่านแม่ ท่านก็คิดว่าแป้งย่างนี้อร่อยใช่หรือไม่ ท่านว่าหากครอบครัวของพวกเราทำแป้งย่างเช่นนี้ออกมาร้อยชิ้น แล้วนำไปขายที่ตัวอำเภอจะมีคนซื้อกินหรือไม่?”
“เจ้าโน้มน้าวพ่อเจ้าไม่ได้เลยมาโน้มน้าวแม่หรือ?” จ้าวซื่อกินแป้งย่างหมดแล้ว ในมือมีคราบมันติดอยู่จึงไปล้างมือที่ห้องครัว นางล้างมือพลางกล่าวว่า “แป้งขาวในบ้านเหลืออยู่สิบชั่ง มีไว้สำหรับทำหมั่นโถวรับรองแขกในงานครบเดือนของน้องเจ้า และเตรียมไว้สำหรับห่อเกี๊ยวในวันปีใหม่ วันนี้เจ้าใช้ทำแป้งย่างต้นหอมไปแล้วหนึ่งชั่ง เหลือเพียงเก้าชั่งแล้ว”
-------------------------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3vWOqeP
.
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
หกทองแดง
“เก้าชั่งย่างแผ่นแป้งขนาดใหญ่เช่นนี้ได้แปดสิบแผ่น ข้าคิดมาดีแล้ว หากย่างแป้งให้เล็กลงเสียหน่อยจะย่างได้ร้อยกว่าแผ่น แป้งย่างหนึ่งแผ่นขายหนึ่งทองแดง จะได้ร้อยกว่าทองแดง ราคาแป้งขาว ต้นหอม และน้ำมัน รวมกันแล้วไม่ถึงสามสิบทองแดง หนึ่งวันพวกเราจะได้กำไรเจ็ดสิบทองแดงเชียว”
“หากขายไม่ออกเล่า?”
“ตัวอำเภอมีคนมากมายเพียงนั้น จะต้องขายได้แน่นอน” ในโลกเดิม หลี่หรูอี้เคยอ่านวรรณกรรมโบราณเรื่องซ้องกั๋ง ในเรื่อง อู่ต้าหลางก็อาศัยการขายแป้งทอดเลี้ยงชีพของตน และพานจินเหลียนก็เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสองสามีภรรยาอู่ต้าหลางยังอาศัยอยู่ในตัวอำเภอที่มีค่าครองชีพสูงกว่าชนบทด้วยซ้ำ และแป้งย่างต้นหอมที่นางทำก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าแป้งทอดเลย
“เรื่องที่พ่อเจ้าไม่เห็นด้วย แม่ก็ไม่เห็นด้วย”
“ท่านแม่ มิเช่นนั้นให้ข้าใช้แป้งขาวสามชั่งไปลองดูก่อนเป็นอย่างไร?”
“ยังมีน้ำมัน เกลือ และต้นหอมอีกเล่า ประเดี๋ยวหากพ่อของเจ้ากลับมา แม่คงไม่อาจอธิบายกับเขาได้ เจ้าอย่าลองเลย” ในน้ำเสียงของจ้าวซื่อเจือไปด้วยความกังวล ตามใจบุตรีได้ แต่มิอาจปล่อยให้นางนำอาหารซึ่งเป็นเสบียงของครอบครัวไปก่อเรื่องเป็นอันขาด
หลี่หรูอี้สัมผัสได้ถึงความหมายของสำนวนที่ว่า เงินหนึ่งอีแปะสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ อีกครั้งแล้ว
ในโลกเดิมของนาง ผู้คนมากมายในชนบทมีร่างกายแข็งแรง สมองก็มิได้โง่งม ทั้งยังขยันและบากบั่น แต่ยังคงยากจนมาก ยากจนถึงขนาดที่ทางการต้องช่วยเหลือ สาเหตุเป็นเพราะยากไร้จนไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงเพื่อยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ
หลี่เจี้ยนอันไปพรวนดินที่แปลงผักของครอบครัวซึ่งอยู่นอกหมู่บ้าน เมื่อทำงานเสร็จขณะเดินทางกลับ ก็พบหลี่ฝูคังกำลังซักผ้าอยู่ที่ริมธาร ได้ยินอีกฝ่ายเล่าเรื่องที่หลี่หรูอี้ต้องการทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับถูกจ้าวซื่อปฏิเสธ พอกลับไปถึงบ้านจึงตั้งใจเดินไปยังแปลงผักที่สวนด้านหลัง เห็นหลี่หรูอี้ยืนอยู่ข้างแปลงถั่วฝักยาวเขียวขจี กำลังเหม่อมองท้องฟ้า เขาพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวไปว่า “น้องสาว แดดแรงเพียงนี้ เหตุใดเจ้ามายืนตากแดดอยู่ที่นี่เล่า รีบกลับเข้าไปในบ้านเร็ว”
หลี่หรูอี้หันไป พบว่าเป็นพี่ใหญ่ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าตาธรรมดาที่สุด แต่ขยันและรู้ความที่สุดในหมู่พี่ชายทั้งสี่ นางทอดถอนใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง “พี่ใหญ่ ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลี่เจี้ยนอันเดินตามหลังน้องสาวที่มีท่าทีหม่นหมองไร้ความสุขมาจนกระทั่งถึงบริเวณที่มีร่มเงาเย็นสบาย จึงค่อยเอ่ยปากขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า ท่านปู่ของพวกเราเคยเป็นเศรษฐี ครอบครัวมีบ้าน มีที่นาสองร้อยหมู่ ทั้งยังมีวัวสองตัว ภายหลังทำการค้าล้มเหลวจึงเสียทรัพย์สมบัติไปหมด”
“พี่ชาย ข้าอยากทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ใช้เงินทุนไม่ถึงสามสิบทองแดงด้วยซ้ำ”
หลี่เจี้ยนอันจับจ้องไปยังหลี่หรูอี้ กล่าวเสียงต่ำว่า “ข้าบอกเจ้าตามตรงแล้วกัน เมื่อนำเงินทั้งหมดที่ครอบครัวเรามีมารวมกันแล้ว ยังไม่ถึงจำนวนที่เจ้าต้องการเลย”
หลี่หรูอี้ตกตะลึง ครอบครัวเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จไปสิบสองหมู่ เหตุใดจึงยากไร้จนไม่มีเงินได้เล่า
“เจ้าหกล้มไปครั้งหนึ่ง บางเรื่องคงลืมไปแล้วกระมัง เจ้า…” หลี่เจี้ยนอันหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่นำเรื่องที่ครอบครัวต้องจ่ายค่ารักษาให้หลี่หรูอี้ไปทั้งหมดสองตำลึงเงินกับอีกสามตำลึงมาพูด เพราะอาจจะทำให้นางรู้สึกตำหนิตนเอง
หลี่หรูอี้ก้มหน้าลง หากคิดวิธีไม่ออกก็ไปเป็นหมอพเนจรก่อนแล้วกัน เดินทางไปยังหมู่บ้านแต่ละแห่ง รักษาผู้ป่วยสักสองสามคน หาเงินให้ได้ก่อนค่อยว่ากันอีกครั้ง
“ท่านแม่ตั้งท้องน้องชายอยู่ ท่านพ่อฝากฝังเรื่องในบ้านแก่ข้า ให้ข้าดูแลทุกคนให้ดี มิเช่นนั้นข้าคงไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวอำเภอแล้ว” หลี่เจี้ยนอันกําหมัดแน่น
ปีนี้หลังจากเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกเสร็จ เขาเคยแอบไปถามร้านค้าใหญ่ๆ ในตัวอำเภอมาแล้ว แต่ไม่มีใครกล้ารับคนที่ไม่มีบุคคลที่คุ้นเคยรับรองเช่นนี้เข้าทำงาน จากนั้นจึงไปถามร้านเล็กๆ แต่เขาก็ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่พอ ทั้งยังไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำงานได้ ต่อให้รู้อักษรก็ได้เพียงวันละสองทองแดง ซึ่งไม่มีอาหารให้ด้วยซ้ำ
หลี่หรูอี้กล่าวเสียงเบา “สิ่งที่ข้าต้องการก็คือ เงินทุน หากข้าทำแป้งย่างต้นหอมได้ร้อยแผ่น แล้วให้ท่านกับพี่รองไปขายที่ตัวอำเภอ เช่นนี้หนึ่งวัน ครอบครัวเราจะได้เงินมากกว่าที่ท่านไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งเดือนเสียอีก”
วันนี้หลี่เจี้ยนอันไม่ได้กินแป้งย่างต้นหอม แต่เห็นท่าทางที่ผู้ใหญ่สามคนกินแล้ว คิดว่าจะต้องอร่อยเป็นแน่ จึงพูดไปว่า “หากข้ามีเงินต้องให้เจ้านำไปทำแป้งย่างต้นหอมแน่นอน”
หลี่หรูอี้ดวงตาเป็นประกาย “ท่านสนับสนุนข้าหรือ?”
หลี่เจี้ยนอันพยักหน้า
เสียงหลี่ฝูคังดังแว่วมาจากห้องครัว “ข้าก็สนับสนุนเจ้าด้วย”
“ยังมีข้าด้วย”
“หรูอี้ ยังมีข้า พี่สี่ของเจ้าด้วย!”
หลี่อิงฮว๋าและหลี่หมิ่นหานที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกันกว่าเจ็ดส่วนเดินออกมาจากห้องโถง ในดวงตาที่มองไปยังหลี่หรูอี้เต็มไปด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม
หลี่หรูอี้มองไปยังพี่ชายทั้งสี่ที่ยังอายุน้อย ในใจพลันรู้สึกอบอุ่น ดังนั้นจึงเล่าแผนการของตนให้ฟัง นางคิดจะไปเป็นหมอพเนจร แต่คราวนี้จู่ๆ กลับได้รับคำคัดค้านจากพี่ชายทั้งสี่
หลี่เจี้ยนอันเป็นผู้ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดแท้ๆ แต่กลับกล่าวด้วยท่าทีหัวโบราณ “เจ้าเป็นสตรีนางหนึ่ง ห้ามเผยใบหน้าเป็นอันขาด”
แววตาของหลี่อิงฮว๋าเจือความกังวล กล่าวโน้มน้าวว่า “น้องสาว หน้าตาของเจ้างดงาม อย่าออกไปทำให้ผู้อื่นเกิดความคิดชั่วๆ แอบอ้างเป็นผู้ป่วยเข้ามาลักพาตัวเจ้าไปเลย”
หลี่หรูอี้พูดในใจว่า ข้าเป็นเพียงเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้น มิใช่นางฟ้านางสวรรค์เสียหน่อย
หลี่หมิ่นหานกล่าวเสริม “ข้าโตมาขนาดนี้แล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยได้ยินว่ามีหมอพเนจรหญิงมาก่อน”
หลี่ฝูคังอดที่จะแทรกขึ้นมาไม่ได้ เขากล่าวอย่างร้อนใจว่า “ข้าว่านะน้องสาว หากเจ้าคิดว่าหมอพเนจรจะหาเงินได้เช่นนั้นก็ผิดมหันต์แล้ว หมอพเนจรไม่มีหนังสือรับรองการแพทย์จากทางการ มิอาจตรวจโรคหรือออกยาในตัวเมืองและตัวอำเภอได้ อีกทั้งฐานะยังต่ำกว่าหมอที่มีหนังสือรับรองการแพทย์เป็นอย่างมาก พวกเขาจะร่อนเร่พเนจรไปตามท้องถนนและหมู่บ้านในชนบท เพื่อออกตรวจและรักษาให้กับผู้ป่วย หากรักษาดีผู้ป่วยเห็นแก่น้ำใจย่อมจ่ายเงินตามอารมณ์ หากรักษาไม่ดีจะถูกด่าถูกตี เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร?”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” หัวใจของหลี่หรูอี้เต้นตึกตัก ก่อนหน้านี้นางเคยถามเรื่องหมอพเนจรกับพวกพี่สาวในหมู่บ้านแล้ว พวกนางเพียงเล่าว่า หมอพเนจรเคยมาเขียนเทียบยาให้คนในหมู่บ้านแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับมิใช่เงินทองกลับเป็นเสบียงอาหาร มิได้กล่าวละเอียดเช่นหลี่ฝูคัง
หนุ่มน้อยทั้งสี่แห่งครอบครัวหลี่ไม่สงสัยเลยว่า หลี่หรูอี้รู้วิชาแพทย์หรือไม่ เพราะไม่นานก่อนหน้านี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งนางตามครอบครัวไปซื้อเสบียง ผัก และอุปกรณ์เย็บปักที่ตัวเมือง นางเคยช่วยชีวิตชายชราที่หมดสติจนเกือบตายไว้คนหนึ่ง ภายหลังหลี่หรูอี้ยังกล่าวกับคนในครอบครัวหลายครั้งว่า นางฝันเห็นชายชรา ซึ่งในฝันชายชราคอยสอนวิชาแพทย์ให้กับนาง
หลี่เจี้ยนอันรอจนหลี่หรูอี้เดินจากไปจึงค่อยกล่าวกับน้องชายทั้งสามว่า “พวกเราขึ้นเขาไปเก็บฟืนกลับมาให้มากหน่อยเถิด ผ่านไปอีกสามวันค่อยรวบรวมไปขายที่ตลาด”
ไปขายฟืนที่ตัวอำเภอซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบห้าลี้ ไม่เพียงไกลเท่านั้น ทั้งยังต้องเสียภาษีอีกด้วย ฟืนหนึ่งมัดเพิ่งจะขายได้สองทองแดง เสียภาษีหนึ่งทองแดง แต่ตลาดอยู่ระหว่างตัวอำเภอกับหมู่บ้านหลี่ ระยะทางใกล้เข้ามาเล็กน้อย ฟืนหนึ่งมัดขายได้สองทองแดงเช่นกัน เพียงแต่เกรงว่าถึงตอนนั้นจะมีผู้คนมากมายไปขายฟืน ถ้าขายไม่หมดอาจจะต้องลดราคาอีก
ก่อนหน้านี้ หากจะขึ้นเขาเก็บฟืนไปขายที่ตลาด สองพี่น้องหลี่ซานจะเป็นคนทำ
ฟืนหนึ่งมัดหนักร้อยกว่าชั่ง เส้นทางจากบ้านไปตลาดเป็นระยะทางหลายลี้ หลี่ซานกลัวจะทำให้บุตรชายเสียสุขภาพจึงไม่ให้พวกเขาตามไปขายฟืนด้วย
หลี่ฝูคังกล่าวว่า “ฟืนหนึ่งมัดสองทองแดง พวกเราสี่คนเก็บได้สี่มัดก็ขายได้แปดทองแดง”
บุตรชายบุตรสาวของบ้านหลี่ล้วนเรียนรู้อักษรและการคำนวณกับจ้าวซื่อทุกคน นี่คือจุดเด่นที่ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านมิอาจเทียบได้
หลี่อิงฮว๋ากล่าวเตือน “สิบวันจึงจะมีตลาดครั้งหนึ่ง”
หลี่เจี้ยนอันยิ้มเล็กน้อย “ค่อยๆ รวบรวมทีละนิด หนึ่งเดือนพวกเราจะทำเงินได้ประมาณยี่สิบทองแดง เงินทุนที่น้องสาวต้องใช้ในการทำแป้งย่างต้นหอมไปขายคงประมาณสามสิบทองแดง พวกเราขายฟืนสองเดือนก็เพียงพอแล้ว พวกเราอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับนางเชียว หากบอกไปแล้วนางต้องห้ามพวกเราแน่ หลังจากนี้สองเดือนค่อยนำเงินให้ นางต้องดีใจเป็นแน่”
ได้ยินดังนั้นน้องชายทั้งสามต่างพากันผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย
ด้วยเหตุนี้ ผู้เยาว์ทั้งสี่แห่งบ้านตระกูลหลี่จึงปิดบังจ้าวซื่อและหลี่หรูอี้ พวกเขาเริ่มขึ้นเขาไปตัดฟืนยามที่แดดจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สามวันต่อมา ผู้เยาว์ทั้งสี่แห่งบ้านตระกูลหลี่เตรียมตัวผลัดกันแบกฟืนไปขายที่ตลาด ที่บ้านมีคานหาบเพียงสองอันเท่านั้น ไม่อาจไปพร้อมกันได้จึงต้องแบ่งเป็นสองกลุ่ม
หลี่เจี้ยนอันและหลี่ฝูคังเริ่มก่อน ผลคือหลังจากไปถึงแล้วพบว่ามีคนขายฟืนอยู่แล้วสิบกว่าคน
ตลาดมีเพียงช่วงเช้าเท่านั้น ช่วงบ่ายไม่มีแล้ว เพื่อจะได้กลับบ้านนำคานหาบไปให้หลี่อิงฮว๋าและหลี่หมิ่นหานเร็วๆ หลี่เจี้ยนอันจึงจำเป็นต้องลดราคา ขายสองมัดสามทองแดง
เมื่อหลี่อิงฮว๋าและหลี่หมิ่นหานได้รับคานหาบก็รีบแบกฟืนไปที่ตลาด
ปีนี้พวกเขาเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดขวบ ก่อนหน้านี้เคยแบกข้าวในที่นาอยู่บ้าง ทว่าอย่างมากก็หนักแค่หกสิบเจ็ดสิบชั่งเท่านั้น ไม่เคยแบกของหนักร้อยกว่าชั่งมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเดินไกลถึงเจ็ดลี้อีกด้วย
ภาระอันหนักอึ้งกดจนเอวของพวกเขาสั่นระริก แต่เมื่อคิดว่าทำเพื่อหาเงินทุนให้น้องสาวจึงต้องกัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า จนกระทั่งเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงค่อยหยุดพัก
ระหว่างทางหยุดพักไปประมาณห้าครั้งกว่าจะมาถึงตลาด ยามนี้มีคนมาขายฟืนที่ตลาดมากกว่าเดิมแล้ว แค่กวาดตามองไปยังพบเกือบยี่สิบคน
สุดท้ายหลี่อิงฮว๋าและหลี่หมิ่นหานจึงทำได้เพียงนำเงินสามทองแดงกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับไม่ต้องแบกฟืนแล้ว พวกเขาเดินกลับมือเปล่า แต่เมื่อครู่เหนื่อยยิ่งนัก เจ็บปวดจนไหล่แทบพอง เสื้อผ้าที่สวมอยู่ถูกเหงื่ออาบย้อมจนเปียกปอน ท้องหิวจนส่งเสียงร้องโครกคราก ทั้งแดดก็แผดจ้าเหลือเกิน จึงได้แต่หาร่มเงาข้างทางพอได้นั่งพักให้สบายกาย เอนเอาหลังพิงกันเสียหน่อย
ลมในฤดูร้อนพัดมา ผู้เยาว์ทั้งสองทั้งหิวทั้งเหนื่อยจนถึงกับหลับไป
หลี่อิงฮว๋าสะดุ้งพลางลืมตาตื่น มองไปยังดวงอาทิตย์เหนือศีรษะ กล่าวว่า “น้องสี่ พวกเราหลับไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว รีบตื่นเถิด”
ตอนนี้เอง เสียงดังกังวานของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งดังแว่วมาจากทางเดิน “เด็กน้อยทั้งสอง เจ้ารู้จักตระกูลหลี่แห่งหมู่บ้านหลี่หรือไม่?”
-------------------------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ : ความมั่งคั่งร่ำรวยมาถึงประตูของท่านแล้ว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3vWOqeP
.
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3