โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อฉันทะลุมิติเข้าไปเป็นนางร้ายในนิยาย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ย. 2566 เวลา 00.59 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2566 เวลา 00.59 น. • หนิงอันเล่อ宁安乐
เรื่องไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นเมื่อเสี่ยวเชียนเชียนดันไปขอพรบางอย่างกับดวงจันทร์จนทำให้เธอทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่พึ่งอ่านได้เพียง4ตอน หนำซ้ำเธอยังทะลุมิติเข้าไปเป็นนางร้ายอย่างไป๋เฟิ่งจิ่ว

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นเมื่อเสี่ยวเชียนเชียนดันไปขอพรบางอย่างกับดวงจันทร์จนทำให้เธอทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่พึ่งอ่านได้เพียง4ตอน หนำซ้ำเธอยังทะลุมิติเข้าไปเป็นนางร้ายอย่างไป๋เฟิ่งจิ่ว

เคาะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อนางร้ายผู้นี้ดันไปมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับตัวร้ายอย่างหลี่ซู่เหว่ยทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในนามไป๋เฟิ่งจิ่วของเสี่ยวเชียนเชียนนั้นไม่ง่ายเลย

หลี่ซู่เหว่ย

องค์ชายแปดแห่งแคว้นฉางชุน

"ขอแค่เป็นบุรุษใครก็ได้งั้นหรือ"

ไป๋เฟิ่งจิ่ว

ท่านหญิงสี่แห่งเมืองหยางซั่ว

"เพคะ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่พระองค์!"

จี้แจง

เรื่องนี้เคยเผยแพร่ไปเมื่อประมาณ2ปีที่แล้วซึ่งไรต์เอามารีไรท์ใหม่ทั้งหมด เนื้อหาหลายๆอย่างอาจเปลี่ยนไปเกิน80% และไรต์ก็จะเปิดให้อ่านฟรีจนจบ เมื่อจบแล้วจะเริ่มทำการติดเหรียญทันที ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ????????‍♀️

ตอนที่1 จุดเริ่มต้น

ลิขิตรักดอกเหมย
บทที่1 จุดกำเนิดนางร้าย
แค้วนเปิงหลัวกับแคว้นหยางซั่วทั้งสองแคว้นเป็นปฏิปักษ์กันมาช้านานถ้ามีแคว้นเปิงหลัวต้องไม่มีแค้วนหยางซั่ว
อ๋องแคว้นเปิงหลัว (หลุนซี) ยกทัพมาตีแคว้นหยางซั่วได้สำเร็จแล้วเข่นฆ่าผู้คนในแคว้นหยางซั่วที่ต่อต้านการควบคุมของแคว้นเปิงหลัว อ๋องหลุนซีฆ่าอ๋องกับพระชายาและครอบครัวอย่างเลือดเย็นมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก
ทว่าก่อนที่หลุนซีจะบุกมาถึงแคว้นหยางซั่ว อ๋องแคว้นหยางซั่ว (ไป๋เมิ่งซา) ได้ส่งบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนไปอยู่กับน้องสาวที่เมืองฉางชุนโดยออกอุบายว่าให้บุตรสาวของตนไปส่งจดหมายให้กับอาหญิงเป็นเอกสารสำคัญไว้ใจให้บุตรสาวของตนทำแค่คนเดียวนั่นก็คือไป๋เฟิ่งจิ่ว
หลังจากที่ไป๋เฟิ่งจิ่วมาถึงเมืองฉางชุนก็ได้รับข่าวว่าบิดาและคนในครอบครัวรวมไปถึงชาวบ้านที่อยู่ในแคว้นเสียชีวิตหมดแล้ว หญิงสาวเสียใจมากและในราชสารที่ส่งมาให้อาหญิงของนางเขียนว่า "ถึงจิวเฟยน้องรักของข้า ถ้าสารฉบับนี้ถึงเจ้าแล้วข้าคงไม่มีชีวิตอยู่แล้วชีวิตของข้าไม่ห่วงสิ่งใดในใจมีแต่บุตรสาวของข้าไป๋เฟิ่งจิ่ว จิวเฟยน้องของข้าเมื่อข้าไม่อยู่แล้วก็ไม่มีคนปกป้องจิ่วเอ๋อร์ ข้าขอเจ้าเป็นสิ่งสุดท้ายฝากดูแลจิ่วเอ๋อร์แทนข้า จากไป๋เมิ่งซา.." เมื่อจิวเฟยฮองเฮาของเมืองฉางชุนอ่านเสร็จน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจที่ต้องเสียพี่ชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไปก็ไหลรินออกมา จิวเฟยรับไป๋เฟิ่งจิ่วเข้ามาดูแลในฐานะหลานของตนซึ่งยังมีฐานะเป็นท่านหญิงแคว้นหยางซั่วดังเดิม
ไป๋เฟิ่งจิ่วได้แต่ร้องไห้เสียใจอยู่ในตำหนักไม่ยอมออกไปไหนองค์ชายเก้าหลี่เฉินอี้รู้สึกเห็นใจเพราะตนก็เคยสูญเสียคนในครอบครัวเหมือนกันจึงเข้าไปปลอบแต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่ไป๋เฟิ่งจิ่วมีต่อหลี่เฉินอี้
ต่อมาหลี่เฉินอี้ได้พบกับซูเหมยอิงแววตาที่หลี่เฉินอี้มองซูเหมยอิงมันแตกต่างจากที่มองตนไป๋เฟิ่งจิ่วรู้ได้ทันทีเลยว่าหลี่เฉินอี้นั้นชอบซูเหมยอิง
ไป๋เฟิ่งจิ่วเอาใจหลี่เฉินอี้ทุกอย่าง ทำทุกอย่างให้ได้แม้แต่ยอมรับลูกธนูแทน แต่หลี่เฉินอี้ก็ไม่สนใจแต่เพียงแค่ซูเหมยอิงยิ้มให้เพียงเล็กน้อยเขากลับชอบใจ
ไป๋เฟิ่งจิ่วเกิดความอิจฉาริษยาจึงทำให้ติดกับดักชั่วขององค์ชายแปดหลี่ซู่เหว่ย โดยที่เขามีข้อเสนอว่าหากเขายอมช่วยนางกำจัดซูเหมยอิง นางก็ต้องช่วยเขากำจัดองค์รัชทายาทที่เป็นญาติผู้พี่ของนางเป็นการตอบแทน
ความอิจฉาริษยาครอบงำทำให้ไป๋เฟิ่งจิ่วตกลงยอมรับข้อเสนอขององค์ชายแปดในทันที แผนการคือเขาจะล่อให้ซูเหมยอิงออกไปหาแล้วให้ไป๋เฟิ่งจิ่วจัดการนางเสีย
ทว่าองค์ชายแปดดันเอาแผนการทั้งหมดไปบอกหลี่เฉินอี้ทำให้หลี่เฉินอี้มาช่วยซูเหมยอิงไว้ได้ทันเวลา นับตั้งแต่นั้นมาหลี่เฉินอี้ก็ตีตัวออกห่างไป๋เฟิ่งจิ่วทำให้นางรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากความเกียดชังทวีมากยิ่งขึ้น
ไป๋เฟิ่งจิ่วตัดพ้อกับตัวเองเมาหัวลาน้ำทุกวันสร้างแต่ปัญหาให้ซูเหมยอิงในใจมีแต่คิดจะทำร้ายคนที่แย่งหลี่เฉินอี้ไปจากตนเองโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนทำมันผิดมาตั้งแต่ต้น
อยู่มาวันหนึ่งไป๋เฟิ่งจิ่วนัดซูเหมยอิงออกไปหาโดยออกอุบายว่าจะจบทุกอย่างให้ซูเหมยอิงออกไปพบกับตนที่หน้าผาซึ่งเป็นที่เงียบสงบไร้ผู้คน
ไป๋เฟิ่งจิ่วหมายจะผลักซูเหมยอิงตกหน้าผาแต่ทว่าซูเหมยอิงรู้ทันคนที่ตกลงไปที่หน้าผาจึงไม่ใช่ซูเหมยอิงแต่ดันเป็นไป๋เฟิ่งจิ่ว…….
ณ ห้องนอนแห่งหนึ่ง
"ไอ้นางร้ายบ้าเอ้ย! เขากำลังจะจีบกันแกไปยุ่งทำไม" เสียงใสของหญิงสาวที่กำลังนอนอ่านนิยายอย่างสนุกเพลิดเพลินในห้องตะโกนออกมาเสียงดังเมื่อถึงฉากที่นางร้ายของเรื่องเข้ามาขัดฉากหวานแหววของพระเอกกับนางเอก
"วร้ายย! สมน้ำหน้าอยากจะแกล้งนางเอกฉันดีนัก" ต่อมาไม่นานหญิงสาวก็ส่งเสียงร้องดีใจเมื่อถึงตอนที่ตัวร้ายของเรื่องตกหน้าผา
"อ่าว มีแค่4ตอนเองเหรอ" หญิงสาวบ่นพึมพำ
"ห๊ะ!! เรื่องนี้ผู้แต่งดองมา3เดือนแล้ว" เธออุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ตายๆๆ ฉันเนี่ยตายแน่ๆ ค้างโว้ยยย" ร่างบางโวยวายเสียงดังเพราะเธออยากจะรู้ว่าเรื่องราวมันจะดำเนินต่อไปอย่างไร
เธอชื่อเสี่ยวเชียนเชียนเป็นนักเรียนหญิงมัธยมปลาย อายุสิบแปดปี ชอบอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ เธอเป็นคนร่าเริง นิสัยดี เป็นที่รักของเพื่อนๆ งานอดิเรกไม่มี ทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่ชีวิตของเธอก็มีความสุขดี
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนตะวันลาลับขอบฟ้า ปรากฏพระจันทร์ดวงกลมโตส่องสว่างอยู่บนนภา แสงจากดวงจันทร์สาดส่องผ่านบานหน้าต่างที่หญิงสาวนั่งอยู่
"ว้าววว วันนี้พระจันทร์สวยจัง" เสี่ยวเชียนเชียนเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น จ้องมองดวงจันทร์กลมโตตาเป็นประกาย
"เคยมีเรื่องเล่ามาหนิว่าถ้าขอพรในคืนพระจันทร์เต็มดวงจะสมปราถนา" เสี่ยวเชียนเชียนบ่นพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง
"งั้นฉันจะขอให้…ได้เจอความรักดีๆ สักครั้งและขอให้ร่ำรวยถูกหวยรางวัลที่หนึ่งด้วยเถิดสาธุ" เสี่ยวเชียนเชียนพูดจบก็ยกมือขึ้นไหว้
"อ๋อและอีกอย่างหนึ่ง ขอให้นามปากหนิงอันเล่อกลับมาอัพนิยายต่อด้วยนะ ตอนนี้ฉันค้างมาก อยากอ่านต่อแล้ว" ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวประหลาดพุ่งเข้ามาใส่ทำให้มองไปทางไหนก็มีแต่แสงสีขาวโพลน
"นี่มันที่ไหนกัน" เมื่อเสี่ยวเชียนเชียนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงที่มีผ้าปูสีแดงสลับขาวรอบๆ ห้องตบแต่งด้วยผ้าสีแดงที่พับเป็นลิ้วๆ สวยงาม
"นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันเนี่ย" เสี่ยวเชียนเชียนบ่นพึมพำกับตนเองอีกครั้งเมื่อพบว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่สถานที่ไม่คุ้นตา
"ท่านหญิงฟื้นแล้วรีบไปแจ้งฮองเฮาเร็ว" สาวรับใช้ผู้หนึ่งหันไปพูดกับสาวรับใช้อีกคน
"ท่านหญิงเพคะ ทรงฟื้นแล้วเหรอเพคะ" สาวใช้รีบเข้ามาพูดกับผู้เป็นนายของตน
"ท่านหญิง?" หญิงสาวทวนคำพูดของสาวใช้อีกครั้งด้วยความงุนงง
"ท่านหญิงที่ไหนกัน" นางเอ่ยพลางหันซ้ายหันขวาก็พบว่ามีเพียงแค่ตนกับสาวใช้อีกผู้หนึ่งที่อยู่ในห้องนี้
"ก็ท่านหญิงไงเพคะ" สาวใช้ตอบด้วยความประหลาดใจกับท่าทีที่ดูแปลกไปของผู้เป็นนาย
"ฉันเหรอ" ร่างบางเบิกตากว้างด้วยความตกใจพลางชี้มาที่ตนเอง
"เพคะ" สาวใช้ตอบ
"ไม่ใช่สิ เมื่อกี้นี้เรายังนั่งดูพระจันทร์ที่ริมหน้าต่างอยู่เลย" หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย หรือว่านางจะฝันไป
"ท่านหญิงจะไปนั่งชมพระจันทร์ได้อย่างไรกันเพคะ ในเมื่อท่านหญิงพึ่งฟื้นจากการตก…" สาวใช้ยังพูดไม่จบก็รีบนั่งลงแล้วก้มศีรษะหมอบลงไปกับพื้น
"หม่อนฉันขออภัยเพคะ" สาวใช้พูดออกไปด้วยความร้อนรน เพราะเคยถูกผู้เป็นนายไม่พอใจที่พูดมากจึงถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้ง
"นี่เธอทำอะไร จะเอาหัวโขกพื้นทำไม" นางรีบเดินเข้าไปห้ามสาวใช้ทันที พอลุกขึ้นก็พบว่าตนใส่ชุดจีนโบราณสีขาวและมองไปที่สาวใช้ก็ใส่ชุดจีนโบราณที่ดูคล้ายกับตนไม่มีผิด
"หม่อนฉันทำผิดก็ต้องถูกลงโทษเพคะ" สาวใช้เอ่ยออกมาด้วยความกลัว
"ผิด?" นางทวนคำตอบของสาวใช้อีกรอบอย่างไม่เข้าใจ
"ท่านหญิงไม่ชอบคนพูดมากเพคะแต่เมื่อครู่.." สาวใช้เอ่ยหน้าสลดเหลือสองนิ้ว ทำให้หญิงสาวสงสัย คนผู้นี้เป็นคนแบบไหนกันนะ
"ชั่งมันเถอะ ว่าแต่เธอเป็นใคร แล้วชื่ออะไร" คำถามของผู้เป็นนายทำให้สาวใช้งุนงงไม่น้อยแต่ก็จำเป็นที่จะต้องตอยอีกฝ่าย
"หม่อมฉันเป็นสาวรับใช้ข้างกายของท่านหญิงมีนามว่าหลิงหลิงเพคะ" สาวใช้ตอบ ชื่อนี้ดูคุ้นหูไม่น้อย หญิงสาวพยายามครุ่นคิดในใจ แต่นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
"แล้วที่นี่คือที่ไหนเหรอ"
"ตำหนักซู่ซินไงเพคะ ท่านหญิงทรงจำไม่ได้หรือเพคะ" สาวใช้ถามออกมาด้วยความตกใจที่ผู้เป็นนายของตนจำอะไรไม่ได้เลย
"แล้วฉันล่ะ ฉันเป็นใคร อายุเท่าไหร่ พ่อแม่อยู่ไหน ทำอาชีพอะไร และที่สำคัญฉันรวยมั้ย" เสี่ยวเชียนถามออกมาด้วยความตื่นเต้นเพราะนึกว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน
"โถ่ จิ่วเอ๋อร์หลานอาเหตุใดเจ้าจึงจำอะไรไม่ได้" ปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีแดงสดตัดทองทาปากสีแดงก้าวผมขึ้นสูงใส่เครื่องประดับสวยงามเดินเข้ามา
"คุณเป็นใคร" ร่างบางถามออกไปด้วยความสงสัย
"โถ่ จิ่วเอ๋อร์เจ้าจำอาหญิงของเจ้าไม่ได้รึ" หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยออกมาด้วยความสงสารที่หลานสาวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวกับจำตนเองไม่ได้
"ข้ามีนามว่าไป๋จิวเฟยเป็นฮองเฮาของเมืองฉางชุนและก็เป็นอาหญิงของเจ้าไง" ไป๋ฮองเฮาเอ่ยเสียงเศร้า
"อาหญิง?"
"ใช่ข้าคืออาหญิงของเจ้า เจ้าพอจะนึกออกแล้วใช่หรือไม่" ไป๋ฮองเฮาถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดีใจแต่ก็ต้องผิดหวังกับคำตอบของหลานสาว
"หึ" ร่างบางสายหน้าไปมา
"เจ้าฟังอาหญิงนะ เจ้ามีนามว่าไป๋เฟิ่งจิ่วเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของอ๋องไป๋เมิ่งซาแห่งแคว้นหยางซั่ว" สิ้นเสียงของไป๋ฮองเฮา หญิงสาวชะงักเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่จริงหน่า นี่มันนิยายที่อ่านเมื่อกลางวันหนิ อย่านะว่านางทะลุมิติเข้ามา ทว่าเรื่องแบบนี้มันมีแต่ในนิยายหนิ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว
"มันต้องเป็นฝันแน่ๆ" หญิงสาวบ่นพึมพำกับตนเองอย่างใจเย็นและภาวนาให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝัน
"ใช่ เราแค่ฝันไป" ร่างบางลุกขึ้นยืนเดินไปในที่เสาต้นใหญ่กลางห้อง
โป๊ก!! เสียงของศีรษะกระทบกับเสาใหญ่ดังแจ่มแจ้ง นี่มันไม่ใช่ฝัน!
"ยะ หยินหยวนไปตามหมอหลวงมาเร็ว!!" ดวงตาคู่สวยจ้องมองหลานสาวไม่วางตา นางต้องสติฟั่นเฟื้อนไปแล้วแน่ๆ ที่เอาหัวไปโขกกับเสาเช่นนั้น

ตอนที่2 องค์ชายสิบสอง

"ตามที่กระหม่อมได้ตรวจดูร่างกายของท่านหญิงไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงกราบทูลฮองเฮาตามที่ตนได้ตรวจดู

"เช่นนั้นแล้วไยหลานของข้าจึงจำอะไรไม่ได้" ไป๋ฮองเฮาเอ่ยถามหมอหลวงสีหน้าเคร่งเครียด

"อาจจะความจำเสื่อมพ่ะย่ะค่ะ"

"ความจำเสื่อม!" ไป๋ฮองเฮาได้ยินดังนั้นก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ ปรายตามองไปยังหลานสาวด้วยความสงสาร นอกจากจะเสียครอบครัวไปแล้วยังความจำเสื่อมอีก

"พ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะจัดเทียบยาไว้ให้ ให้ท่านหญิงทานตามนี้นะพ่ะย่ะค่ะ"

"อืม ขอบใจเจ้ามาก" หลังจากนั้นหมอหลวงก็ทำความเคารพก่อนจะขอตัวลา

"จิ่วเอ๋อร์" นางขานชื่อหลานสาวด้วยความห่วงหา

"คะ?"

"ข้าผิดเองที่ดูแลเจ้าได้ไม่ดี เจ้าจึงมีสภาพเช่นนี้" นางยกมือขึ้นลูกหัวหลานสาวเบาๆ ความรู้สึกผิดหนักแน่นอยู่เต็มอก หลังจากที่ร่ำไห้โทษว่าเป็นความผิดของตนอยู่นาน นางก็นึกได้ว่ามีธุระต้องไปทำ จึงต้องรีบกลับตำหนัก

"ท่านหญิงเพคะ" หลังจากที่ไป๋ฮองเฮาออกไปได้ไม่นาน หลิงหลิงก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้าในห้อง

"มีอะไร"

"องค์ชายแปดมาขอพบเพคะ" หลิงหลิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะจำได้ดีว่ารอบที่แล้วที่เขากับผู้เป็นนายได้พบกัน เกิดมีปากเสียงรุนแรงจนแทบเข้าหน้ากันไม่ติด

"องค์ชายแปดหลี่ซู่เหว่ยน่ะเหรอ" ร่างบางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะเขาเป็นตัวร้ายในนิยายและเป็นคนที่ตัวร้ายอย่างไป๋เฟิ่งจิ่วไปสร้างวีรกรรมเด็ดๆ ไว้ให้มากมาย

"เพคะ"

"ข้าไม่พบ ไม่พบเด็ดขาด!" หญิงสาวยื่นคำขาด ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ขอพบคนผู้นี้ในเวลานี้

"แต่ท่านหญิง…" หลิงหลิงแย้ง หากทำเช่นนี้จะไม่เป็นการเสียมารยาทต่อแขกหรอกหรือ

"ข้าไม่สบาย นอนซมอยู่บนเตียง ลุกขึ้นไม่ไหว" ไป๋เฟิ่งจิ่วหาข้ออ้างออกอุบายให้สาวใช้

"เป็นเช่นนั้นเองหรือ" เสียงขรึมดังมาจากหน้าประตู ปรากฏร่างชายร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาสวมใสอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดกับเรือนผมสีดำที่ดูเข้ากันนัก

"องค์ชายแปด" หลิงหลิงเอ่ยด้วยความตกใจก่อนจะหมอบตัวลงไปกับพื้น

"ข้าคิดไม่ถึงว่าตำหนักซู่ซินของเจ้าจะปฏิบัติต่อแขกเช่นนี้"

"หม่อมฉันก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าองค์ชายแปดผู้สูงศักดิ์จะทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ หม่อมฉันไม่สะดวกรับแขกก็คือไม่สะดวก" ร่างบางสวนคืนทันควัน แค่พบหน้าครั้งแรกก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเสียแล้ว

"นี่เจ้า!" ร่างสูงจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง นางกล้าดีอย่างไรมาว่าเขาไร้มารยาท

"หรือไม่จริงเพคะ บุรุษดีๆ ที่ไหนเขาจะบุกเข้าห้องนอนของสตรีโดยไม่ได้รับอนุญาติ หากหม่อมฉันเปลื้องผ้าอยู่จะทำอย่างไรล่ะเพคะ" นางร่ายยาว ทำหลี่ซู่เหว่ยชะงักเพราะเถียงกลับไม่ทัน

"หากพูดตามจริงข้าก็ผิดจริง แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้าแล้ว ต่อให้เจ้าเปลื้องผ้าต่อหน้าข้ายังได้เลย" หลี่ซู่เหว่ยเอ่ยอย่างไม่รู้สึกผิด ระหว่างเขากับนางมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ผู้ใดในวังหลวงไม่รู้บ้าง

"หลี่ซู่เหว่ย ท่านมันไร้ยางอายเกินไปแล้วนะ" ไป๋เฟิ่งจิ่วถึงกับสติแตกกับคำพูดต่ำช้าของอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางคืออะไร นางไม่รู้หรอกนะ แต่ที่รู้ๆ คือเขาจะเหยียดหยามนางเช่นนี้ไม่ได้

"ไร้ยางอายแล้วอย่างไร ตอนเจ้าอ้าขาให้ข้ามิเห็นพูดเช่นนี้เล่า" หลี่ซู่เหว่ยเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย ไป๋เฟิ่งจิ่วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ อ้าขาให้กัน นี่มันคือความสัมพันธิ์บ้าบออะไรกัน ไป๋เฟิ่งจิ่วคิดดีไม่ได้ ทว่าเนื้อเรื่องในนิยายไม่เห็นกล่าวถึงเรื่องนี้เลย

"อ้าขาให้กันนี่หมายความว่าไง ท่านอย่าพูดกำกวมนะ"

"ก็หมายความตามที่พูดไป สงสัยเจ้าจะสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ" เขาปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา เป็นดังข่าวลือที่ว่านางความจำเสื่อม

"omgนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันว่ะ" ไป๋เฟิ่งจิ่วถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ

"เจ้าจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยหรือ" เขาย้ำถามอีกครั้งด้วยความสงสัย ร่างบางส่ายหน้าปฏิเสธในทันที

"เช่นนั้นก็ดี ขอตัวลา" ว่าจบเขาก็เดินออกไปในทัน สร้างความประหลาดใจให้ร่างบางไม่น้อย ตามจริงที่เขามาในวันนี้ก็เพื่อตัดความสัมพันธ์ในอดีต ทว่านางจำอะไรไม่ได้เลยเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จะได้ไม่ต้องพูดสิ่งใดให้มากความ

"เอ้าคิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป อะไรของเขาว่ะ" หญิงสาวบ่นพึมพำเบาๆ แต่ก็ดีเหมือนกัน

เช้าวันต่อมา

"เฮ้อ เรื่องจริงสินะ" ไป๋เฟิ่งจิ่วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อลืมตาขึ้นมาก็ยังพบว่าตนยังคงอยู่ที่ตำหนักซู่ซินดังเดิม

"ท่านหญิงเพคะ มีคนข่าวมาแจ้งว่าฮองเฮาทรงประชวรอีกแล้วเพคะ" หลิงหลิงรายงาน

"หมายถึงอาหญิงของข้าเหรอ"

"เพคะ ตามหลักแล้วท่านหญิงต้องไปเยี่ยมฮองเฮาสักหน่อยนะเพคะ ตอนที่ท่านหญิงป่วยพระองค์ก็ทรงมาเยี่ยมท่านหญิงทุกวัน"

"อ๋อ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเตรียมของกำนันสักหน่อย เน้นพวกของกินนะ" นางสั่งสาวใช้ก่อนที่ตนเองจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์

"เพคะ" หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็เดินทางออกจากตำหนักซู่ซินและมุ่งตรงไปยังตำหนักของฮองเฮา

"นี่หลิงหลิง ตรงนั้นคือตำหนักของใครกัน ทำไมดูวังเวงแปลกๆ" ไป๋เฟิ่งจิ่วเอ่ยถามสาวใช้พลางชี้ไปด้านหน้า ตำหนักแห่งนั้นดูเงียบสงบ บรรยากาศอึมครึม ดูวังเวงชอบกลแม้แต่สาวใช้หรือองครักษ์สักคนก็ไม่มี

"นั่นคือตำหนักขององค์ชายเก้าหลี่เฉินอี้และองค์ชายสิบสองหลี่ฮุ้ยเจินเพคะ"

"อ๋อ" หญิงสาวตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น หลี่เฉินอี้หรือก็คือพระเอกในนิยายที่ตนชอบ เขาคือคนในอุดมคติของนาง ทั้งอ่อนโยน ใจดี แต่ก็ดุดันเฉียบขาดในเวลาเดียวกัน ส่วนหลี่ฮุ้ยเจินก็เป็นน้องชายร่วมมารดาของหลี่เฉินอี้ คนคนนี้น่าสงสารมากเพราะมักจะโดนตัวร้ายอย่างไป๋เฟิ่งจิ่วกลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง

"ว้าว นั่นใช่สะพานเหมยฮวาหรือไม่" ไป๋เฟิ่งจิ่วเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นอีกครั้งพลางชี้ไปยังสะพานไม้ข้างหน้าที่มีธารน้ำใสไหลผ่านโดยรอบมีต้นหญ้าเล็กๆ และสิ่งที่เป็นที่สนใจคงไม่พ้นต้นดอกเหมยต้นใหญ่ที่กำลังบานสะพรั่งสวยงามดึงดูดสายตาผู้คน ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ซูเหมยอิงและหลี่เฉินอี้พบกันเป็นครั้งแรกนางจำได้ดี

"ท่านหญิงเพคะ รอบ่าวด้วย" หลิงหลิงรีบวิ่งตามผู้เป็นนายออกไปในทันที เมื่อทั้งคู่มาถึงบนสะพานแล้วกลับพบว่ามีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอายุราวๆ สิบหกหนาว สวมใส่เสื้อผ้าชั้นดีบ่งบอกถึงฐานะ

"คารวะองค์ชายสิบสอง" หลิงหลิงยอบตัวลงทำความเคารพคนเบื้องหน้า

"คารวะท่านหญิงสี่" เด็กหนุ่มเบื้องหน้าเมื่อเห็นไป๋เฟิ่งจิ่วก็โค้งตัวลงเล็กน้อย การกระทำของเขาสร้างความประหลาดใจให้หญิงสาวไม่น้อย ถึงแม้ว่านางจะอายุมากกว่าเขาก็จริงแต่ทว่าฐานันดรศักดิ์เขาสูงกว่านางเสียอีก แล้วการที่เขาก้มหัวให้นางเช่นนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ

"คารวะองค์ชายสิบสอง" นางยอบตัวลงก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าก็พบว่าเขาเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ

"เกรงว่าการคารวะนี้ของท่านข้าจะรับไม่ไหว" เขาไม่รับการคารวะจากนาง ไป๋เฟิ่งจิ่วจึงตระหนักได้ว่าเขาไม่ชอบขี้หน้านาง ออกจะเกลียดชังเลยก็ว่าได้

"หลิงหลิงเจ้าดูนั่นสิ ปลาสวยมาก" ร่างบางเอ่ยพลางชี้ไปยังแม่น้ำใสที่มองลึกเห็นตัวปลาเล็กๆ กำลังเวียนว่าย

"เพคะ ท่านหญิงทรงยื่นนิ่งๆ หน่อยเพคะ หากพลัดตกลงไป วร้ายย! ตู๊ม!!" หลิงหลิงยังพูดไม่ทันคาดคำหญิงสาวก็ลื่นพลัดตกสะพานไปเสียแล้ว

"ช่วยด้วยเจ้าค่ะ มีคนตกน้ำ" เสียงตะโกนของหลิงหลิงและคนรับใช้แถวนั้นดังสนั่นชุลมุนวาย มีเพียงองค์ชายสิบสอง หลี่ฮุ้ยเจินที่มองหญิงสาวตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำด้วยความเวทนา โดยไม่มีความคิดที่จะเข้าช่วยเหลือเลยสักนิด

"แค่ก แค่ก!" ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังคนบนสะพาน นางก็พอจะรู้อยู่ว่าเขาเกลียดชังนาง แต่คิดไม่ถึงว่าจะเกลียดชังกันถึงขั้นหากตายไปต่อหน้าก็ไม่คิดช่วยเหลือ คนผู้นี้ช่างอันตรายนักควรอยู่ห่างๆ ไว้หน่อย

"ท่านหญิงทำใจดีๆ ไว้นะเพคะ" หลิงหลิงบอกผู้เป็นนายทั้งน้ำตา พยุงผู้เป็นนายกลับตำหนัก ทันทีที่ไป๋ฮองเฮารู้เรื่องว่าหลานของตนพลัดตกน้ำก็รีบบึ่งตรงมายังตำหนักซู่ซินในทันที

"หลิงหลิงเจ้าว่ามาสิ มันเรื่องอันใดขึ้นกันแน่" ไป๋ฮองเฮาถามเสียงแข็ง ในใจกระวนกระวายเป็นห่วงหลานสาว

"วันนี้ท่านหญิงได้ข่าวว่าฮองเฮาทรงประชวรจึงจะไปเยี่ยม แต่ระหว่างทางที่ไปทรงเห็นทิวทัศของสะพานเหมยฮวาสวยงามจึงแวะชม บังเอิญได้พบกับองค์ชายสิบสองจึงทักทายกันเล็กน้อย ท่านหญิงเห็นว่าปลาในน้ำสวยดีจึงชะโงกหน้าไปดูทำให้พลัดตกจากสะพานเพคะ โชคร้ายคนแถวนั้นไม่มีใครว่ายน้ำเป็นเลยสักคนท่านหญิงจึงตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำราวหนึ่งก้านธูปกว่าจะขึ้นฝั่งมาได้เพคะ" หลิงหลิงเล่าทั้งน้ำตา สงสารผู้เป็นนักพึ่งจะฟื้นจากไข้ก็มาพลัดตกน้ำไปอีกแล้ว

"โถ่ จิ่วเอ๋อร์หลานอา" ไป๋ฮองเฮาได้ฟังดังนั้นก็น้ำตาล่วงรู้สึกสงสารจับใจ

"แล้วองค์ชายสิบสองเล่า ไม่คิดจะช่วยหลานข้าเลยรึ" ไป๋ฮองเฮาถามอีกครั้ง

"มะ ไม่เลยเพคะ องค์ชายสิบสองทรงทอดพระเนตรมองท่านหญิงด้วยแววตาเรียบเฉยอยู่บนสะพาน ไม่แม้แต่จะลงมาดูด้วยซ้ำ" หลิงหลิงทูลตามความจริง

"หลี่ฮุ้ยเจิน เจ้าชั่งอำมหิตเสียจริง!" ไป๋ฮองเฮาตรัสด้วยความโกรธเคือง ความเป็นความตายของคนอยู่ตรงหน้ากลับไม่คิดเข้าช่วยเหลือ

"หลิงหลิงเจ้าเฝ้านายหญิงของเจ้าไว้ เดี๋ยวข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียหน่อย" นางบอกสาวใช้ก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทีร้อนรน

"เพคะ"

ตอนที่3 เหล่าองค์ชาย

ไป๋ฮองเฮาทรงเดินทางไปตำหนักหวงหลันที่ฝ่าบาทประทับอยู่ นางกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หลี่ไห่ถังฟังพลางใส่สีตีไข่เข้าไปนิดหน่อย อีกทั้งไป๋เฟิ่งจิ่วเองก็เป็นทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของสหายสนิท ฝ่าบาททรงรู้สึกผิดที่ดูแลนางได้ไม่ดีจนนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด พระองค์ทรงลงโทษองค์ชายสิบสองที่ไม่มีเมตตาไร้คุณธรรม เมินเฉยต่อผู้ประสบภัย ขุกเข่าอยู่หน้าตำหนักซู่ซินจนกว่าตะวันจะขึ้นอีกครั้ง

ตำหนักซู่ซิน

"ท่านหญิงค่อยๆ ลุกขึ้นนะเจ้าคะ" หลิงหลิงค่อยๆ ประคอยนายของตนที่พึ่งได้สติ

"ข้าหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว" นางถามสาวใช้เสียงแผ่วเบา

"ประมาณสามชั่วยามได้เจ้าค่ะ" หลิงหลิงตอบ

เปี๊ยง!! เสียงฟ้าร้องดังสะนั่นหญิงสาวสดุ้งตกใจยกมือขึ้นปิดหูในทันที

"ฝนตกเหรอ" ร่างบางเอ่ยถามพลางค่อยๆ ออกไปดูที่หน้าตำหนัก

"เพคะ ตกมาได้เกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว" หลิงหลิงตอบ

"เอ๊ะ หลิงหลิงนั่นองค์ชายสิบสองไม่ใช่เหรอ" มือเรียวชี้ไปยังชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก เนื้อตัวเปือกปอนไปด้วยน้ำฝน

"เพคะ ฝ่าบาททรงลงโทษองค์ชายสิบสองที่เมินเฉยไม่ช่วยท่านหญิงเมื่อตอนกลางวัน"

"บ้าหน่า ข้าตกลงไปเอง เขาจะช่วยหรือไม่ช่วยก็สิทธิ์ของเขา เขาไม่ผิดสักหน่อย" ไป๋เฟิ่งจิ่วร้อนรน เห็นอีกฝ่ายถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ก็รู้สึกเห็นใจไม่น้อย กลับกันหากยิ่งทำเช่นนี้เขาคงจะยิ่งเกลียดชังนางเป็นแน่

"ท่านหญิงนั่นท่านจะไปไหน" หลินหลินร้องถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายเดินกลับเข้าไปในตำหนัก ก่อนจะออกมาพร้อมร่มในมือสองคัน

"ท่านหญิงท่านยังไม่หายดีเลยนะเจ้าคะ" หลิงหลิงตะโกนตามหลังก่อนจะวิ่งฝ่าฝนตามหญิงสาวออกไป

พรึ่บ! ร่มคันเล็กถูกกลางออก มือเรียวขยับร่มเอนไปทางหลี่ฮุ้ยเจินหนึ่งคัน และอยู่ที่ตนหนึ่งคัน

"ท่านจะทำอะไร" หลี่ฮุ้ยเจินถามเสียงเรียบ

"กลางร่มให้ท่านไง" นางตอบ

"ท่านอย่ามาทำเสแสร้งเลย ตรงนี้ไม่มีท่านพี่อยู่ท่านเล่นละครให้ใครดูกัน" เขาแสยะยิ้มออกมาด้วยความสมเพชเวทนา สตรีนางนี้ร้ายกาจใจดำอำมหิตนักไม่มีทางช่วยเขาโดยไม่หวังผลประโยชน์

"คนหวังดีท่านก็หาว่าเสแสร้ง ท่านนี่เป็นยังไงกันแน่"

"เก็บความหวังดีของท่านไว้เถอะ ข้าไม่ต้องการ" เขาว่าจบก็ปัดร่มของอีกฝ่ายออก จนร่มคันนั้นปลิวไปกับสายลมไกล

"เหอะ ข้าถือว่าข้าช่วยแล้วแต่ท่านไม่รับเอง หากวันหน้าล้มป่วยก็อย่ามาโทษว่าข้าใจดำก็แล้วกัน" ว่าจบร่างบางก็เดินออกไปอย่างหัวเสีย นางอุตส่าห์มาช่วยเขาด้วยความหวังดีแต่นี่อะไรนอกจากไม่รับแล้วยังมาต่อว่านางอีก

"หลินหลินไปกราบทูลอาหญิงแทนข้าทีว่าช่วยทูลกับฝ่าบาทให้ลงโทษองค์ชายสิบสองแต่เพียงเท่านี้พอ หากเขาล้มป่วยขึ้นมา ข้าคงเดือดร้อนเป็นแน่" นางหันไปบอกกับสาวใช้

"ตอนนี้เลยเหรอเพคะ"

"ใช่"

"แต่ฝนกำลังตกหนักเลยนะเพคะ" หลิงหลิงย้อนถามอีกครั้ง

"หากมัวรอให้ฝนหยุดตกเขาก็หนาวตายกันพอดี รีบไป"

"เพคะ" หลิงหลิงตอบรับอย่างจำใจเพราะขัดคำสั่งผู้เป็นนายไม่ได้

รุ่งเช้าวันต่อมา ณ ตำหนักมู่ตั๋น

"แค่ก แค่ก!" เสียงไอดังขึ้นมาจากเตียงตั้งแต่เมื่อคืนยันถึงเช้าตรู่

"ท่านหญิงเพคะ ให้หม่อมฉันไปตามหมอหลวงนะเพคะ" หลิงหลิงเอ่ยถามผู้เป็นนายอีกครั้ง นางคะยั้นคะยอให้ผู้เป็นนายสั่งให้ไปตามหมอหลวงอยู่นานสองนาน ทว่าอีกฝ่ายกลับนิ่งและบอกว่าไม่เป็นอะไร

"จะไปตามทำไม เรื่องแค่นี้เอง" ร่างบางที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มบอกสาวใช้ ขืนให้ไปตามหมอหลวงเรื่องคงถึงอาหญิงของนางเป็นแน่ หากเรื่องที่นางไม่สบายถึงหูฮองเฮามีหรือองค์ชายสิบสองจะรอด

"ไม่ได้นะเพคะ หากท่านหญิงทรงเป็นอะไรขึ้น หม่อมฉันหัวจากบ่าแน่เพคะ"

"หลิงหลิงเจ้าฟังข้านะ ข้าแค่ไอและก็ตัวร้อนนิดหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย" ร่างบางย้ำอีกครั้ง

"เช่นนั้นเดี๋ยวหม่อมฉันไปที่ห้องเครื่องและขอน้ำแกงร้อนๆ มาให้นะเพคะ" หลิงหลิงเอ่ยบอกผู้เป็นนายก่อนที่ตนจะเดินออกไปหลังจากนั้นหญิงสาวก็ยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมทำท่าจะหลับ ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหัวเราะครึกครื้นไม่ไกลจากตำหนัก เสียงนั้นดังมากจนทำให้นางนอนไม่ได้

"คนไม่สบายจะนอนพักผ่อนก็ไม่นอน เวรกรรมจริงๆ" หญิงสาวยกมือขึ้นกุมขมับก่อนที่ตนจะลุกขึ้นจากเตียงและเดินออกไปข้างนอนยังต้นเสียงหวังจะบอกให้อีกฝ่ายเบาเสียงลง หญิงสาวเดินออกมาจากตำหนักไกลเรื่อยๆ จนมาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่งก็พบว่าสถานที่แห่งนี้คือลานประลองยุทธ์และแข่งยิงธนูมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังแข่งกันยิงธนูดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นเหล่าผู้สูงศักดิ์ในวังอย่างแน่นอน เมื่อรู้ดังนั้นหญิงสาวก็ตั้งท่าว่าจะกลับไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้จะดีกว่า

ฟิ้วว! ทว่าก่อนที่นางจะก้าวขาออกจากประตูทางเข้านั้นก็มีลูกธนูที่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดลอยมาปักอยู่ตรงหน้านาง ไป๋เฟิ่งจิ่วชักเท้าหนีแทบไม่ทัน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่หญิงสาว

"แม่นางน้อยขอโทษด้วย!!" มีเสียงตะโกนดังมาจากด้านใน ร่างสูงถือคันในมือ รวบผมขึ้นสูงสวมใส่ฉลององค์สีฟ้าอ่อนดูเยาว์สมวัย ว่าจบเขาก็รีบวิ่งเข้ามาหาอีกฝ่ายในทันที

"เจ้าเป็นอะไรหรือไม่" เขาเอ่ยถามอีกครั้งสีหน้าดูเป็นกังวล

"ไม่เป็นอะไรๆ" หญิงสาวรีบยกมือขึ้นปฏิเสธ

"จริงๆ นะ" เขาถามยิ้มอีกครั้ง เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้าให้ เขาก็มีสีหน้าโล่งใจขึ้นมาในทันที

"ข้าว่าเจ้าดูหน้าคุ้นๆ นะ" เขาเอียงคอถามหญิงสาวอีกครั้งพลางจับจ้องไปที่ใบหน้าของเธอ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูคุ้นตาไปหมด

"ใช่! ข้าจำได้แล้ว เจ้าก็คือไป๋เฟิ่งจิ่ว หลานของเสด็จแม่ฮองเฮา" จู่ๆ เขาก็เอ่ยเอ่ยขึ้นมาเสียงดังจนหญิงสาวสดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ไม่ค่อยมีใครเคยเห็นหน้าตาของนาง เพราะยามปกตินอกจากตำหนักของฮองเฮาและตำหนักองค์ชายเก้าแล้ว ไป๋เฟิ่งจิ่วก็ไม่ค่อยไปที่ใดอีกทั้งก็ยังไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับผู้ใดอีกด้วย

"มาๆ ข้ากำลังแข่งยิงธนูกับพวกท่านพี่อยู่เลย เจ้าก็มาดูด้วยสิ" ว่าจบเขาก็ถือวิสาสะคว้าแขนอีกฝ่ายก่อนจะพานางเดินเข้าไป

"ไม่สิ ท่านเป็นใครข้ายังไม่รู้จักเลย จู่ๆ ก็พาข้าเข้าไปเช่นนี้เลยหรือ" ไป๋เฟิ่งจิ่วเอ่ยค้านด้วยความงุนงงแต่ก็จำใจตามอีกฝ่ายไป

"เจ้าสิบเอ็ด เจ้าพาแม่นางน้อยที่ไหนมากัน" หนึ่งในเหล่าผู้สูงศักดิ์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

"นั่นสิ ผู้ใดกัน" คนอีกผู้ที่สามใส่ฉลององค์สีเขียวอ่อน รวบผมขึ้นสูงมีความน่าเกรงขามไม่น้อย ดูมีอายุที่สุดในกลุ่มเอ่ยเสริม แต่เมื่อดูหน้าสตรีผู้นั้นให้ชัดๆ แล้ว เขากับต้องชะงัก

"ไป๋เฟิ่งจิ่ว หลานของเสด็จแม่ฮองเฮาอย่างไร แล้วก็ยังเป็นญาติผู้น้องของเสด็จพี่รัชทายาทด้วย" หนุ่มน้อยแนะนำหญิงสาวที่พึ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกแต่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามให้พวกพี่ๆ ได้รู้จัก

"งามเพียงนี้เชียว" ชายหนุ่มสวมใส่ฉลององค์สีเหลือง มีใฝที่ใต้ตาขวาเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึง

"คารวะเหล่าองค์ชาย" หญิงสาวยอบตัวลงก้มหัวคารวะคนเบื้องหน้าด้วยความนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาคู่หนึ่งที่ดูไม่พึงพอใจเป็นอย่างมากกับการปรากฏตัวของนาง

หลี่ซู่เหว่ย! เขาก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ไป๋เฟิ่งจิ่วเกิดคำถามในใจ สายตาที่เขามองมาที่นางเสมือนจะฆ่ากันให้ตายเสียอย่างนั้น

"เหมือนว่านางจะความจำเสื่อมดังข่าวลือจริงๆ ดูสิแม้แต่ข้านางก็จำไม่ได้แล้ว" ชายหนุ่มผู้ที่สวมใส่ฉลององค์สีเขียวอ่อนที่เอ่ยขึ้นในตอนแรก เอ่ยขึ้นอีกครั้ง เขาก็คือหลี่ไป๋เซิ้น องค์รัชทายาท เป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากฮองเฮา

"มาๆ เดี๋ยวข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักเอง ข้ามีนามว่าหลี่เหวินซีโอรสคนที่สิบเอ็ดของเสด็จพ่อ" คนที่เป็นคนยิงธนูพลาดใส่ไป๋เฟิ่งจิ่วเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง

"คนผู้นี้คือพี่ใหญ่หลี่ไป๋เซิ่น ถัดไปคือพี่รองหลี่ฉิงหลง ท่านนู้นคือพี่ห้าหลี่จางหวังด้านข้างพี่ห้าคือพี่หกหลี่เยียนสุน คนที่ใส่ฉลององค์สีเหลืองคือพี่เจ็ดหลี่อาสุ่นและคนที่นั่งอยู่ตรงนู้นคือพี่แปดหลี่ซู่เหว่ย" หลี่เหวินซีแนะนำถามลำดับฐานันดรพลางชี้ไปที่ละคน หญิงสาวพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ

"ขออภัยที่ข้ามาช้า พอดีระหว่างทางเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย" มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มในฉลององค์สีน้ำเงินเข้ม ท่าทางดูองอาจ ใบหน้าสมส่วน นัยน์ตาสีดำสนิทดูเปร่งประกาย ออร่าจับขนาดนี้ต้องเป็นพระเอกอย่างไม่ต้องสงสัย ไป๋เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดในใจ ตกตะลึกในรูปร่างดุจเทพเซียนนี้อยู่นานสองนาน

"คิดว่าเป็นคนโปรดของเสด็จพ่อแล้วจะปล่อยให้รอนานแค่ไหนก็ได้เหรอ ชั่งไม่รู้จักมารยาทเสียจริง" เสียงขรึมของหลี่ซู่เหว่ยเอ่ยเหน็บแนมน้องขายด้วยความไม่ชอบใจอยู่หลายส่วน หลี่เฉินอี้เมินเฉยต่อคำพูดของอีกฝ่ายทำเป็นไม่สนใจ

"พี่แปดก็แค่หยอกล้อท่านเล่น มาๆ เรามาเริ่มการแข่งขันกันดีกว่า" หลี่เหวินซีเสนอความคิดแบ่งเบียนความสนใจเพราะไม่อยากให้พี่ชายทั้งสองคนต้องมาทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หลังจากนั้นการแข่งขันประลองธนู การละเล่นเล็กๆ ของเหล่าองค์ชายก็ได้เริ่มขึ้น หญิงสาวมองดูการแข่งขันตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้นางก็คงไม่ย่างกายเข้ามาแต่แรก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...