โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

THE STREAMER จักรวาลกุญแจซอล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 02.59 น. • Ammi Majus
นักดนตรีคลาสสิกตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ายุคสมัยที่ตัวเองอยู่นั้นคืออนาคตในอีกหลายพันปีต่อมา

ข้อมูลเบื้องต้น

Life should be great rather than long

ชีวิตควรจะยิ่งใหญ่ มากกว่ายืนยาว

(Dr. B.R. Ambedkar)

✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼

นักดนตรีคลาสสิกตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ายุคสมัยที่ตัวเองอยู่นั้นคืออนาคตหลายพันปีถัดไป หลังจากมนุษย์ได้รับชัยชนะจากการทำสงครามกับเผ่าเซิร์กที่ยาวนานนับศตวรรษ เทคโนโลยีและพลังจิตของมนุษย์ได้ถูกพัฒนาจนก้าวหน้าถึงขีดสุด เมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดอิ่มตัว ผู้คนจึงหันมาโหยหาความรื่นรมย์ทางจิตใจแทน

ศิลปะและดนตรีกลับมาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความรุ่มรวยทางอารมณ์ของมนุษย์อีกครั้ง พวกเขาพยายามฟื้นฟูอารยธรรมดนตรีเก่าๆ ที่ถูกหลงลืมในดาวโลกจำนวนนับไม่ถ้วน และในท้ายที่สุด พวกเขาก็พากันขนานนามยุคสมัยของตัวเองว่า "เรเนซองก์ยุคดวงดาว" บุคคลที่มีความสามารถด้านการสร้างความบันเทิงใจไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ร้องเพลง เต้น วาดรูป ทำอาหาร แฟชั่น หรือแม้แต่เล่นดนตรีล้วนได้รับความชื่นชอบจากผู้คนจำนวนมากผ่าน "ระบบสตรีมมิง" เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารของมนุษย์จำนวนแสนล้านคนทั่วทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือก

แต่เพราะกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างยาวนาน ความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกถูกลืมเลือน เครื่องดนตรีทั้งหลายกลายเป็นของหายาก โน้ตเพลง และวิธีการบรรเลงส่วนใหญ่สูญหายไป สำหรับอดีตราชานักดนตรีที่หายใจเข้าก็เป็นบทเพลง หายใจออกก็เป็นดนตรีอย่างเขาแล้วนั้น คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกลับไปเป็นนักดนตรีมืออาชีพอีกครั้ง แม้จะถูกเรียกว่า "สตรีมเมอร์" ก็ตาม!

.

.

[เด็กน้อยอายุแค่นี้ แต่กลับเล่นดนตรีได้โหดขนาดนี้ ล้อเล่นหรือเปล่า!?]

[เพลงพวกนี้ไม่เคยได้ยินเลยสักนิด เป็นเพลงของดาวโลกจริง ๆ เหรอ?]

[เอ่อ…สาบานว่านี้คือการเล่นดนตรี ทำไมมันยากแบบนี้ล่ะ?]

[ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน จะมีวิธีการเล่นที่โหดร้ายแบบนี้ด้วย…]

[เชี่ย!! เล่นเก่งขนาดนี้ สตรีมเมอร์ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!?]

[แม่เจ้าโว้ย! อะไรมันจะยากขนาดนั้น ให้ฉันคุกเข่าบูชา แล้วเรียกนายว่า 'ท่านเทพ' เถอะนะ!]

✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼

อัพนิยาย: ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15.30 - 17.00 น

ปลดเหรียญ: ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และพุธ เวลา 10.00 น.

✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼

E-book Status:

เล่ม 1 วางขายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 0.00 น.

เล่ม 2 กำลังส่งพิสูจน์อักษร (วางขายวันที่ 6 - 9 มีนาคม 2567)

เล่ม 3 (จบ) Coming Soon…

✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼

นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ ก่อนได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

Youtube Playlist

Spotify Playlist

คำเตือนก่อนอ่าน

- นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายฟิลกู๊ดที่เน้นการเติบโตของตัวละครหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจจะมีกลิ่นอายของ Slice of life เข้ามาเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งอาจจะดูเรื่อยๆ สำหรับนักอ่านบางท่าน

- มีการติดแท็ก "มิตรภาพ" เพราะฉะนั้นตัวละครที่ออกมาเยอะคือเพื่อนของตัวละครหลัก *ไม่ใช่ฮาเร็ม*

- ตัวละครหลัก คือ "นายเอก" ของเรื่องนี้ *ไม่มีการสลับโพแต่อย่างใด*

- พระเอกเรื่องนี้มีบทช้า หรือแสดงบทบาทของพระเอกออกมาช้า เนื่องจากอยากปูการเติบโตของตัวละครหลักก่อน

- ความรักไม่ใช่เรื่องหลัก หรือแกนหลักของนิยายเรื่องนี้ แต่จะเพิ่มเข้ามาเพื่อให้เรื่องราวมีสีสันมากขึ้นเท่านั้น

- นิยายเรื่องนี้จัดอยู่หมวดวาย เพราะตัวละครหลักเป็น LGBTQ ค่ะ

น้องกลอเรีย & พี่กาเบรียล

@JUDieSparkle

Part No.0 การเริ่มต้นใหม่ครั้งที่สอง

Why did you live?

Is it all nothing but a huge, frightful joke?

ทำไมคุณถึงมีชีวิตอยู่?

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องตลกที่น่าสะพรึงกลัวใช่ไหม?

นั่นคือคำพูดที่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาลืมตาขึ้นมา มันเป็นไปได้หรือที่ความทรงจำของมนุษย์คนหนึ่งจะยังคงอยู่แม้ตัวจะตายไปแล้วแบบนี้ ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมหน้าตาของตัวเอง แต่ทว่าผิวหนังที่เต่งตึงราวกับเด็กน้อย แถมแขนขาก็ยังหดสั้นลง นี่มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาจะสามารถยอมรับมันได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน

มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขากันแน่? นับจากช่วงเวลาที่เขารู้สึกตัว เวลาก็ผ่านไปแล้วสักพักใหญ่ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งภายในใจกลับไม่ได้ลดลงไปตามกาลเวลาเลย

เด็กชายร่างกายผอมบางผิวขาวซีด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและอ่อนเพลีย ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่ามันคงมีสาเหตุมาจากความเจ็บป่วย มีเพียงดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตชีวา มันเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ และเมื่อนัยน์ตาสบกับนัยน์ตาที่สะท้อนจากกระจกหน้าต่าง

เด็กคนนี้…ทำไมถึงเคลื่อนไหวเหมือนกับเป็นตัวเขา? แต่เขาไม่ใช่เด็กคนนี้เสียหน่อย

มือเล็กขาวซีดพยายามทดสอบเคลื่อนไหวไปมาบนภาพสะท้อน ริมฝีปากแห้งผากเม้มแน่นเมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าความจริงตรงหน้าเป็นอย่างไร เขาบังคับฝ่ามือลูบไล้บนใบหน้าของตัวเองอย่างแผ่วเบา เขาไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้อายุเท่าไร แต่นี่คือใบหน้าของเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบอย่างแน่นอน

ผมสีน้ำตาลอ่อนยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าซีดของเด็กน้อยคนนี้ดูอ่อนหวานมากขึ้น จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าเมื่อเติบโตขึ้นใบหน้านี้จะสมบูรณ์แบบขนาดไหน โดยเฉพาะดวงตาเฉี่ยวคมที่แสนจะดึงดูดสายตา แม้ว่าดวงตาคู่นี้จะอยู่บนใบหน้าของเขาเองก็ตาม

แต่ทั้งหมดนี่คือตัวเขา…หรือไม่ใช่ตัวเขากันแน่? ไม่ทันที่เขาจะได้พิจารณาสภาพตัวเองให้นานกว่านี้ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างหนึ่งพรวดพราดเข้ามา เธอคือหญิงสาวที่ดูมีอายุเล็กน้อย ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจพรากความงามของเธอไปได้ ใบหน้าของเธอสวยงามราวกับรูปปั้นที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง โดยเฉพาะรูปตาคมเฉี่ยวที่เด่นชัด ทำให้เขารู้ตัวทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้านี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเด็กคนนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“กาเบรียล! ในที่สุดลูกก็ฟื้นขึ้นมา”

ทันทีที่ดวงตาของเราสบกัน เธอก็ถลาตัวเข้ามาหาพร้อมกับลูบเนื้อลูบตัวเขาไปมาด้วยความเป็นห่วง เสียงของผู้หญิงคนนี้สั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ

“ลูกป่วยหนักมาก แถมยังนอนไม่ได้สติเกือบอาทิตย์ หมอบอกว่าลูกหยุดหายไปเกือบห้านาที…แม่…แม่คิดว่าจะเสียลูกไปซะแล้ว”

กาเบรียล…คือชื่อของเด็กคนนี้สินะ แต่นี่มันไม่ใช่ชื่อของเขาสักหน่อย ชื่อของเขาคือ…ไม่สิ…เขาชื่ออะไรกัน…?

เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงปล่อยให้หญิงสาวกอดเขาพร้อมกับร้องห่มร้องไห้ด้วยความดีใจ ด้วยความสงสารมือเล็ก ๆ จึงยกขึ้นมากอดตอบพร้อมกับตบหลังคนเป็นแม่เบา ๆ

“แม่ครับ…”

เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นภายในใจ

“…!!”

ดูเหมือนว่าการที่เขาพูดออกไป จะทำให้คนเป็นแม่ที่กำลังร้องไห้อยู่หยุดชะงัก เธอรีบผละตัวออกมามองหน้าลูกชายในอ้อมกอดตัวเองด้วยความตื่นตกใจ

“กาเบรียล?”

เธอเรียกชื่อลูกชายด้วยความสับสน

“ครับ?”

เขาเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงงต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนั้น

“ลูก…พูดได้…”

“ผมพูดไม่ได้เหรอครับ?”

เขาถามอีกฝ่ายด้วยความสับสน ทุกอย่างก็ดูปกตินี่นา นอกจากเสียงของเขาที่ดูแหบแห้งเพราะตั้งแต่ฟื้นขึ้นมายังไม่ได้ดื่มน้ำเลย

“ไม่ใช่…ไม่สิ! ฉันต้องฝันไปแน่ ๆ …เพียะ!”

ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นแม่ของเขาเริ่มสติแตก เธอตบหน้าตัวเองไปมาเหมือนกับว่าตัวเองกำลังฝันไป เด็กชายตัวน้อยตาโตด้วยความตกใจจากการกระทำนั้น

“แม่! แม่ครับ! ผมหิวน้ำ”

เสียงตบแม้จะเพียงสองสามครั้งแต่มันก็ดังมากพอให้เขารู้ว่ามันจะต้องเจ็บอย่างแน่นอน และเขาก็ไม่ต้องการให้ผู้มีพระคุณของร่างนี้ต้องเจ็บตัวเพราะเขาเป็นสาเหตุหรอกนะ

“อ๊ะ ใช่สิ! ลูกยังไม่ได้ดื่มน้ำสินะ”

คิดได้ดังนั้นเธอก็หยุดการกระทำนั้นแล้วกระวีกระวาดหยิบน้ำมาให้ด้วยความลนลาน ไม่กี่นาทีเธอก็กลับมาพร้อมกับ ‘น้ำ’ ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนน้ำที่เขาคุ้นเคยมาก่อน

กาเบรียลมองน้ำที่อีกฝ่ายยื่นให้ด้วยความสับสน ทำไมมันเป็นน้ำที่อยู่ในลักษณะแปลก ๆ อย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตามความเคยชิน น้ำจะเป็นของเหลวที่เทออกมาจากขวดหรือแก้ว? แต่ทำไม ‘น้ำ’ ตรงหน้าเขาถึงเป็นก้อนนุ่มหยุ่นแบบนั้น

ดูเหมือนว่าเขาจะจ้องมองมันนานเกินไป คนเป็นแม่เห็นดังนั้นก็เข้าใจว่าลูกชายของเธออาจจะไม่คุ้นชินกับการกินน้ำด้วยตัวเองแบบนั้น

“ลูกแค่เอามันเข้าปากแบบนี้แหละ อ้าม…”

ไม่ว่าเปล่า เธอยังหยิบ ‘ก้อน’ ในมือเข้าปากให้ดูเป็นตัวอย่างท่ามกลางสายตาที่ตื่นตกใจของเด็กชายที่มองตาค้าง นี่…คือการกินน้ำแบบไหนกัน

“กาเบรียลอ้าปากสิลูก เดี๋ยวแม่ป้อนเองนะ”

เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองมองนิ่งก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูมากกว่าเดิม แม้จะยังตกใจกับรูปแบบการกินน้ำแบบใหม่อยู่ แต่เพราะตอนนี้ในคอของเขาแห้งผาก สุดท้ายก็ต้องอ้าปากอย่างจำยอม

ทันทีที่ก้อนน้ำนั้นเข้ามาในปากมันก็แตกออกมากลายเป็นน้ำที่เขาคุ้นเคย คงเป็นเพราะว่ามันอยู่ในรูปแบบแปลก ๆ ทำให้เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าน้ำนี้มันดูรสชาติพิลึกไปสักนิด แต่มันก็ไม่ได้แย่จนกินไม่ได้ คงคล้ายกับการกินน้ำยี่ห้อเดิมมาตลอด แต่พอวันหนึ่งเปลี่ยนไปกินน้ำยี่ห้ออื่นก็เลยไม่คุ้นชินกับรสชาติเสียมากกว่า

“แม่ครับ ทำไมน้ำเป็นแบบนี้…มันไม่ได้เป็นขวดเหรอครับ”

เขาตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจเขามากที่สุด เรื่องนี้มันทำให้เขาค้างคามากกว่าการที่ตื่นมารู้ว่าตัวเองอยู่ในร่างใหม่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยเสียอีก

“น้ำขวด? นั่นมันแพงเกินไปที่เราจะซื้อได้นะลูก มันไม่ได้ขายที่ดาวของเราหรอกนะ”

“ครับ?”

อะไรคือการที่น้ำมีราคาแพง? อะไรคือดาว? ก็พวกเราเป็นมนุษย์ก็ต้องอยู่บนโลกไม่ใช่หรือ?

ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีเรื่องราวมากมายที่เขาไม่เข้าใจอยู่เต็มไปหมด นอกจากเรื่องการมาอยู่ในร่างที่ไม่คุ้นเคยก็น่าตกใจมากพออยู่แล้ว แต่เรื่องสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แถมมีแต่อะไรที่เขาไม่รู้จักเต็มไปหมด พวกนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่แพ้กัน

“แต่ถ้าลูกอยากดื่มน้ำแบบนั้นแม่จะลองถามพ่อดู…”

“ม…ไม่เป็นไรครับ ผมแค่สงสัยเฉย ๆ ก็มันแพงไม่ใช่เหรอครับ”

เขารีบปฏิเสธเมื่อเห็นท่าทีมุ่งมั่นนั้น

“มันแพงก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อมาให้ลูกลองดื่มไม่ได้หรอกนะ”

“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่คุ้นเคยก็เลยถามเฉย ๆ”

เขาแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม ไม่สบายใจอย่างมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้คนใกล้ตัวต้องมาลำบากในเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้

หญิงสาวเห็นใบหน้าที่ซึมลงคล้ายกับสัตว์ตัวน้อย ๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เธอยกมือลูบผมสีน้ำตาลอ่อนที่ถอดแบบออกมาจากสามีของเธออย่างอ่อนโยน

“ถ้าพ่อของลูกกลับมาจะต้องดีใจมากแน่นอนที่เห็นว่าลูกเป็นปกติแบบนี้แล้ว”

เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอด้วยความดีใจ เดิมทีลูกชายคนโตของเธอคลอดออกมาด้วยสภาวะผิดปกติ และไม่มีใครรู้แม้กระทั่งแพทย์ด้วยกันเองก็ตาม

เพราะตอนที่เธอตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรก ทั้งเธอและสามีก็คอยพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของเด็กอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าจะตรวจมากแค่ไหน แพทย์ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กมีร่างกายแข็งแรงปกติ ซึ่งเธอและสามีก็รู้สึกวางใจ

จนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีนับตั้งแต่ลูกชายคนโตคลอดออกมา เธอและสามีจึงพบว่าลูกของเธอเป็นเด็กผิดปกติทางสติปัญญา เขาจะชอบเหม่อลอยและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร อีกทั้งสุขภาพร่างกายก็อ่อนแอ เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ

เธอและสามีจึงร้อนใจพาลูกน้อยไปรักษากับแพทย์ที่มีชื่อเสียงจากต่างดาว แต่กลายเป็นว่าเราทั้งคู่ต่างคว้าน้ำเหลว หมอทุกคนพากันส่ายหน้าบอกว่าไม่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้

สุดท้ายสองสามีภรรยาก็ต้องถอดใจอย่างไม่ยินยอม พวกเขาตัดสินใจว่าจะพยายามเลี้ยงดูลูกชายคนโตให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่คิดว่าท้ายที่สุดแล้วปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น ลูกชายเธอหายเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อ!

“พ่อ?”

ยิ่งเห็นใบหน้าราวกับตุ๊กตานั้นพยายามถามอะไรมากมายเพื่อทำความเข้าใจ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกปลื้มปริ่มจนอยากจะร้องไห้ ขอบตาของหญิงสาวร้อนผ่าว แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้ลูกชายต้องตกใจไปมากกว่านี้

“เมื่อครู่แม่ส่งข้อความไปบอกพ่อแล้วว่าลูกหายเป็นปกติแล้ว แต่เพราะว่าพ่อของลูกไปติดต่อธุรกิจที่ดาว AB1102 เรื่องน้องสาวของลูกเลยต้องใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ แต่รอไม่นานหรอกจ้ะ”

“ครับ”

เด็กน้อยตัดสินใจพยักหน้าตามน้ำไปก่อน ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ผสมปนเปกันจนเขาเลือกไม่ถูกว่าจะถามเรื่องอะไรก่อนดี

อะไรคือดวงดาวเอบี…? มันคือชื่อเมืองใหม่เหรอ? อันที่จริงสิ่งที่น่าแปลกใจไม่ได้มีเพียงก้อนน้ำแปลก ๆ หรือชื่อดวงดาวเท่านั้น ทว่าทุกอย่างภายในห้องนี้ล้วนแต่แปลกตาเขาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของใช้ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ การแต่งตัวของผู้หญิงที่กลายมาเป็นแม่ของเขา รวมไปถึงเตียงนอนและชุดที่เขาสวมใส่อยู่

นี่เขาอยู่ในโลกไหนกันแน่เนี่ย หรือว่าเขาตายแล้วโผล่มาในสวรรค์? เด็กชายรู้สึกคันยุบยิบภายในใจอย่างสุดขีดเมื่อต้องแบกรับความสงสัยที่พอกพูนทุกวินาที แต่ทว่าไม่สามารถถามใครได้!

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?

Part No.1 ความปรารถนาจากห้วงความทรงจำ

“พี่!! ทำไมวันนี้ก็ออกไปข้างนอกอีกแล้ว! แม่บอกให้พี่อยู่เป็นเพื่อนหนูนะ!”

เสียงร้องโวยวายของเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณแปดขวบ ใบหน้ากลมน่ารักบัดนี้บู้บี้ด้วยความโมโห ถึงแม้เธอจะเป็นเด็กแต่ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเด็กน้อยที่ฉลาดและหัวไวกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

“แค่ออกไปข้างนอกแป๊บเดียวเอง”

กาเบรียลในตอนนี้เริ่มโตขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว เขาก้มมองน้องสาวที่ผันตัวเป็นหมีโคอาลาไล่เกาะเอวเขาไม่ปล่อยอย่างอ่อนใจ

นับจากวันที่เขาฟื้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนานถึงห้าปี จากเด็กชายอายุห้าขวบที่ร่างกายผอมแห้งคล้ายคนป่วยใกล้ตาย บัดนี้กลายเป็นเด็กชายที่มีร่างกายแข็งแรงคนหนึ่งแล้ว

ทว่ากาเบรียลก็ยังเป็นเด็กชายที่มีหน้าตาน่ารักคล้ายกับตุ๊กตาอยู่เหมือนเดิม ซึ่งครั้งแรกที่เขาได้เจอหน้าคุณพ่อของร่างนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่มาของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนประกายพร้อมกับริมฝีปากอวบอิ่มคล้ายกับลูกเชอร์รีนี้ได้มาจากใคร

เพราะหน้าตาของเขาถอดแบบออกมาจากคนเป็นพ่อแทบทั้งหมด มีเพียงดวงตาของคนเป็นแม่เท่านั้นที่ช่วยตัดความหวานของใบหน้าให้ดูเฉียบคมขึ้น ไม่หวานจนเกินไป

เมื่อหันกลับมามอง “กลอเรีย” น้องสาวเพียงหนึ่งเดียวที่หน้าตาสวยคมถอดแบบจากแม่เต็มที่ กาเบรียลก็ได้แต่แอบอิจฉาอยู่ในใจ โดยเฉพาะดวงตาคมกริบที่รับกับคิ้วที่โก่งราวกับคันศรนั้นยิ่งขับให้ใบหน้าของน้องสาวของเขาดูสวยคมมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าตอนนี้เธอจะมีอายุเพียงแค่แปดขวบก็ตาม

ส่วนตัวเขากลับถูกคนส่วนใหญ่เรียกว่าตุ๊กตาเดินได้เสียอย่างนั้น…ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด…

“ไม่จริง! รอบที่แล้วพี่ก็บอกแบบนั้น แต่สุดท้ายก็หายไปทั้งวันเลย!!”

กลอเรียโวยวายพร้อมกับออกแรงโอบแขนที่กอดเอวกาเบรียลให้แน่นขึ้น ยังไงวันนี้เธอก็จะไม่ยอมปล่อยพี่ชายไปง่าย ๆ แน่!

“เฮ้อ…”

เห็นแบบนั้นกาเบรียลก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความปลง

“ไม่ต้องมาถอนหายใจเลย คนขี้โกหก!”

กลอเรียเห็นพี่ชายถอนหายใจก็ยิ่งโมโหมากขึ้นกว่าเดิม อย่ามาทำเหมือนกับว่าเธอเป็นภาระนะ ก็แค่อยู่ด้วยกันอีกวันเดียวเอง!

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอคุยกับแม่แป๊บนึงนะ”

ถึงแม้ว่าเขาจะชอบเด็กฉลาด แต่การที่น้องสาวดูฉลาดเกินวัยแถมรู้ทันเขาแบบนี้มันดูจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรหรอกนะ

กลอเรียมองหน้าพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มน่ารักของพี่ชายก็ดันใจอ่อนเผลอปล่อยเอวอย่างไม่รู้ตัว กาเบรียลเห็นน้องสาวว่าง่ายดังนั้นก็ก้มลงไปหอมแก้มเบา ๆ เป็นรางวัล ทันใดนั้นเจ้าหญิงน้อยที่หน้าตาบูดบึ้งก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีทันที

กาเบรียลเดินเข้ามาในบริเวณมุมหนึ่งของบ้านที่มีจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่อยู่ นี่คืออุปกรณ์สำหรับติดต่อข้ามดวงดาวที่มีราคาแพงมากเสียจนเขาแทบเป็นลมตอนรู้ราคาครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คือสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีติดบ้านเอาไว้ เนื่องจากช่วงที่พ่อกับแม่ของเขาออกไปทำธุระแต่ละครั้งถ้ามีเรื่องด่วนอะไรขึ้นก็จะต้องติดต่อผ่านอุปกรณ์นี้เท่านั้น

เพราะดาวที่เขาอยู่คือดาวที่อยู่ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีมาก ถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือเป็นดาวบ้านนอกที่มีความเจริญในระดับล่าง ๆ ของกาแล็กซี ดังนั้นการติดต่อระหว่างดวงดาวจึงมีข้อจำกัดสูง

โชคดีที่เขาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดีสำหรับดาวดวงนี้ ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่อัตคัดนัก

พ่อของกาเบรียลเป็นนักธุรกิจที่ต้องคอยติดต่อกับนักธุรกิจของแต่ละดวงดาว ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างอยู่บ้านแบบนาน ๆได้ ยิ่งช่วงหลังธุรกิจไปได้ด้วยดี แม่ก็เลยต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อไม่ให้พ่อโหมงานหนักอยู่คนเดียว ดังนั้นการที่เขาต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงน้องจึงกลายเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นว่าสุดท้ายน้องสาวคนเล็กก็ติดพี่ชายยิ่งกว่าพ่อแม่ของตัวเองเสียอีก

ซึ่งโลกที่กาเบรียลอยู่นั้นเรียกได้ว่าเป็นโลกอนาคตของมนุษย์ในอีกหลายพันปีต่อมา หลังจากมนุษย์สามารถหาทางออกไปใช้ชีวิตนอกโลกได้ สุดท้ายพวกเขาก็ขยายอาณาเขตของตัวเองไปทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอารยธรรมอย่างขีดสุดของมนุษยชาติ

แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ได้สวยงามอย่างที่วาดฝันไว้ ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เซิร์ก” ซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ต่างอะไรจากปรสิตระดับต่ำ พวกมันมีจำนวนมากแถมยังใช้จิตวิญญาณร่วมกัน

จึงกลายเป็นว่ามนุษย์ต้องเจอกับศัตรูที่โหดร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าพวกเขายังต้องการที่จะขยายพื้นที่ต่อไป การต่อสู้กับเซิร์กจึงกลายเป็นเป้าหมายที่มวลมนุษยชาติต้องก้าวผ่านไปให้ได้

สงครามดำเนินต่อไปยาวนานนับสหัสวรรษ การต่อสู้นั้นไม่เพียงจบลงด้วยชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบของมนุษย์ แต่มันยังทิ้งมรดกตกทอดเอาไว้ นั่นคือ ‘พลังจิต’ ที่มนุษย์บางกลุ่มวิวัฒนาการระหว่างการต่อสู้กับเหล่าเซิร์ก และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบการปกครองแบบใหม่ในท้ายที่สุด

“แม่ครับ…”

กาเบรียลทักทายคนในจอทันทีที่การติดต่อสำเร็จ

“กาบี้ แม่เพิ่งออกเดินทางก็ติดต่อมาแล้ว มีอะไรด่วนหรือเปล่าจ๊ะ”

หญิงสาวในจอยิ้มแย้มอย่างสดใส ด้านข้างของเธอมีชายหนุ่มที่มีใบหน้าสวยราวกับตุ๊กตากำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทั้งคู่คือรีเบคก้า และอกูสติน คุณแม่และคุณพ่อของกาเบรียลนั่นเอง

“วันนี้ผมมีนัดไปที่บ้านคุณฟีดันโก แต่ว่ากลอเรียงอแงอยากจะไปด้วย ผมพาน้องไปด้วยได้ไหมครับ”

เพราะการเลี้ยงเด็กในยุคสมัยนี้จะมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกเสมอ ดังนั้นพี่เลี้ยงจึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น กอปรกับสภาพสังคมของดาวดวงนี้ที่แทบจะไม่มีความเหลื่อมล้ำอะไรมากมาย

เพราะมนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่ดาวแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่ทำธุรกิจเป็นอาชีพหลัก หรือบางกลุ่มก็เป็นเกษตรกรติดต่อค้าขายกับดาวอื่น ๆ เรียกได้ว่าเป็นดาวที่มีอัตราการว่างงานต่ำ ไม่มีผู้คนเร่ร่อนหรือขอทาน ดังนั้นอัตราการเกิดอาชญากรรมจึงต่ำจนแทบจะเป็นศูนย์เช่นเดียวกัน

“ลูกไปเล่นเครื่องอะไรนั่นอีกแล้วหรือจ๊ะ”

รีเบคก้าถามอย่างไม่แน่ใจ หลังจากที่ลูกชายของเธอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่พูดถึงเรื่องดนตรี เรื่องเครื่องเล่นประหลาด ๆ ที่มีแต่พวก ‘ซาจิทาเรียส’ หรือกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าเจริญและทรงอำนาจที่สุดในกาแล็กซีเท่านั้นที่รู้จัก

ตอนแรกเธอก็ไม่เห็นด้วยที่ลูกชายเอาแต่ร้องหาแต่เรื่องที่มันเกินตัวแบบนี้ ยิ่งพวกเราอาศัยอยู่ดาวดวงเล็กตรงขอบกาแล็กซีอย่างนี้ พวกเครื่องดนตรีก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร

โชคดีที่เพื่อนของอกูสตินเคยไปซาจิทาเรียส และเขาก็ได้ซื้อเครื่องดนตรีที่ว่าติดมือมาด้วยทั้งที่ไม่มีใครที่เล่นเป็นเลยด้วยเหตุที่ว่า…มันสวยดี

ดังนั้นเมื่อตอนที่อกูสตินปวดหัวถึงวิธีหาซื้อเปียโน เพื่อนคนนี้ที่ทราบข่าวก็เข้ามาแสดงน้ำใจให้อย่างเอื้อเฟื้อ ดังนั้นลูกชายของเธอจึงกลายเป็นแขกประจำของบ้านนั้นไปโดยปริยาย

“เปียโนต่างหากละครับ”

กาเบรียลบึนปากเมื่อเห็นว่าแม่ของตัวเองมีท่าทีต่อต้านเครื่องดนตรีสุดที่รักของตัวเอง

“เปียโนก็เปียโน…แม่ละแปลกใจจริงที่ลูกรู้วิธีเล่น ทั้งที่ดาวของเราไม่มีใครเล่นมันได้เลย”

“ใกล้ถึงวันเกิดของกาบี้แล้วนี่ อยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดครับ”

คุณพ่อที่นั่งเงียบมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากที่เอกสารในมือถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้สองสามีภรรยาจะเดินทางทำธุรกิจไม่เว้นวัน แต่พวกเขาจะมีเวลาสำหรับวันสำคัญของลูกชายและลูกสาวเสมอ

“ผมอยากไปเล่นเปียโนที่บ้านคุณฟีดันโกบ่อย ๆ”

เมื่อเห็นโอกาส กาเบรียลก็ไม่ลังเลที่จะคว้าไว้

“เฮ้อ…ลูกชายของเราไม่คิดจะขออะไรเหมือนกันคนอื่นเลยสักครั้ง”

รีเบคก้าได้ยินคำขอนั้นก็ถอนหายใจอย่างปลง ๆ ไม่ว่าวันเกิดของลูกชายจะผ่านไปกี่ปี คำขอของเขาก็ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการขอให้พวกเธออนุญาตให้เขาเล่นดนตรีต่อไป

“พ่ออยากจะซื้อเครื่องดนตรีให้ลูกเหมือนกันนะ เพียงแต่ว่ามันหายากเสียเหลือเกิน”

อกูสตินบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด เขาพยายามติดต่อและใช้เส้นสายที่มีในมือทั้งหมดในการหาช่องทางการซื้อเปียโนให้ได้

ทว่าโชคร้ายที่ช่วงนี้เป็นช่วงตลาดขาขึ้นของเปียโน เมื่อประชากรในกลุ่มซาจิทาเรียสกำลังนิยมเครื่องดนตรีแบบนี้พอดิบพอดี ทำให้มันไม่หลงเหลือมาถึงพวกเขาที่อยู่ห่างไกลเลยสักชิ้นเดียว

“ไม่เป็นไรครับ ผมเล่นที่บ้านคุณฟีดันโกก็ได้”

สำหรับ กาเบรียล เครื่องดนตรีก็คือเครื่องดนตรี เขาต่างหากที่เป็นผู้สร้างเสียงอันสวยงามที่แท้จริง ดังนั้นต่อให้มันจะเป็นหรือไม่เป็นของเขาก็ไม่สำคัญ ตราบใดที่เขาสามารถเล่นมันได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

“แต่เราจะไม่รบกวนเขามากเกินไปเหรอคะที่รัก”

รีเบคก้าหันไปถามสามีด้วยความกังวล

“โธ่ที่รัก…หมอนั่นแทบจะแย่งลูกเราไปอยู่แล้ว ช่วงไหนกาบี้ไม่ไปติดต่อกันเกินสามวัน มันก็ทักมาถามผมแล้วว่าเมื่อไหร่ลูกชายของเราจะไปอีก”

“อย่างนั้นเหรอคะ”

เมื่อเห็นว่าทางฝั่งนั้นไม่มีปัญหาเธอก็โล่งใจ

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมพากลอเรียไปด้วยนะครับ”

กาเบรียลขอร้องพร้อมกับทำตาปริบ ๆ เมื่อคู่สามีภรรยาเห็นลูกชายตัวเองอ้อนวอนด้วยหน้าตาน่ารักนั้นก็ใจละลายทันที พร้อมกับพยักหน้าอนุญาตอย่างลืมตัว

“ขอบคุณครับ!”

เห็นดังนั้นกาเบรียลก็ฉีกยิ้มด้วยความดีใจ ในที่สุดเขาก็จะได้ไปเล่นเปียโนอีกครั้งหลังจากอยู่บ้านเลี้ยงน้องสาวและเป็นเพื่อนน้องสาวติดต่อกันมาสองวัน

กาเบรียลเดินดี๊ด๊าอารมณ์ดีโดยมีกลอเรียมองด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ

“พี่ชายเหมือนคนบ้า!”

น้องสาวเบะปากบอก

“เดี๋ยวเถอะ พี่อุตส่าห์ติดต่อขอท่านแม่ให้พาเราไปด้วย เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจซะหรอก”

เห็นน้องสาวที่จ้องจะปีนเกลียวตัวเองตลอดเวลาแบบนี้ คนเป็นพี่ก็ได้แต่ปลงอยู่ในใจ ต้องยอมรับว่ามันเป็นความผิดของเขาเองที่ตามใจน้องสาวจนเสียคน เพราะเขาไม่เคยมีพี่น้องมาก่อน ดังนั้นครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองมีน้องสาว เขาก็ตั้งใจจะปกป้องดูแลน้องสาวคนนี้ให้ดีที่สุด

แต่กลายเป็นว่าความตั้งใจนั้นกลับทำให้กลอเรียกลายเป็นเจ้าหญิงแสนเอาแต่ใจของบ้านแทน

“บู๊…ไม่รู้แหละ หนูรู้ว่ายังไงแม่ก็อนุญาตเพราะใกล้วันเกิดของพี่ไง”

นอกจากเจ้าหญิงน้อยจะเอาแต่ใจแล้ว เธอยังชอบทำตัวรู้ทันชาวบ้านเสียด้วย

“เราไม่เคยไปบ้านคุณฟีดันโกเลยใช่ไหมล่ะ ไปแล้วต้องรักษามารยาทด้วยนะ ถึงเขาจะเป็นเพื่อนของท่านพ่อแต่ก็เป็นตระกูลทรงอำนาจตระกูลหนึ่งของดาวนี้”

กาเบรียลกำชับเสียงเข้มขณะที่เดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยที่ดูเหมือนจะน้ำหนักขึ้นอีกแล้ว

“รู้แล้วค่า” กลอเรียตอบรับเสียงยาน

“…หนูก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพี่ไปทำอะไรที่บ้านนั้นบ่อย ๆ ปล่อยให้น้องสาวที่น่ารักอยู่บ้านกับหุ่นยนต์แบบนี้มันไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็กนะคะ!”

กาเบรียลได้ยินแบบนั้นก็ยกมือบีบจมูกเล็ก ๆ ของน้องสาวด้วยความมันเขี้ยว

“ดูคำพูดคำจาสิ”

“พี่! อย่าแกล้งหนู!”

เด็กน้อยโวยวายเมื่อถูกทำร้ายโดยไม่มีทางสู้

“พี่ไปเล่นดนตรีต่างหาก”

กาเบรียลตัดสินใจเฉลยก่อนล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหญิงน้อยคนนี้ตกใจตอนไปถึงบ้านคุณฟีดันโกจริง ๆ

“เล่นดนตรี?”

กลอเรียเอียงหน้าด้วยความสงสัย “ดนตรีก็แค่ใช้ ‘ระบบ’ สร้างก็ได้นี่นา ไม่จำเป็นต้องไป ‘เล่น’ ให้เหนื่อยเปล่า เสียเวลาจะตาย”

“มันเหมือนกันซะที่ไหน…”

กาเบรียลถอนหายใจเมื่อนึกได้ว่าโลกอนาคตอย่างทุกวันนี้ การเล่นดนตรีกลายเป็นเรื่องสูงส่ง หายาก และมักกระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มพวกมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายพล ขุนนาง หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี

ส่วนพวกเขาที่อยู่ดวงดาวห่างไกลก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ ใช้ระบบสังเคราะห์เสียงสร้างดนตรีขึ้นมาเพียงอย่างเดียวเพราะโอกาสในการเข้าถึงเครื่องดนตรีพวกนั้นมันน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

อันที่จริงใช่ว่ากาเบรียลจะไม่ได้ลองใช้ระบบที่กลอเรียพูดถึง แต่เขาไม่พอใจกับการสร้างดนตรีจากระบบอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเสียงสังเคราะห์พวกนั้นสร้างได้แต่เสียงที่ไพเราะเพียงอย่างเดียว ทว่ามันกลับไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เขาต้องการได้เลย ต่างจากการเล่นดนตรีที่แม้จะมีเสียงเหมือนกัน แต่ทักษะของผู้เล่น การใช้เทคนิค และความเข้าใจที่มีต่อเครื่องดนตรีนั้นส่งผลต่อเสียงเพลงที่บรรเลงออกมาทั้งสิ้น

และนั่นจึงทำให้เขาต้องขอร้องคุณพ่อคุณแม่เรื่องการเล่นดนตรีอยู่เสมอทั้งที่ไม่มีใครสามารถสอนเขาได้เลยก็ตาม เพราะขอแค่มีเครื่องดนตรีให้ เขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองจาก “ความทรงจำ” ที่มีทั้งหมดได้

“ไม่เหมือนกันตรงไหน เพลงที่หนูฟังก่อนนอนทุกวันก็มาจากระบบทั้งนั้น”

กลอเรียเห็นพี่ชายยืนยันหนักแน่นก็บ่นหงุงหงิงคนเดียว

“ไม่เหมือนอย่างมากเลยแหละ…”

กาเบรียลเห็นน้องสาวทำหน้าบู้บี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาก้มลงหอมแก้มน้องสาวด้วยความมันเขี้ยวอีกครั้ง

“…เดี๋ยวพี่จะเล่นให้ฟังนะ”

กลอเรียได้ยินดังนั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นมาตาเป็นประกาย

“จริงนะ?”

“จริงสิครับ”

“สัญญานะ”

ไม่ว่าเปล่า เจ้าหญิงก็ยกนิ้วก้อยขึ้นมาเป็นการกดดัน นี่เป็นสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากพี่ชายว่าถ้าทำแบบนี้หมายความว่าอีกฝ่ายจะต้องรักษาคำพูดของตัวเอง ห้ามบิดพลิ้ว!

กาเบรียลอดยิ้มกับความหัวไวของน้องสาวไม่ได้ เขาพูดถึงการเกี่ยวก้อยแค่ครั้งเดียว แต่เด็กน้อยกลับจดจำมันได้อย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง

เด็กชายยกนิ้วก้อยเล็ก ๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับนิ้วป้อมป้อมนั้นพร้อมกับเขย่าไปมาเบา ๆ

“สัญญาครับ”

Part No.2 บทกวีแห่งความสุข

“ว้าว…” เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของเด็กน้อย พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายเมื่อมองเห็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกตาอย่าง “แกรนด์เปียโน”

มันคือเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่ แถมการออกแบบของมันก็แสนจะโอ่อ่า ตัวรูปร่างที่ดูงดงามทว่าแข็งแกร่ง อีกทั้งพื้นผิวของมันยังถูกทาด้วยสีดำเงาวาววับ เมื่อประกอบรวมกันก็ยิ่งขับให้เปียโนหลังนี้ดึงดูดสายตาด้วยความสง่างามของตัวมันเอง แม้ตรงลิ่มคีย์บอร์ดมีฝาครอบปิดเอาไว้ก็ไม่ได้ลดทอนความสวยงามของมันลงเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้เจ้าหญิงน้อยของกาเบรียลกำลังจ้องมองเครื่องดนตรีชนิดนี้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายวาววับ

“สวัสดีครับคุณฟีดันโก”

ทันทีที่มาถึงก็ควรจะทักทายเจ้าของบ้านเป็นสิ่งแรกสิ กาเบรียลถอนหายใจพร้อมกับรีบหันตัวของน้องสาวที่เอาแต่จ้องเปียโนตรงหน้าตาเป็นมันกลับมา

“สวัสดีค่า หนูชื่อกลอเรีย ซัลลาซาร์เป็นน้องสาวของพี่ชายค่ะ”

เมื่อรู้ตัวว่าเผลอเสียมารยาทไป หนูน้อยกลอเรียก็รีบทักทายเสียงหวาน

คุณฟีดันโก แท้จริงเขาชื่อ ดีแลน ฟีดันโก เป็นชายวัยกลางคนที่อายุเกือบหกสิบปีที่เกษียณตัวเองมาอยู่บ้านกับภรรยา เดิมทีเขาเป็นนักธุรกิจแบบเดียวกับคุณพ่อ และบังเอิญรู้จักกันจากการร่วมมือกันทางธุรกิจ แม้จะไม่กี่ครั้งแต่ก็ทำให้ทั้งสองพูดคุยถูกคอกันโดยไม่มีช่องว่างของอายุมาเกี่ยวข้อง

ในดาวที่พวกเราอาศัยอยู่ ตระกูลฟีดันโกเรียกว่าเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ที่ครองอำนาจ ถึงแม้ตอนนี้ธุรกิจในมือของเขาส่วนใหญ่จะถูกถ่ายโอนไปให้ลูกชายดูแล แต่ถึงอย่างนั้นอำนาจและบารมีของคุณฟีดันโกก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

เพราะคุณฟีดันโก เป็นหนึ่งในนักธุรกิจไม่กี่คนของกลุ่มดาวห่างไกลที่มีโอกาสได้ติดต่อทำธุรกิจกับกลุ่มซาจิทาเรียส แม้จะแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ทำให้เขาสามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถซื้อเปียโนหลังนี้มาได้ และนั่นก็ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากบรรดานักธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงคุณพ่อของเราด้วยเช่นกัน

“โอ้! ไม่เคยเจอลูกสาวคนเล็กของบ้านซัลลาซาร์เลย หน้าตาน่ารักกว่าที่คิด แถมถอดแบบออกมาจากคุณแม่เปี๊ยบเลยนะเนี่ย”

ชายวัยกลางคนที่มีริ้วรอยของกาลเวลาแย้มยิ้มออกมาอย่างยินดี หน้าตาของเขาดูธรรมดาทั่วไป แถมรูปร่างก็เหมือนกับคนแก่ธรรมดา มีหนวดเคราท่าทางขึงขังและมีพุงโต ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแผ่บรรยากาศแห่งอำนาจบารมีออกมาอยู่ดี

“น้องสาวของผมอยู่บ้านคนเดียวไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนครับผมเลยพามาด้วย”

เด็กชายอธิบายยิ้ม ๆ

“อีกอย่างผมยังไม่เคยเล่นเปียโนให้กลอเรียฟังเลยสักครั้ง วันนี้เลยถือโอกาสน่ะครับ”

ดีแลนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังชอบใจ ดวงตาของเขาประกายความสนุกสนานออกมา

“เอาสิ! เด็กน้อยคนนี้ไม่เคยฟังเพลงของพี่ชายใช่ไหม ระวังนะ ฟังแล้วจะติดใจเหมือนกับฉันคนนี้”

“ไม่ได้มีแค่คุณเสียหน่อยที่ชอบ”

ทันทีที่ดีแลนพูดจบ เสียงนุ่มนวลของหญิงวัยกลางคนก็ดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของคาร์ล่า ฟีดันโก ภรรยาสุดที่รักของดีแลน ใบหน้าที่กลมมนและหน้าผากที่อิ่มเอิบทำให้เธอดูคล้ายคุณแม่ที่ใจดีในอุดมคติ ยิ่งรวมกับดวงตาที่โค้งมนขณะยิ้มแย้มก็ยิ่งทำให้เธอเป็นคนที่ดูน่าเข้าหามากกว่าเดิม

“สวัสดีครับ มาดามฟีดันโก”

กาเบรียลเห็นผู้มาใหม่ก็รีบทักทายทันที

“เรียกว่าป้าคาร์ล่าเถอะจ้ะ เราเจอกันมาหลายปีแล้วนะ ยังจะมาเรียกห่างเหินกันอีก”

“ผมเคยชินน่ะครับ”

เด็กชายยิ้มแหยด้วยความเขินอาย

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อกลอเรีย”

เด็กหญิงเห็นท่าทางของพี่ชายก็รีบแนะนำตัวต่อทันที

“สวัสดีจ้ะ หนูหน้าตาสวยน่ารักเหมือนรีเบคก้าเลย”

เธอยิ้มกว้างมากกว่าเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหญิงชัด ๆ สมกับที่ได้ยินมาว่าบ้านนี้ลูกชายหน้าเหมือนพ่อ ส่วนลูกสาวหน้าเหมือนแม่ ตอนแรกเธอก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะคล้ายพ่อกับแม่ขนาดนั้น แต่พอเจอ กาเบรียลครั้งแรกเธอตกใจแทบแย่ นึกว่าเด็กชายตรงหน้าเป็น อกูสตินถูกย่อส่วนเสียอีก ส่วนลูกสาวก็ไม่ต้องพูดเลย เหมือนถอดแบบจากรีเบคก้ามาทั้งหมดทีเดียวเชียว

“วันนี้เป็นวันแรกที่หนูน้อยกลอเรียจะเห็นพี่ชายเล่นเพลงสินะ วันนี้จะเล่นเพลงอะไรดีล่ะ ฉันยังคงชอบ My heart will go on ที่เธอเล่นที่สุดเลยนะ ยังไม่มีเพลงไหนมาล้มได้เลยเพราะความโรแมนติกของมันทำให้ใจฉันชุ่มฉ่ำเหมือนได้พบรักกับคาร์ล่าสมัยหนุ่ม ๆ”

“พี่ชายเล่นหลายเพลงเลยเหรอคะ”

เจ้าหญิงน้อยเกิดความสงสัย

“พี่ไม่ได้เล่นเพลงเยอะนักหรอก ส่วนใหญ่จะฝึกซ้อมซะมากกว่า เพลงที่เล่นเลยมีไม่กี่เพลง แต่ตอนนี้พี่เริ่มคุ้นชินแล้ว เดี๋ยวจะเล่นเพลงพิเศษต้อนรับเจ้าหญิงโดยเฉพาะ”

กาเบรียลเห็นน้องสาวสงสัยก็อธิบาย อย่างที่บอกว่าแม้เขาจะมาเล่นดนตรีที่บ้านนี้เกือบเข้าปีที่สอง แต่เพราะไม่ได้มาทุกวันทำให้บางครั้งการฝึกซ้อมขาดช่วง เลยต้องใช้เวลานานกว่าปกติในการฝึกร่างกายให้คุ้นชินกว่าจะกลับมาเล่นได้คล่องเหมือนกับตัวเขาในความทรงจำ

อันที่จริงยังมีเรื่องน่าแปลกใจอีกอย่างที่เขาเพิ่งรู้หลังจากเล่นดนตรีไปได้สักพัก นั่นคือเขาสามารถจำโน้ตเพลงทุกเพลงที่เขาเคยเห็นและเคยได้ยินจากในอดีตทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออย่างมากถึงมากที่สุด ทว่าทันทีที่เขากดนิ้วลงบนคีย์บอร์ด เขาก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่าควรจะเล่นโน้ตอะไรเป็นตัวต่อไปอย่างอัตโนมัติ จนเมื่อลองเล่นไปนานเข้าก็พบว่าเขาจำโน้ตได้ ‘ทุกเพลง’ ที่เขานึกอยากจะเล่น เว้นเสียแต่บางเพลงที่เขายังเล่นไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อที่มือยังไม่พัฒนามากพอ

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถเล่น Prelude & Fugue No.2 in C minor ของบาคได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว หลังจากพยายามฝึกมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเล่นเปียโน ซึ่งมันก็ช่วยให้เขาสามารถเล่นเพลงอื่นได้พลิ้วไหวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แม้ว่า Prelude ในดนตรีหมายถึงบทนำ หรือเกริ่นนำ แต่ความพิเศษของบาคคือ Prelude จะตามมาด้วย Fugue เสมอ เพื่อเป็นการเกริ่นในส่วนของ Fugue ดังนั้นท่วงทำนองจึงออกมาในรูปแบบของการล้อท่วงทำนองหลักซ้ำ ๆ วนไปวนมา มันจึงจำเป็นต้องใช้ทักษะการใช้นิ้วที่สูงมาก สำหรับกาเบรียลรวมถึงนักเปียโนในอดีต เพลงนี้จึงถือว่าเป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดที่ดีสำหรับการฝึกฝนทักษะการใช้นิ้วเล่นในระดับสูง

แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะเล่นเพลงที่เข้าใจยากแบบนั้นให้เจ้าหญิงน้อยฟัง ในเมื่อตอนนี้เขานึกถึงบทเพลงหนึ่งที่คิดว่าทุกคนในที่นี้จะต้องชอบอย่างแน่นอน

“วันนี้พี่จะเล่นเพลง Canon in Dของโยฮันน์ พาเคลเบลให้ฟังเป็นไง?”

“หา?”

กลอเรียเผลออุทานเสียงแปลก ๆ เธอจึงรีบตะครุบปากตัวเองด้วยความตกใจ

“เพลงอะไรนะคะ? หนูไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

ดีแลนพอเห็นปฏิกิริยาของเด็กหญิงก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะอธิบายเมื่อเห็นสายตาคาดโทษของภรรยาที่จ้องเขม็งมา “ขอโทษทีนะ เมื่อก่อนฉันก็ทำหน้าแบบเจ้าหนูนี่พอดีเลย”

“มันเป็นเพลงที่ถูกแต่งจากนักดนตรีในอดีตน่ะ”

กาเบรียลพยายามอธิบาย

“แล้วพี่รู้ได้ยังไงคะ”

“ไม่บอกหรอกนะ”

เพราะถึงบอกไปคนที่นี่ก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก จะให้บอกว่าเขาตายแล้วทะลุมิติมาร่างนี้เนี่ยนะ ให้บอกว่าเป็นความลับยังจะดีเสียกว่า

“บู๊! พี่ชายเป็นแบบนี้อีกแล้ว!”

เด็กหญิงย่นจมูกอย่างไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เซ้าซี้ต่อ

กาเบรียลยิ้มกับการกระทำที่น่ารักของน้องสาว นี่ถือว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขารักและเอ็นดูน้องสาวคนนี้ยิ่งกว่าใคร เพราะเธอทั้งฉลาดและวางตัวเป็น กลอเรียเป็นเด็กที่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเด็กทั่วไป เพราะเธอช่างสังเกตและไวต่ออารมณ์ของคนรอบตัว อีกทั้งยังมีการวางตัวที่ดีเสมอ และน้อยครั้งมาก ๆ ที่เธอจะทำให้เขาหงุดหงิดไม่พอใจ เรียกได้ว่าเป็นเด็กน้อยที่ฉลาดที่สุดในชีวิตเท่าที่เขาเคยเจอมา

“มาตรงนี้สิ เดี๋ยวพี่จะอธิบายให้ฟัง”

เมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าบูดบึ้งเขาก็รีบกวักมือเรียกเธอให้เดินตามมา และพาร่างเล็ก ๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแกรนด์เปียโนที่ดูใหญ่โตมากเมื่อมองในมุมของเด็ก

“ว้าววว มันสวยมากเลย…”

และดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะทำให้กลอเรียตื่นเต้นจนลืมอารมณ์ขุ่นมัวไปเสียหมด

“นี่คือเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ‘แกรนด์ เปียโน’”

กาเบรียลอธิบายเครื่องดนตรีคร่าว ๆ

“เป็นเครื่องดนตรีที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหลายพันปีก่อน และในสมัยก่อนมันก็ได้รับความนิยมมาก เพราะเสียงของมันไพเราะมาก…”

หลังจากพูดถึงตรงนี้ กาเบรียลก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่วางไว้สำหรับเล่นดนตรีแล้วเปิดฝาครอบเปียโนขึ้นมา

“ข้างในสวยจังเลย…เราต้องกดมันเหรอคะ”

กลอเรียมองลิ่มคีย์บอร์ดด้วยความชื่นชม ใบหน้าของเด็กหญิงตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเขาในตอนนั้นที่ยังเป็นเด็กและเห็นเปียโนครั้งแรก มันคือหน้าของคนที่กำลังตกหลุมรักสิ่งที่เห็นตรงหน้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“ถูกต้องครับ”

ไม่ว่าเปล่า กาเบรียลก็พรมนิ้วลงไปอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นเสียงนุ่มนวลก็ดังก้องกังวานออกมา เด็กชายเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ เพื่อให้เสียงตัวโน้ตดังไล่เรียงสอดประสานกลายเป็นท่วงทำนองเล็ก ๆ และรวมกันกลายเป็นท่วงทำนองที่น่ารักสดใสจนเด็กหญิงตัวน้อยแย้มยิ้มด้วยความเบิกบานใจ เธอค่อย ๆ หลับตาและปล่อยอารมณ์ไปตามบทเพลง

เสียงบรรเลงยังคงดำเนินต่อไปสักพัก และในทันทีที่ตัวโน้ตสุดท้ายจบลง ความเงียบก็กลับมาปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง

“เพลงนี้มัน…”

ดีแลนพึมพำเมื่อเขาได้ยินเพลงที่รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา

“คุณฟีดันโกเคยได้ยินเพลงนี้เหรอครับ”

เมื่อเห็นปฏิกิริยานั้นกาเบรียลก็รีบถามทันที เพราะเขาจำได้ว่านี่คือครั้งแรกที่เขาเล่นเพลงนี้ออกมา

“เคยฟังครั้งหนึ่งตอนไปที่ซาจิทาเรียส แต่มันติดหูจนลืมไม่ลงเลย”

“ว่าแต่มันคือเพลงอะไรกันคะ”

คาร์ล่าถามด้วยความสงสัยเช่นกัน ถึงแม้เธอจะไม่เคยเดินทางไปที่ซาจิทาเรียสพร้อมกับสามี แต่ก็อดสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้

“มันคือเพลง Ode to joy ของเบโธเฟนครับ แต่ว่าผมเล่นแค่ช่วงที่ใช้โน้ตง่าย ๆ ให้กลอเรียฟังเฉย ๆ”

“โน้ตง่าย ๆ เหรอคะ”

กลอเรียเมื่อได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจทันที

“ใช่แล้ว เราลองมานั่งตรงนี้สิ”

ไม่ว่าเปล่า กาเบรียลยังเขยิบไปด้านข้างและตบที่นั่งตรงเก้าอี้เป็นสัญญาณให้ร่างเล็กของกลอเรียขึ้นมานั่งด้วยกัน

เมื่อเด็กหญิงขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มอธิบายอีกครั้ง

“เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงละเอียดมาก คนเลยนิยมเล่นมันมากที่สุด กลอเรียดูนะ คีย์บอร์ดแต่ละอันก็ให้เสียงไม่เหมือนกัน”

ระหว่างอธิบาย เด็กชายก็ไล่เสียงเปียโนแต่ละปุ่มให้น้องสาวฟัง

“เสียงไม่เหมือนกันจริง ๆ ด้วย…”

เด็กหญิงพึมพำ

“แล้วเพลงที่พี่เพิ่งเล่นไปจะกดโน้ตแบบนี้…”

หลังจากนั้นกาเบรียลก็เริ่มพรมนิ้วเป็นทำนองที่ทุกคนคุ้นเคยอีกครั้ง

Ode to joy เป็นหนึ่งในเพลงที่นักเปียโนมือใหม่ทุกคนต้องเคยเล่น และคนส่วนใหญ่ในอดีตล้วนคุ้นเคยกับมันอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นจังหวะที่สนุกสนานและเล่นได้ง่าย และที่สำคัญเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่มีอิทธิพลอย่างมากในอดีต ไม่คิดว่าแม้กาลเวลาจะผ่านไปนับพันปี เพลงนี้ก็ยังมีคนพูดถึงและจดจำเสมอ

“…”

โน้ตที่พี่ชายหมายถึงคงเป็นเสียงที่บรรเลงสูงต่ำไม่เท่ากันสินะ กลอเรียแม้ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องดนตรี แต่เธอก็สามารถเดาได้ว่าสิ่งที่พี่ชายพูดคืออะไร เสียงสูงต่ำพวกนี้ถ้าเรียบเรียงดี ๆ ก็สามารถกลายเป็นเพลงที่ไพเราะได้ แล้วคีย์บอร์ดแต่ละปุ่มก็จะมีเสียงเป็นของตัวเอง ปุ่มทางซ้ายนี้จะมีเสียงต่ำมาก ปุ่มถัดไปด้านขวานี้จะมีเสียงสูงกว่าเล็กน้อย และขวามือสุดก็น่าจะเป็นเสียงที่สูงมาก

แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจที่สุดก็คือแป้นเหยียบที่อยู่ด้านล่างมากกว่า ทำไมบางครั้งพี่ชายก็เหยียบ บางครั้งก็ไม่เหยียบ แล้วส่วนใหญ่ก็มักจะเหยียบทางขวาเป็นส่วนใหญ่ มันหมายความว่ายังไงกันนะ กลอเรียตัวน้อยสงสัยเหลือเกิน แต่เพราะตอนนี้พี่ชายกำลังจมอยู่ภวังค์ของเสียงเพลง เธอจึงไม่กล้าจะรบกวน

“ลองเล่นดูไหม”

ทันทีที่เล่นจบ เด็กชายก็หันไปถามน้องสาว

“…?”

กลอเรียหันไปมองพี่ชายด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ เธอเพิ่งฟังพี่ชายเล่นแค่ครั้งสองครั้งอีกฝ่ายก็ให้เธอเล่นแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่คือวิธีการสอนแบบไหนกันล่ะเนี่ย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...