ระบบอัพเกรดนิกายขั้นเทพ
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับพลังในเรื่อง
แดนมนุษย์
หลอมกาย ขั้น 1-9
หลอมปราณขั้น 1-9
กำเนิดแก่นแท้ขั้น 1-9
เหยียบนภาขั้น 1-9
มรสุมขั้น 1-9
นิพพานขั้น 1-9
หยั่งสวรรค์ขั้น 1-9
กึ่งเทพขั้น 1-9
หลอมเทพขั้น 1-9
ราชันขั้น1-9
มหาราชันขั้น 1-9
จักรพรรดิขั้น 1-9
มหาจักรพรรดิขั้น ต่ำ กลาง สูง สูงสุด สมบูรณ์
เตรียมเซียน
.
.
.
แดนเซียน
เซียนแท้จริง
เซียนปฐพี
เซียนสวรรค์
เซียนแก่นทองคำ
เซียนนพนภา
เซียนมหาโลกา
ราชาเซียน
มหาราชาเซียน
จักรพรรดิเซียน
( ต่ำ กลาง สูง สูงสุด สมบูรณ์ )
.
บรรพชนเซียน
บรรพกาล
.
.????
เพจ
https://www.facebook.com/profile.php?id=100070849541989&mibextid=JRoKGi
ตอนฟรีงดทุกวันพฤ.เหมือนเดิมคับผม แต่หากยังมิจุใจสามารถใช้เหรียญปลดตอนอ่านได้กดเลยคับ
บทที่ 1 ระบบจอมหลอกลวง
บทที่ 1 ระบบจอมหลอกลวง
' ติ้ง! ยินดีด้วยที่โฮสน์สามารถสำเร็จหลักสูตรกระบี่ขั้นเทพได้สำเร็จ '
' ทักษะกระบี่ยกระดับเป็นทักษะกระบี่ขั้นเทพ '
' ติ้ง! กระบี่เทพไร้เทียมทาม(รางวัลจบหลักสูตรทักษะกระบี่ ) ได้ถูกส่งไปยังมิติเก็บของเป็นที่เรียบร้อย โฮสต์โปรดตรวจสอบ '
" เห้อ! ในที่สุดหลักสูตรบ้าบอนี่มันก็จบได้เสียที "
" เอาล่ะ! ระบบตามข้อตกลงรีบๆทำให้ข้ากลายเป็นผู้บ่มเพาะและพาข้าออกไปจากมิติน่าเบื่อนี้ได้แล้วได้แล้ว "
น้ำเสียงท่วงนองอันแสนไพเราะถูกเปร่งออกมาจากสตรีชุดขาวที่ดูสะอาดเรียบร้อยผู้หนึ่ง เสื้อผ้าสีขาวที่สตรีผู้นี้กำลังสวมใส่มันช่างสอดคล้องกับสิ่งรอบๆข้างของเธอที่เป็นขาวโพลนที่ดูไร้ชีวิตชีวา
สตรีผู้นี้นั้นมีใบหน้าและรูปร่างที่เรียกได้ว่างดงามล่มเมืองมากผู้หนึ่ง นัยตาสีอเมทิสส่องประกายเจิดจ้าดั่งแสงของดวงตะวันที่ส่องประกายในยามรุ่งสาง
โดยเฉพาะตอนนี้ที่ใบหน้าของเธอกำลังยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีก็ยิ่งยกระดับทำให้ความงดงามยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
หลังจากที่เธอกล่าวออกมาในเมื่อครู่นั้น มือของเธอก็กำกระบี่สีนิลที่อยู่ภายในมือเอาไว้แน่น โสตประสาททั้งหมดของเธอถูกใช้ไปกับการเฝ้ารอคำตอบของเจ้าสิ่งที่เรียกว่าระบบอย่างเงียบงัน ไม่นานเกินรอก็ได้มีเสียงตอบรับของระบบกลับมา
' ติ้ง! ระบบได้ทำการตรวจสอบเสร็จสิ้น! '
' ยินดีด้วยที่โฮสต์สามารถจบหลักสูตรขั้นเทพได้ทั้งหมด '
' ติ้ง! ยินดีด้วยโฮสต์ได้รับทักษะล่องนภา(บิน) '
' ติ้ง! ระบบขั้นเทพกำลังทำการอัพเกรดตัวเอง ได้โปรดรอสักครู่ '
1% 4% 9% … 70% 100%
' ติ้ง! ระบบทำการอัพเกรดเสร็จสิ้น โฮสต์ได้โปรดตรวจสอบที่หน้าต่างของระบบ '
สตรีชุดขาวมิได้รอช้าแต่อย่างใดเธอรีบเร่งเปิดหน้าของระบบออกมาตรวจสอบในทันที ไม่นานจอสีฟ้าครามที่ดูสดใสก็ได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเธอ
สายตาทั้งสองข้างรีบกวาดผ่านไปทั่วหน้าต่างของระบบอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น แต่ทว่าในเวลาต่อมาหลังจากสายตาของเธอได้กวาดผ่านได้จนทั่วแล้วนั้น ใบหน้าที่เคยสดใสก็มืดคลื้มในทันที
ระบบอัพเกรดนิกายขั้นเทพ
*โฮสต์ : ไป่เหม่ย *
อายุ : 17
*ทักษะ : ทักษะมิติและอวกาศ(มิติเก็บของ) ,ทักษะวาดภาพขั้นเทพ , ทักษะกสิกรรมขั้นเทพ , ทักษะหมากล้อมขั้นเทพ ,ทักษะ…, ทักษะกระบี่ขั้นเทพ , ทักษะล่องนภา *
-------
นิกาย : -
ศิษย์สาวก : 0/10
ผู้อาวุโส : -
เลเวลนิกาย : 0 (แต้มนิกาย : - )
ภารกิจ : -
( หมายเหตุ :ได้โปรดรับศิษย์สาวกอย่างเร่งด่วน )
" เฮ้ย! ระบบนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ไหนตอนนั้นเจ้าสัญญากับข้าแล้วมิใช่งั้นหรอว่าหากจบหลักสูตรเหล่านั้นเจ้าจะทำให้ข้ากลายเป็นผู้บ่มเพาะ แล้วนี่มันอะไรกัน "
" ระบบไหนเจ้ารีบๆอะไรอธิบายมา "
' ติ้ง! ระบบกำลังทำการสุ่มโลก …ยินดีด้วยโฮสต์สุ่มได้โลกเบิกอรุณ (โลกระระดับต่ำ )'
' ติ้ง! ระบบกำลังเคลื่อนย้ายโฮสต์ไปยังโลกเบิกอรุณ 9..8..1 '
" เฮ้ย! …เดียวก่อนสิระบบ อย่าพึ่ง!!.. " ไม่ทันที่สตรีชุดขาวหรือไป่เหม่ยกล่าวจบเธอก็ถูกเคลื่อนย้ายหายไปจากมิติลับ
พรึบ!!
' ติ้ง! ทำการเคลื่อนย้ายสำเร็จ!! '
.
.
.
[โลกเบิกอรุณ]
เวลาล่วงเลยผ่านไปนานถึง 5 ปีเต็มนับตั้งแต่ไป่เหม่ยถูกระบบจอมหลอกลวงจนส่งมาที่โลกเบิกอรุณแห่งนี้
ในวินาทีแรกที่เธอถูกส่งมาที่โลกเบิกอรุณแห่งนี้เธอก็รับรู้ได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้วเธอนั้นถูกระบบหลอกเข้าอย่างจัง เธอมิได้กลายเป็นผู้บ่มเพาะแต่อย่างใด แน่นอนเธอว่าเธอรู้สึกเศร้า โกรธ เสียใจ อารมณ์ด้านลบมากมายปะทุขึ้นมาในร่างกายของเธอแต่เธอก็รีบจัดการข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเหล่านั้นไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะหันมาสำรวจสภาพแวดล้อมๆรอบข้างตัวของเธอก่อนจะพบว่ามันเป็นป่าที่แสนรกทึบ ต้นไม้ใบหญ้าหลากสายพันธ์ต่างแข่งขันแย่งกันขึ้นไปทั่วบริเวณในตอนนี้เธอบังเกิดอารมณ์ที่หวาดกลัวขึ้นมาเสียมิได้กับสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในตอนนั้น
เธอในตอนนั้นรีบนำคันธนูเทพไร้เทียมทานที่เป็นของรางวัลจากการที่เธอสามารถจบหลักสูตรยิงธนูขั้นเทพได้สำเร็จออกมาจากมิติเก็บของ ออกมากระชับไว้ที่มืออย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันตัวจากภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวของเธอ
ถึงแม้ว่ามันจะมีนามว่าไร้เทียมทานแต่มันกลับมิได้แข็งแกร่งไร้เทียมทานตามนามของมันแต่อย่างใด เพราะหลังจากนั้นอีกประมาณ 6 เดือนเธอก็คิดว่าบางทีของพวกนี้มันอาจจะไร้เทียมทานตามนามของมัน
เธอจึงทดสอบพวกมันดูโดยที่นำพวกมัน 2 ชิ้นไปทดสอบซึ่งก็คือขวานฟ้าไร้เทียมทานกับค้อนศึกไร้เทียมทานไปทดสอบ อย่างแรกก็ขวานฟ้าไร้เทียมทานทดสอบกับต้นไม้ใหญ่ประมาณ 5 คนโอบเธอใช้เวลาประมาณ 10 นาทีถึงจะโค่นมันลงได้ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นมาจากทักษะตัดไม้ขั้นเทพเป็นซะส่วนใหญ่
ในตอนแรกเธอคิดว่าจะตัดต้นไม้ต้นนั้นประหนึ่งตัดเต้าหู้แต่มันมันมิใช่เลยเพียงแค่มันแหลมคมกว่าขวานปกติธรรมดาก็เพียงเท่านั้น ส่วนค้อนศึกไร้เทียมทานเองก็เช่นกันเธอทดสอบกับภูเขาที่อยู่ไปมิไกลจากบ้านของเธอ
เธอหวังว่ามันจะสามารถบดขยี้ภูเขาลูกนั้นให้กลายเป็นเศษฝุ่นได้อย่างง่ายดาย หรืออย่างน้อยมันคงมันให้พื้นพสุธาแยกออกจากกันได้ แต่ทว่าผลการทดสอบของค้อนศึกไร้เทียมทานกลับมิได้เป็นอย่างที่เธอจินตนาการเอาไว้แต่อย่างใด
ยามที่ค้อนศึกไร้เทียมทานกระทบกับพื้นพสุธานั้น พสุธาก็มิได้แยกตัวกันแต่อย่างใด กลับกันมีแต่เศษฝุ่นกองเล็กๆลอยคละคลุ้งเพียงเท่านั้นเอง ทำให้ตั้งแต่นั้นมาเธอก็คิดว่านามพวกนี้เป็นสิ่งที่ระบบตั้งขึ้นให้ดูเท่เฉยๆ
หลังจากที่เธอยกคันธนูเทพไร้เทียมทามขึ้นมากระชับไว้ที่มือแล้ว ก็เริ่มเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอยู่นานจนดวงตะวันเกือบที่จะลับฟ้า แต่ก็ยังมิได้พบร่องรอยผู้คนเลยแม้แต่นิดเดียว ใจหนึ่งเธออยากลองใช้ทักษะล่องนภาที่พึ่งได้มาบินออกสำรวจอยู่หรอกแต่ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นานได้มีปักษายักษ์ 3 เศียรที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 500 เมตรบินอยู่ไม่ไกลจากตัวของเธอ นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมิกล้าบินเหนือยอดไม้
หลังจากผ่านไปหลายวันเธอก็เริ่มท้อใจแล้วว่าในละแวกนี้คงมิมีหมู่บ้านหรือเมืองอยู่เป็นแน่ เธอจึงตัดสินใจที่สร้างบ้านอาศัยอยู่ในภูเขาลูกนี้แทน
" เห้อ! นี่มันก็ผ่านมาได้ 5 ปีแล้วที่เรามายังโลกใบนี้หากนับรวมกับเวลาที่อยู่ในมิตินั้นก็เท่ากับเราจากโลกมาแล้ว 8 ปีสินะ "
" ระบบหากเจ้ามิยอมให้กลายเป็นเซียนใยเจ้ามิส่งข้ากลับไปที่โลกเล่า "
ใช่แล้ว! แท้จริงไป่เหม่ยเป็นคนของดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีนามว่าโลกนั้นเอง
เดิมทีไป่เหม่ยเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปกติธรรมดาที่กำลังใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างสนุกสนานอยู่ แต่อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่ไป่เหม่ยกำลังกลับจากโรงเรียนจู่ๆท้องฟ้าไร้ซึ่งเมฆฝนก็ได้บังเกิดสายฟ้าสีเหลืองนวลเส้นหนึ่ง ก่อนที่ไม่นานสายฟ้าเส้นนั้นจะฟาดฝ่าเข้าใส่ร่างเธอเข้าอย่างจังจนเธอได้หมดสติลงไป
ก่อนที่เธอจะหมดสติลงไปนั้นเธอก็ได้ยินเสียงอันซึ่งไร้ความรู้สึกดังอยู่ภายในศีรษะของเธอ
' ติ้ง! เปิดระบบขั้นเทพได้สำเร็จ…ยืนยันโฮสต์ : ไป่เหม่ยสำเร็จ '
หลังจากนั้นสติของไป่เหม่ยก็ดับวูบลงไป แต่พอสติของไป่เหม่ยได้กลับคืนมาแล้วเธอก็พบว่าในตอนนี้เธออยู่ในที่แปลกๆที่มีแต่สีขาวโพลนไปทั่วบริเวณ
หลังจากนั้นภายในหัวของเธอก็ได้มีเสียงของเจ้าสิ่งที่เรียกว่าระบบกล่าวแนะนำกับเธอ โดยมันสัญญาว่ามันจะทำให้เธอกลายเป็นผู้ฝึกตนไร้ซึ่งอายุขัย ถ้าหากไป่เหม่ยสามารถจบหลักสูตรขั้นเทพทั้งหมดได้
อีกทั้งมันยังได้กล่าวเกี่ยวกับเธอที่โลกว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว เธอใช้เวลาค่อนข้างนานในการประมวลผลต่างๆที่เกิดก่อนจะยอมรับข้อเสนอของระบบและแล้วนรกบนดินก็ได้เริ่มขึ้น
ไป่เหม่ยใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการจบหลักสูตรขั้นเทพของระบบลงได้สำเร็จ หลังจากที่นั้น 3 ปีเธอก็สามารถจบหลักสูตรของระบบได้ทั้งหมดแต่ระบบก็ไม่ทำตามสัญญา มันมิได้ทำให้เธอกลายเป็นผู้ฝึกฝนเท่านั้นยังมิพอมันยังส่งเธอมายังโลกเทพเซียนแห่งนี้ อีกทั้งยังเพิ่มระบบนิกายขึ้นมาอีกด้วย
" เปิดนิกาย? รับศิษย์? เหอะ! "
" ข้าอยู่ที่นี่มา 5 ปีแล้วยังมิได้พบเจอมนุษย์เลยสักคนเดียว แล้วเช่นนี้จะให้ข้ารับศิษย์ได้เช่นไร "
" แต่ถึงกระนั้นข้าก็ดันสร้างนิกายและที่พักของศิษย์สาวกเสร็จแล้วซะได้ แต่ก็นะมันว่างเกินไปนี่หน่าจะให้ทำอย่างไรได้ละ "
ด้วยทักษะสถาปัตยกรรมขั้นเทพและก่อสร้างขั้นเทพ ทำให้ไป่เหม่ยสร้างที่พักของตนและหอพักของศิษย์สาวกได้อย่างง่ายได้ ซึ่งที่พักของเหล่าศิษย์นั้นอยู่ในอาณาเขตของนิกายซึ่งแยกจากอาณาเขตจากบ้านพักของเธออย่างชัดเจน
เนื่องจากว่าอาณาเขตนิกายนิกายที่ว่านี้เธอสร้างเมื่อไม่นานมานี้เนื่องจากความเบื่อหน่ายสุดแสนจะทนของเธอนั้นเอง
" เอาล่ะวันนี้ไปตกปลามาทำอาหารเย็นดีกว่า เสี่ยวเฮย(ดำเล็ก) ต้าเฮย(ดำใหญ่ )มาเร็ว เย็นวันนี้พวกเราจะทานปลากัน "
ไป่เหม่ยกล่าวจบเธอก็ลุกออกจากเก้าอี้พร้อมๆกันนั้นก็ได้มีเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตจำนวน 2 ตัววิ่งพุ่งมาหาเธออย่างรวดเร็ว
อะวู่ว! อะวู่ว!
ใช่แล้วพวกสิ่งมีชีวิตทั้งสองตัวนี้ก็คือหมาป่าสีดำทมิฬที่มีรูปร่างน่าดุดันน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายของพวกมันทั้งสองมีขนาดพอๆกับวัวตัวเต็มวัยบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเลยทีเดียว นอกจากรูปร่างที่ใหญ่โตจนแปลกประหลาดนี่แล้วนั้นมันก็ไม่ต่างหมาป่าปกติเลยแม้แต่
แน่นอนว่าหมาป่าทั้งสองนี่เป็นสัตว์อสูรขนานแท้แน่นอน ถึงแม้พวกมันจะมีขนาดที่ใหญ่โตเช่นนี้แล้วแต่ความเร็วของพวกมันกลับมิได้ช้าแต่อย่างใดพวกมันทั้งสองล้วนแต่มีความเร็วดุจสายลม
อีกทั้งพวกมันยังฉลาดเป็นอย่างมากพวกมันทั้งคู่สามารถล่าสัตว์อสูรตัวอื่นมาให้ไป่เหม่ยได้อีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยไป่เหม่ยไปได้เยอะพอสมควร
พวกมันทั้งสองนับว่าเป็นสนิทสนมกับไป่เหม่ยเป็นอย่างมากเนื่องจากพวกมันอยู่อาศัยกับไป่เหม่ยมาเกือบ 5 ปีแล้ว หลังจากที่เธอสร้างบ้านเสร็จสิ้นไปได้ไม่กี่อาทิตย์ในตอนนี้ที่ออกไปล่าสัตว์เธอก็พบรังของแม่พวกมันที่พึ่งตายไปได้มินานนักจากการคลอดพวกมันทั้งสอง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็ทำการเลี้ยงดูพวกมันทั้งสองแทนแม่ของพวกมัน โดยตั้งชื่อเจ้าตัวใหญ่ว่าต้าเฮยส่วนเจ้าตัวเล็กเรียกว่าเสี่ยวเฮย
" เอาล่ะ! พวกเราไปกันเถอะ"
ในระหว่างที่ไป่เหม่ยและพวกต้าเฮยกำลังออกไปตกปลา ห่างจากพวกไป่เหม่ยไปไกลเกือบ 300 กิโลเมตรได้ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มวัยประมาณสิบขวบ ทั่วทั้งร่างของเขาได้ปรากฏบาดแผลจำนวนมากอยู่
แฮ่กๆ
เสียงเหนื่อยหอบถูกเปร่งออกมาจากลำคอของเด็กหนุ่ม สายตาของเขาเหลือบมองไปที่ด้านหลังของเป็นระยะๆเพื่อเสาะหาบางสิ่ง
โฮก!!! มอ!!!
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นมาพร้อมๆกับหมู่แมกไม้ที่หักโครมเสียงดังตึงตัง ก่อนที่ในมิช้าก็ได้ปรากฏร่างของวัวสีแดงชาดขนาดใหญ่กว่า 10 เมตรออกมา โดยที่วัวสีแดงชาดตัวนี้มีเพลิงสีเขียวลุกโชนอยู่ที่เท้าทั้ง 4 ข้างของมัน
เขายักษ์สีเลือดเกือบ 3 เมตรที่ประดับอยู่บนศีรษะของมันส่งผลทำให้มันดูน่าน่ากลัวยิ่งขึ้นไป นัยตาสีแดงกร่ำจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มด้วยแววตาที่อาฆาต
เสียงร้องคำรามของมันดังกึกก้องไปทั่วบริเวณส่งทำให้หมู่แมกไม้ที่อยู่โดยรอบถูกเพลิวลุกโหมกระหน่ำจนเหลือแต่ตอกระโก หมู่วิหคน้อยใหญ่บินแตกตื่นเสียยกใหญ่
มันไม่รอช้ารีบห้อตระบึ่งพุ่งมาที่เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ยามที่กีบเท้าของมันกระทบเข้ากับพื้นพสุธาก็ทำให้พสุธาสั่นสะเทือน
ความเร็วของมันนับว่ารวดเร็วเหนือคนานับ เด็กหนุ่มที่รับรู้ว่าตนเองไร้หนทางแล้วเขาก็หลับตาลงยอมรับซะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน
ในจังหวะที่เด็กได้หลับตาลงนั้นจู่ๆ จี้หยกที่ห้อยอยู่ที่คอของเขาก็พลันทอประกายแสงสีแดงเลือดหมูออกมา พริบตานั้นร่างของเด็กหนุ่มก็ได้หายวับไปอย่างไร้ร่องลอยใดๆ
ตูม!!!!
เสียงของวัวสีแดงชาดพุ่งชนเข้ากับภูเขาลูกเล็กๆจนเกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
โฮก!!! มอ!!
วัวสีแดงชาดร้องคำรามออกมาอย่างโกรธกริ้วที่จู่ๆเหยื่อของมันก็ได้หายวับไปต่อหน้ามัน มันรีบเพ่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์จับสัมผัสไม่นานมันก็หาเป้าหมายของมันเจอ ตัวของมันไม่รอช้ารีบสิ่งห้อตระบึ่งไปอย่างรวดเร็วเพราะมันกลัวจะมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก
บทที่ 2 ช่วยเหลือ
บทที่ 2 ช่วยเหลือ
" ต้าเฮย เสี่ยวเฮย เมื่อครู่นี้พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรไหม "
อะวู่ว! อะวู่ว!!
" งั้นเองหรอ ไม่มีมีอะไรสินะงั้นก็ช่างมันเถอะ "
ไป่เหม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเนื่องจากเธอสังเกตเห็นว่าพวกมันทั้งคู่มิได้แสดงอาการที่ตื่นตระหนกออกมาให้เห็น ถึงแม้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆแต่เธอก็ยังมีพวกมันทั้งคู่อยู่นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มิได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเสียงระเบิดที่ดังเมื่อสักครู่มากนัก
ไป่เหม่ยค่อยๆเดินตามพวกต้าเฮยไปอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมทั้งชมวิวตามทางไปเรื่อยๆริมฝีปากของเธอก็ฮัมเพลงเบาๆไปด้วย ในขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังไขว้กันที่ด้านหลังของเธอ
ส่วนอุปกรณ์ตกปลาๆไม่ว่าจะเป็นเบ็ดตกปลา ถังน้ำและอื่นๆเธอก็เก็บเอาไว้ที่มิติเก็บของเนื่องจากเธอขี้เกียจถือของที่หนักพวกนั้นเดินไปเดินมา
ไม่นานนักทั้งสามก็สามารถเดินมาถึงที่แม่น้ำสายหนึ่งได้ในที่สุด ไป่เหม่ยค่อยทำการกวาดสายตามองหาทำเลดีๆเพื่อที่จะตกปลาได้อย่างสบายแต่ในจังหวะนั้นสายตาของเธอก็ดันไปเหลือบเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่ดูแล้วคงจะประมาณ 10-12 ปีเห็นจะได้อยู่ไปมิไกลจากเธอมากนัก
ร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังลอยคออยู่กลางแม่น้ำเบื้องหน้าตน ด้วยที่มือข้างหนึ่งของเขาทำการเกาะท้อนไม้เอาไว้แน่นมิหนำซ้ำดูเหมือนว่าเขาจะหมดสติไปแล้วอีกด้วย
" แย่แล้ว!! ร่างของเขากำลังจะจมแล้ว "
เธอมิรอช้ารีบบอกให้เสี่ยวเฮยรีบไปช่วยเด็กหนุ่มเบื้องหน้าตนในทันที
" เสี่ยวเฮย! รีบช่วยเด็กคนนั้นเร็วก่อนที่เขาจะจมน้ำเร็ว "
อะวู่ว!
เสี่ยวเฮยไปรอช้ารีบกระโดดลงไปในน้ำทันทีที่สิ้นเสียงของไป่เหม่ย ไม่นานมันก็สามารถช่วยเด็กหนุ่มขึ้นมาอย่างท่วงที
หลังจากที่เด็กหนุ่มขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วนั้น ไป่เหม่ยก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี
*ติ้ง! ยินดีด้วยที่โฮสต์ทำภารกิจฉุกเฉิน(1)ได้สำเร็จ *
ติ้ง! ยินดีด้วยโฮสต์ได้รับเนตรไร้ลักษณ์ (สามารถดูข้อมูลต่างๆของบุคคลอื่นนอกเหนือจากโฮสต์ได้ )+5 แต้มนิกาย
*ติ้ง! เปิดภารกิจฉุกเฉิน(2) : รับศิษย์สาวก 1 คนภายใน 12 ชั่วโมง *
รางวัลภารกิจ : ???
สิ้นเสียงกล่าวไป่เหม่ยก็รู้สึกเจ็บแปลบๆที่ดวงตาทั้งทั้งสองข้างจนเธออดที่จะหลับตาลงอย่างช่วยมิได้
มินานนักความรู้สึกเจ็บที่ดวงตาทั้งสองข้างก็ได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว ไป่เหม่ยค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะมองออกไปรอบๆเพื่อทดสอบว่ามีสิ่งผิดปกติกับดวงตาของตนหรือไม่ แต่ก็ไม่พบกับความผิดปกติอะไรไปจากปกติเธอจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
' มิคาดคิดเลยข้าจักได้ภารกิจแรกตอนเห็นร่างของเด็กน้อยผู้นี้ '
ใช่แล้วยามที่ไป่เหม่ยสังเกตุเห็นถึงร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้เธอก็ได้ยินเสียงของระบบที่มิได้ยินมานานหลายปี ซึ่งระบบได้เอ่ยกล่าวออกมาก็เนื่องมันได้มอบหมายภารกิจแรกมาให้เธอนั่นเอง
ติ้ง! เปิดภารกิจฉุกเฉิน(1) : ช่วยเหลือผู้คนที่ประสบภัย (0/1)
รางวัลภารกิจ : ???
' ถึงเจ้าระบบไม่ออกภารกิจฉุกเฉินมาข้าก็คิดที่จะช่วยเขาอยู่แล้ว '
อะวู่ว!
" ข้ามิได้เป็นอะไรหรอกต้าเฮย มิต้องห่วงข้าหรอกเพียงแค่ฝุ่นมันปลิวเข้าตาข้าเฉยๆ "
" แต่ว่านะเด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง ขอให้ข้าดูหน่อย "
ไป่เหม่ยค่อยๆเดินไปหาร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังนอนมิได้สติข้างๆเสี่ยวเฮยที่เปียกปอนไปทั่วทั้งตัว
หลังจากที่เธอมองดูอย่างคร่าวๆแล้วก็พบว่าหนุ่มน้อยผู้นี้อ้วนท้วมสมบูรณ์ ทั่วร่างกายของเขามีบาดแผลเล็กๆไม่ลึกมากนักซึ่งเธอคาดว่าน่าเกิดจากกิ่งไม้และเศษหิน
ทันใดนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆขึ้นมาที่ใบหน้าของไป่เหม่ย
' จริงสิ! ลองมาทดสอบรางวัลที่พึ่งได้มาดีกว่าเผื่อจะอะไรเพิ่มเติมมากกว่าที่ตาเห็น '
' เนตรไร้ลักษณ์? แสดงว่าเกี่ยวกับดวงตาสินะ '
' คงแบบนี้ละมั้ง? '
ไป่เหม่ยลองเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาทั้งสองของเธอเพื่อเปิดใช้งานทักษะที่เธอพึ่งได้รับจากภารกิจฉุกเฉินเมื่อครู่นี้ พริบตาต่อมาก็ปรากฏหน้าต่างสีฟ้าครามที่คล้ายๆของระบบขึ้นมายังเบื้องหน้าของเธอ
[เชี่ยอวี่]
อายุ : 11 ปี
สายเลือด : เทาเทีย (0.000000001%)ยังไม่เปิดใช้งาน
รากวิญญาณระดับ : ต่ำ
ระดับบ่มเพาะ : หลอมกายขั้น 2
เคล็ดบ่มเพาะ : ลมปราณเมฆาแดงระดับต่ำ
ทักษะ : ทักษะซ่อนเงา , ทักษะฝ่ามือวานรศิลา ,ทักษะย่างเท้าลมกรด
( อาการบาดเจ็บภายในรุนแรงมาก โปรดรีบทำการรักษาโดยด่วน )
' นี่! ผู้บ่มเพาะอย่างงั้นรึอีกทั้งสายเลือดเทาเที่ย '
' สุดยอดเลยแหะ!! '
' แต่ว่ายังไม่เปิดใช้งานนี่มันหมายความเช่นไรกัน '
' แบบนี้ต่อให้มิมีภารกิจจากระบบข้าจะต้องรับเจ้าเด็กนี่เข้านิกายให้ได้ '
' ไม่รู้ว่ารับศิษย์คนแรกจะได้รางวัลหรือไม่ บ้างทีข้าอาจจะฝึกฝนได้เลยก็เป็นได้ '
' จริงสิไหนๆลองตรวจสอบต้าเฮยกับเสี่ยวเฮยดูหน่อยดีกว่า '
ไป่เหม่ยหันศีรษะไปหาทั้งสองตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานข้อมูลของทั้งสองตัวก็ปรากฏสู่สายตาของไป่เหม่ย
[ต้าเฮย]
อายุ : 4 ปี 11 เดือน
สายเลือด : หมาป่าทมิฬ ,เทพหมาป่ากลืนดารา(สายเลือดบริสุทธิ์)
รากวิญญาณ : เหนือกฏเกณฑ์
ระดับบ่มเพาะ : บรรพกาลขั้นสูงสุด
เคล็ดบ่มเพาะ : ตำนานหมาป่ากลืนดารา
ทักษะ : -
[เสี่ยวเฮย]
อายุ : 4 ปี 11 เดือน
สายเลือด : หมาป่าทมิฬ , เทพหมาป่ากลืนดารา(สายเลือดบริสุทธิ์)
รากวิญญาณ : เหนือกฏเกณฑ์
ระดับบ่มเพาะ : บรรพกาลระดับสูงสุด
เคล็ดบ่มเพาะ : ตำนานหมาป่ากลืนดารา
ทักษะ : -
' เทพหมาป่ากลืนดารา? ดูจากชื่อคงแข็งแกร่งมากเลยสินะ '
' แต่ว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่คาใจข้ามานานก็สลายหายไป '
ปัญหาที่ว่าก็คือทำไมมารดาของเจ้าสองตัวนี้ถึงได้ตายจากไปหลังจากที่คลอดพวกมัน ดูเหมือนว่ามารดาของพวกมันเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำที่อ่อนแอแต่บิดาของพวกมันคงเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมากเป็นแน่
ตอนคลอดพวกมันทั้งสองมารดาของพวกมันคงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในคลอดก่อนที่จะตายจากไปทั้งแบบนั้น ก็นะเรื่องแบบนี้มีอยู่ในนิยายบ่อยๆ
' แต่ว่าระดับบรรพกาลแข็งแกร่งมากไหมนะ ดูจากที่พวกมันบ่มเพาะได้มินานคงมิแข็งแกร่งมากนักหรอก '
' ไม่รู้ว่าถ้าเจ้าสองตัวนี้สู้กับผู้บ่มเพาะจะไหวไหมนะ '
ไป่เหม่ยพลางคิดคำนวนอยู่ภายในใจก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย พลางมามองร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังนอนอยู่เบื้องหน้าตน
" ข้าคงต้องรีบกลับไปที่บ้านก่อนแล้วมั้ง มิเช่นนั้นเจ้าหนุ่มนี่คงตายเป็นแน่ "
" เสี่ยวเฮย ฝากเจ้าแบกเจ้าหนุ่มนี่หน่อยนะ "
อะวู่ว!
" ต้าเฮย! ข้าคงต้องรบกวนเจ้าอีกเช่นเคย วานเจ้าช่วยล่าสัตว์มาอีกได้ไหม "
อะวู่ว!
" ถ้าเห็นท่ามิดีก็ให้รีบหนีละ "
ต้าเฮยพยักหน้ารับคำก่อนจะกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว ไป่เหม่ยเฝ้ามองจนต้าเฮยวิ่งลับสายตาไปแล้วเธอกับเสี่ยวเฮยก็ได้นำพาร่างที่หมดสติของเด็กหนุ่มกลับไปรักษาที่บ้าน
ทางด้านต้าเฮยหลังจากที่มันจากไป่เหม่ยมาแล้ว มันก็วิ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างหนึ่งรวดเร็ว เนื่องจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมันจับตำแหน่งของสัตว์อสูรตัวหนึ่งได้นานแล้ว แต่ว่ามันก็มิได้สนใจประกอบกับไม่มีคำสั่งของไป่เหม่ยมันจึงมิให้ความสนใจ
ต้าเฮยวิ่งอย่างรวดเร็วซึ่งความเร็วของมันรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากไป่เหม่ยได้เห็นภาพนี้แล้วละก็คงอ้าปากค้างเป็นแน่
ด้วยความเร็วของต้าเฮยทำให้เพียงแค่เสี้ยวลมหายใจร่างของมันก็ได้มาปรากฏยังเบื้องหน้าสัตว์อสูรตนนั้นแล้ว
โฮก!! มอ!!
เสียงร้องของสัตว์อสูรดังขึ้น ดวงตาสีแดงกร่ำของมันจับจ้องไปที่ต้าเฮยไปด้วยความประหลาดใจเนื่องจากในพริบตาจู่ๆร่างของต้าเฮยก็ปรากฏเบื้องหน้าของมัน มันจึงทำให้สัตว์อสูรตนนี้อดที่จะประหลาดใจมิได้
แต่ไม่นานมันความรู้สึกประหลาดใจเหล่านั้นก็ได้สลายหายไปจนหมดก่อนจะแทนที่ด้วยความโกรธกริ้วอย่างถึงที่สุด หลังจากที่มันได้ยินคำกล่าวของต้าเฮย
" ฮ่าๆ ดูท่าวันนี้นายท่านคงดีใจเป็นแน่ หลังจากที่ข้านำร่างไร้วิญญาณของเจ้าไปให้นายท่านของข้า "
เสียงดังกล่าวนี้ถูกเปร่งออกมาจากร่างของต้าเฮย ดวงตาทั้งสองข้างของมันจับจ้องไปที่ร่างของสัตว์อสูรเบื้องหน้าที่กำลังแสดงท่าทางกริ้วโกรธด้วยแววตาที่ตื่นเต้น
ต้าเฮยมิได้แสดงอาการหวาดกลัวเลยมิแต่ยามที่เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่มีร่างกายใหญ่โตกว่ามันหลายเท่า
" บังอาจ!!!!! "
สัตว์อสูรตนนี้คำรามออกมาอย่างโกรธกริ้ว มันได้ใช้เท้าทั้งสี่ที่มีเปลวเพลิงกำลังลุกโชนอยู่กระทืบลงกับพื้นอย่างแรงจนพื้นพสุธาหลายสิบเมตรเกิดแยกออกจากกัน บรรดาต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆข้างก็บังเกิดเปลวเพลิงลุกกระหนำอย่างฉับพลันจนมิเหลือแม้แต้เถ้าถ่านให้ดูต่างหน้า
ใช่แล้ว!! สัตว์อสูรที่ต้าเฮยกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลาเป็นตัวเดียวกับสัตว์อสูรวัวที่กำลังไล่ล่าเด็กหนุ่มที่ไป่เหม่ยกำลังช่วยเหลืออยู่นั้นเอง
" เจ้าเป็นแค่หมาป่าทมิฬชั้นต่ำกลับหาญกล้าพูดจาเช่นนี้กับข้าผู้นี้เชี่ยวรึ "
" เดียวข้าจะทำให้เจ้ารับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการพูดจาดูหมิ่นข้าเอง"
อสูรวัวไม่รอช้ามันเคลื่อนตัวด้วยความเร็วอันยิ่งยวล เสียงวีดร้องของอากาศดังตลบออกไปหลายร้อยเมตรเขาสีแดงเลือดที่อยู่เหนือศีรษะของมันเปร่งประกายสีแดงขาดอันน่าขนลุกออกมา
" หึ!!!"
ต้าเฮยจ้องมองเขาสีเลือดที่พุ่งเข้ามาที่ร่างของมันด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนที่มันจะอ้าปากห่าวออกมาอย่างช่วยมิได้
อสูรวัวที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของต้าเฮยก็บังดาลโทสะอย่างสุดขีด
' บัดซบ!!! เจ้าชั้นต่ำนี่มันดูถูกข้าอีกแล้ว '
' ข้าขอสาบานเลยว่า ข้าจะต้องทำให้เจ้าชั้นต่ำนี่ตายอย่างทรมารและเอน็จอนาจอย่างถึงที่สุด '
พริบตาที่มันกล่าวกับตนเองอยู่ภายในใจ เขาสีเลือดของมันก็ได้ปะทะเข้ากับร่างของต้าเฮยอย่างจัง
ตูม!!!!
เสียงระเบิดดังสะท้านไปทั่วจนทำให้แผ่นพสุธาถึงกับสั่นเสทือนหวั่นไหว เศษฝุ่นมากมายปลิ้วล่องอยู่ทั่วบริเวณเกือบ1000เมตรก่อนจะเริ่มแผ่ขยายไปปกคลุมพื้นที่รอบข้าง
อสูรวัวคลี่ยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม
" เหอะ!! สัตว์อสูรชั้นต่ำก็ยังคงเป็นสัตว์อสูรชั้นต่ำยังวันค่ำ คิดจะเทียบชั้นกับข้าอสูรวัวเพลิงผลาญผู้นี้ยังเร็วไป1000ปี "
แต่ทว่าในเวลาต่อมามันก็รับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้ ไม่นานมันก็รับรู้ถึงต้นเหตุของความผิดปกติในเวลานี้ได้
ดวงตาของมันเบิกโพลงออกมาด้วยความตกใจ หลังจากที่มันเห็นภาพเบื้องหน้าของมันในเวลานี้
" หึ!! มีน้ำยาแค่นี้เองงั้นหรอ น่าเบื่อชะมัด "
ต้าเฮยกล่าวออกมาด้วยความเบื่อหน่ายหลังจากโดนเขาของอสูรวัวแทงเข้าไปอย่างจัง และเมื่อสังเกตุดูให้ดีๆแล้วก็พบว่าร่างของต้าเฮยไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อยแม้กระทั้งรอยขีดข่วนก็ไม่ปรากฏให้เห็นออกมาเลยสักนิดเดียว หลังจากที่โดนเขาของอสูรวัวเข้าไปเต็ม
" บ้าน่า! เป็นไปมิได้ทำไม ทำไมกันเจ้าถึงมิเป็นอะไรเลย "
ต้าเฮยค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำพูดของอสูรวัว ก่อนที่มันจะค่อยๆก้าวเดินไปหาอสูรวัวอย่างช้าๆ
" หึๆ กะอีแค่เขาทื่อๆที่ไร้ซึ่งความแหลมคมของแมลงขอบเขตกำเนิดแก่นแท้หน่ะ มิมีทางที่จะสร้างบาดแผลให้ข้าได้อยู่แล้ว "
" บ้าน่า! หมาป่าทมิฬชั้นต่ำเช่นเจ้ามิมีทางที่จะแข็งแกร่งกว่าข้าได้หรอก "
" นั้นสินะ หากเจ้าเชื่อเช่นนั้นมันก็เรื่องของเจ้า แต่ข้ารู้อย่างหนึ่งว่าเนื้อของเจ้าคงอร่อยน่าดูที่เมื่อนำไปให้นายท่านทำอาหาร "
" บัดซบ! อย่ามา…"
ตูม!!!
ไม่ทันที่อสูรวัวจะทันได้กล่าวจนจบประโยค ร่างกายของต้าเฮยก็ได้หายวับไปจากวิสัยทัศน์ของมันอย่างรวดเร็ว เสี้ยวพริบตาร่างของต้าเฮยก็ได้ปรากฏเหนือศีรษะของมันก่อนจะใช้อุ้งเท้าๆเล็กเมื่อเทียบกับขนาดศีรษะของอสูรวัวที่ใหญ่โตแล้วก็มได้ไปจากเมล็ดข้าวเลยสักนิด อุ้งเท้าเล็กนั้นได้ทำการตบเข้าที่ศีรษะของอสูรอย่างรุนแรงจนอสูรวัวตกตายลงในทันที
" ได้เนื้อแล้วรีบๆกลับบ้านดีกว่า "
" ไม่รู้ว่าเย็นวันนี้นายท่านจะทำเมนูอะไรให้ทานนะ บาบีคิว เนื้อย่าง สตู อึก!!ข้าชักอดใจรอมิไหวแล้วรีบๆกลับไปดีกว่า "
หากผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้คงอ้าปากค้างกันเป็นแถบๆแน่ หลังจากที่เห็นอสูรวัวตนนี้ลงอย่างง่ายดายด้วยอุ้งเท้าของหมาป่าทมิฬที่มีสายเลือดของสัตว์อสูรระดับต่ำ
อสูรวัวตัวนี้มีนามว่า วัวเพลิงผลาญเป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่มีขอบเขตกำเนิดวิญญาณขั้นที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นตัวตนระดับสูง มิหนำซ้ำในอดีตมันยังเคยทำการสังหารผู้คนมากมายกระทั้งเจ้าสำนักของนิกายแห่งหนึ่งที่มีขอบเขตกำเนิดแก่นแท้ขั้น 4 เช่นเดียวกันก็ยังถูกมันสังหารมาแล้ว
นับว่าอสูรวัวตนนี้น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็ดันมาตกตายอย่างเอน็จอนาจด้วยอุ้งเท้าของต้าเฮยไปซะแล้ว
บทที่ 3 ฟื้นสติ
บทที่ 3 ฟื้นสติ
อึก!
" บัดซบ!! อ๊ากกกก ตระกูลหวาง,หวางหลงข้ามิมีทางอภัยให้เจ้าแน่ "
เสียงละเมอของเด็กหนุ่มดังขึ้นก่อนที่ไม่นานดวงตาที่เคยปิดสนิทก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว อันเป็นสัญญาณว่าตัวของเขาได้ฟื้นจากการหมดสติแล้ว
ไม่นานเปลือกตาของเขาก็ทำการเปิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรำพันกับตนเองภายในใจเบาๆ
' นี่ข้าตายไปเช่นนั้นแล้วหรอ งั้นก็แสดงว่าที่แห่งนี้คือโลกหลังความตายเช่นนั้นหรอ '
เขาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มทำการสำรวจร่างกายของตน โดยที่ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลปกคลุมไปเกือบทั่วทั้งร่าง
' ไม่สิ! ข้ายังมิได้ตาย '
ในระหว่างที่เขากำลังพูดกับตนเองภายในใจ ในตอนนั้นนั่นเองจมูกของเขาก็ได้กลิ่นที่หอมหวนเหลือคนานับของอาหารเลิศรสลอยเข้ามา มันหอมหวนยิ่งเสียกว่าอาหารใดๆที่เขาเคยได้กลิ่นมาตลอดทั้งชีวิต เขามั่นใจว่ามันจะต้องอร่อยมากเป็นแน่
โครก!!
เสียงร้องของท้องดังของออกมาจากร่างของเขา ยิ่งเวลาผ่านไปกลิ่นนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น จนเขาทนมิไหวจึงได้ลุกขึ้นเดินตามกลิ่นนั้นไปอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้เขาก็ได้ตกอยู่ในภวังค์ของกลิ่นหอมหวนนี้เป็นที่เรียบร้อย
เท้าทั้งสองข้างของเขารีบเดินมุ่งหน้าตามกลิ่นอันหอมหวนอย่างรวดเร็ว ในมินานนักเขาก็เริ่มเข้าใกล้ต้นตอของกลิ่นอันหอมหวนนี้
' สูด!! '
เขาสูดจมูกอย่างแรงจนทำให้เกิดเสียงดังขึ้น และในระหว่างที่เขากำลังสูดดมกลิ่นเหล่านี้อยู่ก็ได้บังเกิดเสียงร้องทักเขาขึ้นมา
.
" อะ! เจ้าหนูฟื้นสติแล้วหรอ สมแล้วละที่เป็นผู้ฝึกตนเพียงแค่เวลามิกี่ชั่วโมงก็กลับมาหายดีแล้ว "
" ข้าที่เป็นปถุชนเทียบมิติดจริงๆ "
เสียงของสตรีเพศดังขึ้นหลังจากที่เขาเดินตามกลิ่นอาหารนี่มาเรื่อยๆ ด้วยเสียงร้องทักของสตรีผู้นั้นมันทำให้สติที่ตกอยู่ในภวังค์ของความหอมหวนนี้ฟื้นกลับมาดั่งเช่นปกติ
พริบตาที่ตัวของเขาหลุดออกจากภวังค์ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงด้วยความตกใจหยาดน้ำเล็กๆเริ่มผุดขึ้นมาทั่วใบหน้าของเขา
' บ้าน่า! นี่ข้าตกอยู่ในภวังค์เพียงแค่สูดดมกลิ่นอาหารไปเนี่ยนะ '
' นี่มันเป็นไปได้อย่างงั้นหรอ ข้ามิเคยเห็นได้ยินมาก่อนเลย '
เขากล่าวขึ้นภายในใจของตน
' จริงสิ! เมื่อครู่นี้ก่อนที่ข้าจะหลุดออกจากภวังค์นั้น รู้สึกว่าจะมีเสียงร้องทักหนิ ' เขาค่อยๆหันศีรษะของเขาหันไปทางต้นเสียงเมื่อครู่นี้ ก่อนมันจะทำให้เขาเกือบที่จะหยุดหายใจไปเนื่องจากเขามิเคยคาดคิดเลยว่าในชีวิตนี้เขาจะได้พบกับเทพธิดาตัวเป็นๆมาก่อน
' บ้าน่า!!! น..นี่ข้าตายไปแล้วจริงๆงั้นหรือเนี่ย '
' หากนี่มิใช่สรวงสวรรค์แล้วเช่นนั้นเทพธิดาที่งดงามเช่นนี้คงมิอาจปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าข้าได้หรอก '
เจ้าของเสียงร้องทักเมื่อครู่ได้ทำสีหน้าที่เป็นห่วงออกมา ก่อนที่เธอจะกล่าวออกมาอีกครั้งหนึ่ง
" นี่เจ้าหนูนี่เจ้าเป็นอะไรไปหรือว่าอาการบาดเจ็บจะกำเริบขึ้นมา "
ก่อนที่เธอจะได้วางสิ่งที่อยู่ภายในมือก่อนจะก้าวเท้าเดินมาหาเขาอย่างเร็ว
" ม..มิได้เป็นอะไรมากหรอกท่านเทพธิดา " ทันทีที่เขากล่าวจบเขาก็นึกฉุกขึ้นมาจากคำกล่าวของสตรีเบื้องหน้า
" ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าท่านเทพธิดาเป็นคนช่วยข้าเช่นนั้นหรอ "
" ฮ่าๆ เทพธิดาอะไรกันข้าก็เป็นเพียงแค่ปถุชนธรรมดาเอง ข้านั้นมีนามว่าไป่เหม่ยมิใช่เทพธิดาอะไรหรอก แต่ว่าเจ้านี่ก็เข้าใจพูดนะ "
ใช่แล้วเทพธิดาที่เด็กหนุ่มเห็นนั้นมิใช่ใครเสียนอกจากไป่เหม่ยนั้นเอง
" เช่นนั้นข้าก็ขอบคุณท่านมากท่านไป่เหม่ย!! ที่ช่วยชีวิตของข้าน้อยเอาไว้ " เด็กหนุ่มยกมือคารวะไป่เหม่ยทันทีที่พูดจบ
" มิเป็นไรหรอก ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ทำได้เท่านั้นเองส่วนใหญ่คงเป็นเพราะพลังในฟื้นฟูของเจ้าเองเสียมากกว่า "
" อีกอย่างเจ้าควรขอบคุณเสี่ยวเฮยมากกว่าที่ช่วยเหลือเจ้าขึ้นมาจากแม่น้ำ " ไป่เหม่ยผายมือไปทางเสี่ยวเฮยที่กำลังทานบาบีคิวอยู่มิไกล
" จริงสิ! ข้ากำลังทำบาบีคิวเจ้าก็มาทานด้วยกันสิ จะได้หายจากอาการบาดเจ็บเร็วๆ "
ไป่เหม่ยเร่งชวนให้เด็กหนุ่มมาทานบาบีคิวที่เธอเป็นคนทำ ในตอนแรกเด็กหนุ่มกะที่จะปฏิเสธแต่ทว่าเขาก็ทนความเย้ายวนของสิ่งที่เรียกว่าบาบีคิวมิไหว เขาจึงตอบรับคำเชิญชวนของไป่เหม่ยก่อนจะเดินมานั่งข้างๆที่เตาบาบีคิว
ไป่เหม่ยเองก็ได้ลองหยิบบาบีคิวให้เขาไม้หนึ่งก่อน ซึ่งเขาก็รับมันมาอย่างยินดีก่อนจะกัดลงไปที่ตัวเนื้อก่อน ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เบิกกว้างอย่างมิเคยเป็นมาก่อน
' อร่อย!! นี่มันจะอร่อยเกินไปแล้วที่ผ่านมาข้ามิเคยทานสิ่งที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนในชีวิต '
เขามิได้รอช้าเร่งสวาปามบาบีคิวที่อยู่ภายในมือจนหมดด้วยเวลาอันรวดเร็ว ไป่เหม่ยที่เห็นเช่นนั้นแล้วเธอก็ได้คลี่ยิ้มออกมาด้วยความยินดี
' ดูเหมือนว่าฝีมือในการทำอาหารของข้าจักสามารถมัดใจผู้ฝึกตนได้สินะ '
' สมแล้วที่ข้าตกอยู่ในขุมนรกนั้นมานาน '
" เอานี่! ไม่ต้องรีบทานไปหรอกยังมีอีกเยอะ "
" ต้าเฮย เสี่ยวเฮยจะเติมอีกไหม บาบีคิวยังเหลืออีกเยอะเลย "
อะวู่ว! อะวู่ว! (เติม)
ต้าเฮยและเสี่ยวเฮยร้องขานรับคำพูดของไป่เหม่ย พร้อมทั้งทำการส่ายหางไปมาอย่างยินดี
ในขณะเดียวกันนั้นเด็กหนุ่มกำลังเอื้อมมือไปหยิบบาบีคิวไม้ที่สองที่อยู่เบื้องของตน ในทันใดนั้นท้องของเขาก็รู้สึกร้อนวูววาบขึ้นมาอย่างฉับพลันเสมือนมีกองเพลิงกำลังลุกโหมกระหน่ำอยู่ข้างใน ก่อนที่ในเวลาถัดมาเขาจะสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังกระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเขา
ตูม! ตูม! ตูม!
" น..นี่มัน! "
" พลังบ่มเพาะของข้าทะลวงผ่านแล้ว แถมมิใช่เพียงแค่ขั้นเดียวแต่กลับทะลวงถึง 3 ขั้น "
" บ้าน่า…เรื่องแบบนี้ "
เด็กหนุ่มคิดว่าในตอนนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในความฝันเป็นแน่ แต่พอทดสอบดูแล้วก็พบว่านี่มันมิใช่ความฝัน
" หรือว่าจะเป็น…"
กล่าวจบเด็กหนุ่มก็พลันจับจ้องที่บาบีคิวเบื้องหน้า ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปที่บาบีคิวอย่างพิจารณามินานนักเขาก็ได้พบกับคำตอบ
' นี่มันมรรคาแห่งสวรรค์!!! ผักในบาบีคิวตรงหน้าข้ามีมรรคาแห่งสวรรค์อยู่สถิตอยู่ '
' น..นี่ข้ากำลังทานมรรคาแห่งสวรรค์อยู่ '
ไม่เพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มจับกลิ่นอายบางอย่างที่ดูคุ้นเคยได้อีกด้วย ซึ่งกลิ่นอายนี้มันได้แผ่ออกมาจากชิ้นเนื้อที่เสียบอยู่ที่ไม้ มินานนักเขาก็สามารถจำได้แล้วว่าเหตุใดเขาถึงได้ดูคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้
' อึก! นี่มันกลิ่นอายของวัวเพลิงผลาญตนนั้นนี่ กลิ่นอายแบบนี้ข้ามิมีทางที่จะลืมเลือนเป็นแน่ '
' แต่ว่า..บ้าน่าสัตว์อสูรขอบเขตกำเนิดแก่นแท้ขั้น 4 ถูกสังหารไปแล้วเช่นนั้นรึ มิใช่เพียงเท่านั้นยังถูกนำมาทำอาหารอีก '
' หรือว่าท่านไป่เหม่ยแท้จริงจะเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งกัน '
' ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบขอบคุณท่านไป่เหม่ยโดยเร็วที่สุด '
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะลุกขึ้นมากล่าวขอบคุณไป่เหม่ยอยู่นั้น สมองส่วนหนึ่งของเขาก็ได้ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก่อนที่คำกล่าวของไป่เหม่ยเมื่อครู่นี้จะไหลทะลักเข้ามา
' จริงสิ! เมื่อครู่นี้ท่านไป่เหม่ยกล่าวเน้นย้ำว่าตนเป็นปถุชนธรรมดา ' พริบตานั้นหยาดน้ำใสจำนวนหนึ่งก็เริ่มผุดขึ้นมาที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เขารู้ว่าเมื่อครู่นี้ตนเกือบจะทำสิ่งที่ผิดพลาดมหันต์ไปแล้ว
' เกือบไปแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้ท่านไป่เหม่ยกำลังใช้ชีวิตเฉกเช่นปถุชนธรรมดา หากข้าเผลอกล่าวขอบคุณที่ช่วยทำให้ทะลวงขอบเขตออกไปละก็ ท่านไป่เหม่ยจะต้องมิพอใจเป็นแน่ '
' ข้าก็เคยได้ยินมาบ่อยๆว่าปรมาจารย์หลายท่านมักจะมีงานอดิเรกแปลกๆ แต่มิคาดคิดเลยว่าสันหนึ่งข้าจะได้พบเจอกับตัวเองเข้า '
ในขณะเดียวกันนั้นไป่เหม่ยก็งุนงงว่าทำไมเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงได้หยุดทานไป หรือว่ารสชาติของบาบีคิวจะเริ่มไม่ถูกปากเขาเข้าแล้ว
" นี่เจ้าหนู! หรือว่าบาบีคิวจะไม่ถูกปากเจ้าอย่างงั้นหรอ "
เด็กหนุ่มพลันเมื่อได้ยินคำกล่าวของไป่เหม่ย เขาก็รีบส่ายศีรษะอย่างสุดชีวิตเพื่อปฏิเสธในทันที
" ม..ไม่ใช่หรอกขอรับ เพียงแค่รสชาติของมันอร่อยล้ำลึกจนเกินไปจนข้าน้อยในตอนนี้กำลังลิ้มรสชาติเมื่อครู่อยู่ "
" อ่อ! ที่แท้เป็นเช่นนั้นนี้เอง " ไป่เหม่ยพยักหน้าเล็กน้อย
" จริงสิ เจ้าหน่ะมีนามอะไรงั้นหรอ? แล้วมาจากที่แห่งใดกัน "
ไป่เหม่ยเอ่ยถามเด็กหนุ่มถึงแม้นว่าเธอจักรู้จักนามของเขาจากเนตรไร้ลักษณ์ก็ตาม แต่สำหรับเธอแล้วแบบนั้นมันไม่นับ
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นยืนในทันใด ก่อนจะรีบเร่งกล่าวแนะนำตัวเองอย่างรวดเร็ว
" ขออภัยด้วยท่านไป่เหม่ยที่ข้าน้อยเสียมารยาทมิได้แนะนำตัวเองไป ทั้งๆที่ท่านเป็นผู้มีพระคุณ "
" ข้าน้อยนั้นมีนามว่า เชี่ยอวี่ อายุ 10 ปีขอรับ "
" ข้าน้อยนั้นมาจากเมืองหลวงของแคว้นต้าหวางขอรับ "
" แคว้นต้าหวาง? มันใกล้จากที่แห่งนี้มากไหม "
เชี่ยอวี่ที่ได้ยินคำกล่าวของไป่เหม่ยก็แสดงสีหน้าที่งุนงงออกมา แต่กระนั้นแล้วเขายังรีบตอบคำถามของไป่เหม่ยอยู่ดี
" ข้าน้อยคิดว่าคงประมาณ 350-400 กิโลเมตรได้กระมั้ง "
ไป่เหม่ยได้ยินเช่นนั้นหัวใจของเธอก็ห่อเหี่ยวลงในทันที
' แม่เจ้าโว้ย!! 350-400 กิโลเมตร ไกลเป็นบ้าเช่นนี้จะต้องเดินกี่วันถึงจะไปถึงเมืองที่ว่าเนี่ย '
' ข้าอุส่าหวังว่ามันจะมิอยู่ไกลจากที่แห่งนี้มากนัก หากเป็นเช่นนี้แล้วข้าคงมิสามารถไปเที่ยวในเมืองได้เป็นแน่ '
" อย่างงั้นเองเหรอ "
" จริงสิ! ในตอนนี้เจ้ามีนิกายที่สังกัดอยู่หรือไม่ "
" ข้ามิมีพรสรรค์ในการบ่มเพาะตน นิกายต่างๆเลยปฏิเสธที่จะรับข้าเป็นศิษย์ จึงทำให้จนถึงในตอนนี้ตัวของข้าน้อยยังมิมีนิกายที่สังกัด "
แววตาของไป่เหม่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้สว่างวาบออกมาด้วยความยินดี ก่อนจะเร่งกล่าวคำในใจออกไปอย่างรวดเร็ว
" งั้นรึ! เช่นนั้นแล้วเจ้าอยากเข้านิกายของข้าหรือไม่ หากเจ้ามิติดที่มีนิกายแห่งนี้มีเจ้านิกายเป็นปถุชนธรรมดามิใช่ผู้บ่มเพาะ "
" ว่าอย่างไรละเชี่ยอวี่? เจ้าสนใจที่จะเข้าร่วมนิกายของข้าหรือไม่ "
" นิกาย? นิกายของท่านเช่นนั้นรึ " เชี่ยอวี่กล่าวถามออกมาด้วยความตกใจ ข้ามิสักนิดเลยว่าไป่เหม่ยที่เป็นถึงปรมาจารย์ผู้เก่งกาจในสายตาตนจะตั้งนิกายขึ้นมา
" ใช่แล้วนิกายของข้าเอง เจ้าสนใจที่จะเข้าหรือไม่ละถึงตอนนี้จะยังมิมีศิษย์สาวกอยู่เลยสักคนก็ตาม "
" ข้าน้อยยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าไม่เป็นไรหรือที่ให้ข้าน้อย…"
" ข้ามิสนใจเรื่องหยุ่มหยิมพรรณ์นั้นหรอก เอาล่ะรออยู่สักครู่เดียวก่อนนะเดียวข้าจะเข้าไปหยิบของที่ข้างในบ้านครู่หนึ่ง ในระหว่างนี้เจ้าก็ทานบาบีคิวให้อร่อยละ "
หลังจากกล่าวจบไป่เหม่ยก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านในทันที ทิ้งให้เชี่ยอวี่นั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงแค่คน ไม่สิมิใช่คนเดียวเพราะยังเหลือต้าเฮยและเสี่ยวเฮยที่อยู่มิไกล
" นี่ข้ามิได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย!! "
เชี่ยอวี่ลองหยิกแขนตนเองอย่างสุดแรงเพื่อทดสอบว่านี่ใช่ความฝันหรือไม่ ซึ่งนั้นมันก็ทำให้เขาพบว่านี่มิใช่ความฝันแต่อย่างใด
" เฮ้ย! ไอ้หนูเจ้าโชคดีนะที่สามารถฉุดคิดขึ้นมาได้จากคำใบ้ของนายท่านเมื่อก่อนหน้านี้ มิเช่นนั้นเจ้าคงได้ฝ่าฝืนข้อห้ามสำคัญของนายท่านไปแล้ว "
เชี่ยอวี่รีบเบี่ยงศีรษะไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พริบตาต่อมาใบหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัวหลังจากสังเกตุเห็นต้นตอของเสียง
" ส…สัตว์อสูรขอบเขตกำเนิดแก่นแท้!!! "