โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิว ‘Twenty Five Twenty One’ เมื่อยุคสมัยทั้งพรากและมอบความฝันให้แก่ผู้คน 

TODAY

อัพเดต 04 เม.ย. 2565 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2565 เวลา 07.02 น. • workpointTODAY

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับซีรีส์หลากหลายแนว Twenty-Five Twenty-One ยี่สิบห้า ยี่สิบเอ็ด เป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก ๆ กับผู้ชมในเกาหลี ด้วยเรื่องย้อนยุคชวนยิ้ม แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเชื่อมโยงได้กับคนดูปัจจุบัน ด้วยเรื่องที่สะท้อนสมัยปลายยุค 90s เมื่อเกาหลีใต้เผชิญวิกฤต IMF ผ่านตัวละครได้อย่างล้ำลึก

Twenty-Five Twenty-One เป็นซีรีส์ที่ย้อนกลับไปช่วงเวลาที่วิกฤต IMF แผลงฤทธิ์ที่เกาหลีใต้ บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่ยุคสมัยและเศรฐกิจโขมยความฝันและอนาคตไป ผ่านตัวละคร ‘นาฮีโด’ (รับบทโดย คิมแทรี) เด็กสาวที่กำลังตามความฝันของการเป็นนักฟันดาบ แต่ชมรมของเธอถูกปิดลงเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ได้พบกับ ‘แพคอีจิน’ (รับบทโดย นัมจูฮยอก) ชายหนุ่มที่สูญเสียทุกอย่างไปเพราะเหตุเดียวกัน พวกเขาจึงเป็นกำลังใจให้กันในวันที่ต้องต่อสู้เพื่อตามความฝันและอนาคตที่ยุคสมัยพรากไปคืนมา

 

[เนื้อหาในบทความจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน]

 

ถึงแม้จะเป็นเรื่องในอดีต แต่ความรู้สึกของการโดนปล้นอนาคตที่สดใสไปอาจจะรู้สึกไม่ไกลตัวนัก ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรฐกิจย่ำแย่จนหลายคนต้องละทิ้งความฝันและอนาคตของตัวเองชั่วคราว หรือสำหรับอีกหลายคนอาจจะเป็นตลอดไป แต่สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ไม่ลืมที่จะนำเสนอคือเมื่อยุคสมัยพรากความฝันของใครสักคนไป มันอาจจะทำให้ความฝันของใครสักคนเป็นจริงขึ้นมาเช่นกัน เหมือนกับในเรื่องที่นาฮีโดประสบความสำเร็จได้ แม้จะด้วยความสามารถของตัวเธอเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคสมัยนั้นและความเพลี่ยงพล้ำต่อชีวิตของคนอื่น ได้ทำให้เธอกลายเป็นแชมป์อย่างที่เธอเป็น

หากเราสังเกตดูนาฮีโด แพคอีจิน และโกยูริม คล้ายกับจะเป็นบุคลาอธิษฐาน (Personification) ของประเทศเกาหลีใต้ เพราะผู้ชมสามารถเห็นการดิ้นรนที่จะฟื้นจากพิษเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ผ่านตัวละครสามตัวนี้

  • นาฮีโดที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงของการเป็นนักกีฬาฟันดาบ ก่อนที่วิกฤติ IMF จะทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เป็นเสมือนภาพแทนของบริษัทที่จากเดิมที่กำลังเผชิญช่วงตกต่ำ แต่เมื่อเจอเข้ากับ IMF พวกเขาก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงจนพลิกเป็นผู้นำได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีต้นทุนที่ดีและสายป่านที่ยาวพอที่จะทำอย่างนั้นได้หากจะให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจน หนึ่งในธุรกิจของเกาหลีใต้ที่เกิดได้เพราะ IMF เหมือนกับนาฮีโดคือบริษัทซัมซุงซึ่งตอนนี้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ บทความจาก Financial Times ในช่วงปี 2004 เผยว่าความสำเร็จของซัมซุงในวันนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในตอนนั้น เพราะก่อนเกิดวิกฤตบริษัทกำลังประสบกับช่วงตกต่ำเมื่อการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกดูจะมาถึงทางตัน เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่ดุเดือดกับสินค้าจากประเทศจีน

อีริค คิม รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดกล่าวว่า บริษัทในตอนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่การทำกำไรและเทคโนโลยี และถ้าไม่มี IMF ก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขากล่าวว่า “วิกฤติ IMF บังคับให้เราต้องทำการเปลี่ยนแปลง เรารู้แล้วว่าเราไม่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดล่างได้อีกต่อไป เราต้องพัฒนา แบรนด์ ดีไซน์ และ เทคโนโลยี”

นอกจากนี้ซัมซุงยังลดพนักงานเหลือหนึ่งในสาม ขายกิจการที่ไม่มีทางไปต่อ และ ปลดหนี้อีกด้วย ประจวบเหมาะกับการที่ตลาดเทคโนโลยีกำลังขยายอย่างรวดเร็วในช่วงปลายยุค 90s และซัมซุงก็เริ่มพลิกกลับมาได้เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลมาแทนอานาล็อค ทำให้มีช่องว่างในตลาดสำหรับสินค้าใหม่ ๆ และส่วนประกอบอย่างเช่น LCD หรือเม็มโมรี่ชิปด้วย

การพลิกกลับมาเป็นผู้นำของนาฮีโดในเรื่องนั้นจึงชวนให้นึกถึงการที่ ในหลายครั้ง วิกฤตได้กลายมาเป็นโอกาสให้เรามาทบทวนตัวเองและพลิกชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง เหมือนที่ซัมซุงพ้นจากทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ และช่วงตกต่ำมาได้อย่างสวยงาม

นอกจากนี้การไล่ล่าเหรียญทองของนาฮีโดในเรื่องก็ชวนให้นึกถึงโครงการสะสมทองที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดขึ้นเพื่อรับบริจาคทองจากประชาชนมาบรรเทาหนี้ที่กู้มากว่าห้าหมื่นแปดพันล้านดอลลาร์ ที่ถูกพูดถึงในตอนแรกของเรื่องเมื่อนาฮีโดถามถึงแหวนแต่งงานของพ่อ

Forbes เคยมีบทความที่เล่าถึงโครงการนี้ไว้ว่า วันที่ 5 มกราคม ปี 1988 รัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดรับบริจาคทอง ในตอนนั้นมีการคาดการณ์ว่าชาวเกาหลีใต้มีทองคำที่พวกเขาครอบครองในครัวเรือนรวมมูลค่าประมาณ สองหมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปของเครื่องประดับหรือของที่ระลึกอื่น ๆ ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ และมีชาวเกาหลีใต้เกือบ 3.5 ล้านคน เกือบหนึ่งในสี่ของประชากรที่เข้าร่วมโครงการนี้ ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนรวยและจน ต่างเข้าแถวยาวเพื่อที่จะบริจาคทอง บริษัทใหญ่ ๆ ในเกาหลีต่างก็ช่วยโปรโมต รวมถึงดาราเช่น อีจองบอม นักเบสบอลดาวรุ่งที่บริจากทองหนักถึง 893.01 กรัมจากถ้วยและเหรียญรางวัลที่เขาสะสมมาตลอด 5 ปีที่เขาแข่งขันมา

ภายในสองเดือน พวกเขาระดมทองมาได้ถึง 226 เมตริกตัน มูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ พวกเขาหลอมทองเหล่านั้นเป็นแท่งและส่งมอบให้ IMF ถึงแม้มันจะไม่ได้ช่วยล้างหนี้ทั้งหมดได้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เกาหลีใต้ปลดหนีได้เร็วกว่ากำหนดถึง 3 ปี และสะท้อนความรักชาติอันลึกซึ้งของชาวเกาหลีใต้

โครงการนี้คล้ายกับการล่าเหรียญทองจากการฟันดาบของนาฮีโดตรงที่เป็นสิ่งที่กระตุ้นความเป็นหนึ่งเดียวกันและความรักชาติ เหมือนทุกครั้งที่ได้ดูกีฬาและเห็นธงชาติปลิวสไวอยู่เหนือใครนั่นเอง

  • แพคอีจินที่เคยอยู่ในจุดสูงสุดแล้วล้มลงมาสู่พื้น เช่นเดียวกับธุรกิจใหญ่ยักษ์ที่บริหารโดยกลุ่มแชโบลที่ล้มครืนลงมาเพราะการกู้เงินในต่างประเทศ เช่น Halla Group บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ก่อสร้าง ต่อเรือ ฯลฯ ที่ล้มเพราะ Hyundai บริษัทพี่อุ้มไว้ไม่ไหว เหมือนกับแพคอีจินที่พ่อเคยมีบริษัทก่อสร้างใหญ่ แต่ต้องมาบ้านแตกสาแหรกขาดและเริ่มต้นจากติดลบเพราะครอบครัวล้มละลายจนไม่สามารถเลี้ยงดูเขาได้อีกต่อไป
  • โกยูริม จากครอบครัวชนชั้นแรงงาน ที่เข้าข่ายคำพูดที่ว่าวิกฤตการณ์ทำให้คนรวยกลายเป็นคนจน ส่วนคนจนก็ต้องจนอยู่อย่างนั้น และสถาการณ์ทางการเงินในครอบครัวถึงทางตันก็ต้องยอมทิ้งสัญชาติไปทำงานที่ต่างประเทศ ยอมทำอะไรที่คนอื่นอาจจะมองว่าเห็นแก่ตัวเพื่อดูแลครอบครัวให้รอด

นอกเหนือจากตัวละครและการฝันฝ่าอุปสรรคของพวกเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ Twenty-Five Twenty-One ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์น้ำดีแต่เป็นซีรีส์ที่เข้าไปอยู่ในใจผู้ชมด้วยก็คือการที่เหตุการณ์ในชีวิตของพวกเขาสามารถเชื่อมโยงได้กับปัจจุบัน

  • เหตุการณ์การผ่านพ้นวิกฤตที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของคนในชาติ
    สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้ไม่ยากอย่างแน่นอนคือความรู้สึกของการโดนพรากเอาความหวังและความฝันไป จริงอยู่ว่าเศรฐกิจที่แข็งแรงของเกาหลีใต้ โดยรวมไม่ได้โดนกระทบจนเป๋เท่าอีกหลาย ๆ ประเทศในโลกและกำลังฟื้นตัวได้ดี แต่ก็มีคนอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางการเงิน หรือทางจิตใจ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต IMF ที่แม้ตัวละครบางตัวจะยังมีกินอยู่สบาย แต่สุดท้ายผลกระทบทางเศรฐกิจก็สามารถชิ่งมากระทบพวกเขาได้ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้น
  • การเลือกชนิดกีฬาที่นาฮีโดเล่น
    อาจจะด้วยเหตุที่ว่าในปีหลัง ๆ หนึ่งในกีฬาที่คนเกาหลีใต้ภูมิใจคือกีฬาฟันดาบ ที่เริ่มเป็นกระแสขึ้นมาในปี 2012 ด้วยความสำเร็จของคิมจียอนนักกีฬาฟันดาบหญิงคว้าเหรียญทองมาได้ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกของเธอ ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกของเกาหลีใต้และเอเชียในประเภทหญิงเดี่ยวอีกด้วย และอีกเหรียญทองจากประเภททีมชายเป็นครั้งแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดงจากการฟันดาบประเภทอื่น และในช่วงหลังที่กีฬาฟันดาบกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเพราะทีมนักกีฬาฉายา ‘อเวนเจอร์ส์แห่งวงการฟันดาบ' ทำให้กีฬาชนิดนี้อยู่ในความสนใจของผู้ชม

นอกจากนียังเป็นกีฬาที่เริ่มเติบโตในเกาหลีใต้มาขึ้นในปลายยุค 90s เวลาเดียวกับเหตุการณ์ในเรื่องด้วย การเติบโตนั้นสะท้อนผ่านการที่สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้จัดการแข่งขัน FIE Grand Prix Fencing เป็นครั้งแรกในปี 1998 และ และต่อมาในปี 1999 เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน World Fencing Championships ในกรุงโซล และเป็นที่แรกในเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพอีกด้วย

  • การใช้ตัวนำเป็นนักกีฬาหญิง

สะท้อนกระแสสตรีนิยมที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในวงการกีฬา เพราะเมื่อดูซีรีส์เรามักจะได้เห็นเรื่องราวการต่อสู้ของนักกีฬาชายได้บ่อยกว่ามาก และถ้าตัวเอกเป็นผู้หญิงก็มักจะเป็นกีฬาที่เน้นความอ่อนช้อยกว่า เป็นตอกย้ำกระแสความนิยมนักกีฬาหญิงที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้ตั้งแต่ช่วงโอลิมปิกที่ผ่านมาอีกด้วย

  • การมีความรักและความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างช่วงวิกฤต

วิกฤตเศรฐกิจส่งผลกระทบต่อการวางอนาคต การตัดสินใจมีคนรัก ตัดสินใจจะแต่งงาน หรือจะมีลูกหรือไม่อย่างมาก สังเกตได้จากอัตราการแต่งงานและผลโพลต่าง ๆ ที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าคนเกาหลีใต้นั้นเลือกที่จะไม่มีคู่ ส่วนหนึ่งเพราะความไม่พร้อมหลาย ๆ อย่าง และความต้องการที่จะก้าวหน้าในอาชีพไปในทิศทางของตัวเอง ความรักของนาฮีโดและแพคอีจินพัฒนาขึ้นท่ามกลางความไม่พร้อมเหล่านี้ จังหวะชีวิตที่ไม่ลงตัวอาจจะเป็นความรู้สึกที่หลายคนเชื่อมโยงได้ เหมือนกับที่สถานการณ์การระบาดของโรคในยุคสมัยนี้ที่พรากความรักและความสัมพันธ์ไปจากผู้คน เพราะการที่ต้องโฟกัสกับการเอาตัวรอดในเรื่องอื่น

การเชื่อมโยงสู่ปัจจุบันถูกเน้นย้ำด้วยตัวละคร คิมมินแช ลูกของนาฮีโดเพราะปัญหาที่เธอกำลังเผชิญนั้นเป็นปัญหาเดียวกันกับที่คนรุ่นแม่เผชิญหมุนวนมาอีกครั้ง ทั้งความรู้สึกในช่วงตกต่ำและความรู้สึกกดดันที่จะต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยก็ทำให้คิมมินแชเหมือนเป็น personification ของเกาหลีใต้ในปัจจุบันเช่นกัน

และการที่เกาหลีใต้ไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านี้นี้ทำให้ Twenty-Five Twenty-One ยี่สิบห้า ยี่สิบเอ็ด  เป็นซีรีส์ที่ไม่ได้เพียงแค่สามารถสื่อสารกับชาวเกาหลีใต้เท่านั้นแต่เป็นคนทั่วโลกและเป็นอีกครั้งที่พิสูจน์การใช้ soft power ของเกาหลีใต้เพื่อปลอบโยนหัวใจของผู้คนเมื่อได้พบกับวิกฤต เพิ่มความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ชมว่าไม่ว่ายุคสมัยจะพรากความฝันไปจากผู้คนอีกกี่ครั้งแต่เกาหลีใต้จะสามารถลุกขึ้นมาอย่างสง่างามได้เสมอ

 

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...