โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินค้ารักษ์โลก ความสุขสร้างได้เพื่อสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 พ.ค. 2566 เวลา 12.49 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2566 เวลา 12.49 น.

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย เพราะถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างปริมาณขยะ และมลพิษทั้งจากกระบวนการผลิต อีกทั้งแนวคิดของแฟชั่นเสื้อผ้าเป็น fast fashion มีความทันสมัย เน้นตามเทรนด์ และมีอายุการใช้งานน้อย

เอ-เมส มัลติสโตร์ โดย บูติคนิวซิตี้ ผู้ออกแบบ และจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นผู้หญิงได้แก่ แบรนด์ GUY LAROCHE, GSP, C&D, LOF-FI-CIEL, JOUSSE, STEPHANIE เสื้อผ้าสำหรับบุคลากรทางการแพทย์แบรนด์ Medgrade และเครื่องแบบสำหรับองค์กรชั้นนำของประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศภายใต้ชื่อ UNIFORM SPECIALIZER เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้

จึงผุดโครงการ “A’MAZE GREEN SOCIETY” ขึ้นมา โดยผนึกกับพันธมิตร ในการนำผ้าส่วนเกินจากอุตสาหกรรม 20% มาสร้างสรรค์ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรมให้เป็นศูนย์ (fabric zero waste alliance)

“ประวรา เอครพานิช” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ 4 ข้อหลักคือ

หนึ่ง การจัดจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายที่สวยงาม ส่งเสริมบุคลิกภาพให้ผู้สวมใส่ครบทั้งความสะดวกสบาย คุณภาพดีคงทนต่อการใช้งาน และดีต่อสุขภาพ (customer first)

สอง สินค้าของเราใช้งานได้ยาวนาน รูปแบบสอดคล้องกับกาลเวลาสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้โดยไม่ล้าสมัย

สาม เรามีกระบวนการออกแบบ และเลือกวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด หรือเรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เพราะเรานำเศษผ้าส่วนเกินจากการตัดเย็บไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ และร่วมมือกับพันธมิตรคู่คิดในการ upcycle และ recycle เศษผ้าของเรา

สี่ เราพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เปิดรับ และตื่นตัวในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดความคิด และกระบวนการการทำงานในปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ (keep learning)

สำหรับโครงการ A’MAZE green society by BTNC : Create your own happiness ภายใต้ค่านิยมองค์กร “ความสุขสร้างได้ด้วยตัวเอง พร้อมแบ่งปันความสุขให้ลูกค้า เพื่อนร่วมงานและสังคม” มีเป้าหมายในการร่วมมือกับพันธมิตร และคู่ค้า ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ green industry ตามที่ประเทศไทยประกาศร่วมพันธกิจโลก

ภายหลังการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 หรือ COP26 ว่าประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

“เราพบว่าในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าจะได้ชิ้นงาน หรือสินค้าประมาณ 80% ที่เหลืออีก 20% จะเป็นผ้าส่วนเกินที่เหลือจากการผลิต ทำให้เรากลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรกับผ้าส่วนเกินเหล่านี้ ที่จะไม่ให้เหลือเป็นขยะอุตสาหกรรม หรือ fabric zero waste alliance

ตรงนี้จึงทำให้มองหาคู่คิดที่จะมาช่วยทำการ upcycle หรือนำผ้าส่วนเกินมาพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และ recycle คือการนำผ้าส่วนเกินเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์อีก ที่สุดจึงร่วมมือกับแบรนด์ลฤก และเดอะ แพคเกจจิ้ง ช่วยต่อยอดผ้าส่วนเกินให้กลายเป็น Mimi (มีมี่) กระเป๋ารักษ์โลก”

“ด้วยการนำแบบดอกไม้วางลงไปตรงช่องว่างของแพตเทิร์นผ้าที่จะตัดเสื้อ เพื่อทำให้เหลือผ้าส่วนเกินให้น้อยที่สุด โดยดอกไม้ที่ได้ หรือคิดเป็น 15% ของผ้าส่วนเกิน มาให้แบรนด์ลฤกมาใช้ตกแต่งเป็นดอกไม้ประดับบนพวงหรีดเสื่อ ส่วนที่เหลืออีก 5% เราส่งไปให้ เดอะแพคเกจจิ้ง ผ่านขบวนการ recycle เพื่อนำมาผลิตเป็นกระเป๋า Mimi (มีมี่)”

“ประวรา” กล่าวต่อว่า เรามีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนโครงการ AMAZE Green Society ให้เป็นโครงการระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยยินดีอย่างยิ่งหากมีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่ต้องการร่วมเป็นพันธมิตรคู่คิดที่จะเดินหน้าลดปริมาณขยะสิ่งทอไปด้วยกัน

เราเชื่อว่าเมื่อมีเพื่อนมากขึ้น และสามารถขยาย fabric zero waste alliance เป็นวงกว้างขึ้นจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันพันธกิจของประเทศไทยในการเป็นกลางทางคาร์บอน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานของประเทศในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 247.7 ล้านตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 66.5 ล้านตัน

ลดลงจากปีก่อน 6.7% และตามกรอบเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน ปี พ.ศ. 2573 ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 30 ล้านตันในอีก 7 ปีข้างหน้า

“นนทิกานต์ อัศรัสกร” นักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ลฤก กล่าวว่า ลฤกเป็นแบรนด์พวงหรีดที่มุ่งเน้นในเรื่องการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม และสังคม โดยต่อยอดมาจากธุรกิจผลิตเสื่อพลาสติกของครอบครัวที่ทำมากว่า 50 ปี ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด รักชาติพาณิชย์ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งหลัก ๆ เป็นเสื่อพลาสติกที่ใช้งานทั่วไป

และในช่วง 5-6 ปีที่แล้ว ทำการศึกษาตลาดพบว่าปัจจุบันเสื่อไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก และยังพบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะพลาสติกซึ่งเป็นตัวการสำคัญ เราในฐานะผู้ผลิตพลาสติกเองจึงตระหนักในเรื่องนี้

“ภายหลังดิฉันเข้ามาบริหารจึงเข้ามาช่วยลดผลกระทบตรงนี้ จึงนำเสื่อมาพัฒนารูปลักษณ์ และคุณภาพที่ต่างจากเดิม โดยทำเป็นเสื่อปูพื้น กระเป๋า ตะกร้า จนล่าสุดที่ได้ไอเดียมาเป็นพวงหรีด ที่เรียกว่าเป็น พวงหรีดเสื่อผืนหมอนใบ ภายใต้แบรนด์ลฤก ด้วยการนำเสื่อมาจับจีบขึ้นเป็นรูปทรงกลม และใช้อาสนะเสื่อบุฟองน้ำเป็นโครงด้านหลัง ที่ทางวัดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์การลดขยะพวงหรีดในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ การร่วมกับบูติคนิวซิตี้ จะนำผ้าส่วนเกินจากการตัดเย็บเสื้อผ้ามาทำเป็นดอกไม้เพื่อใช้ประดับตกแต่งพวงหรีด ซึ่งนอกจากให้ความสวยงาม และเกิดคุณค่าทางจิตใจแล้ว ยังเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ ที่สำคัญ ยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะปลายทางที่นำไปสู่การกำจัดอีกด้วย

“ภุชชงค์ วนิชจักร์วงศ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะแพคเกจจิ้ง จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก กล่าวว่า เดิมทีบริษัทเราเป็นบริษัทส่งออกข้าว บรรจุภัณฑ์ที่เราใช้คือกระสอบ แต่ในช่วงหลังการส่งออกต้องเน้นความเบาเลยเปลี่ยนมาใช้กระสอบพลาสติก ทำให้เกิดพลาสติกจำนวนมาก

เราจึงต่อยอดสู่การทำเรื่องรีไซเคิล ด้วยการนำเศษพลาสติกที่เหลือจากกระบวนการผลิต และไม่มีสิ่งปนเปื้อน กลับมาใช้ซ้ำภายในโรงงาน ในรูปแบบของการนำกลับมาใช้ซ้ำทั้งหมดหรือผสมกับเม็ดพลาสติกใหม่ในอัตราส่วนต่าง ๆ ส่งผลให้ไม่มีขยะเหลือเป็นของเสียในอุตสาหกรรม (reduce)

สำหรับความร่วมมือกับบูติคนิวซิตี้ โดยการนำผ้าโพลีเอสเตอร์จากการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเป็นผ้าส่วนเกินมารีไซเคิล โดยใช้ผสมทดแทนวัตถุดิบในการผลิตบางส่วน และพบว่าสามารถทดแทนได้ส่วนหนึ่ง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมายังอยู่ในคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดไว้

จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการทอเป็นแผ่นพลาสติกและนำมาตัดเย็บ จึงเป็นที่มาของกระเป๋าอเนกประสงค์ Mimi ซึ่งมีความแข็งแรง และทนทานจนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้ง

นับว่าไม่ธรรมดาเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...