โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เปลี่ยนบ่อกุ้งร้างมาเลี้ยงปูทองหลางโกยเงิน ครึ่งแสนต่อเดือน

77kaoded

เผยแพร่ 21 ก.ค. 2566 เวลา 13.59 น. • 77 ข่าวเด็ด

เกษตรกรชาวอำเภอกันตัง จ.ตรัง ขานรับนโยบายการเลี้ยงปูทองหลาง หรือปูหน้าขาวในบ่อกุ้งร้างปีแรกของกรมประมง เพียง 3 เดือนปูมีน้ำหนักตั้งแต่ 5-6 ขีด เลี้ยงต่อไปอีก 45 วันจะได้ปูน้ำหนักตัวละ 1 กิโลกรัม ขายได้ราคาดีกว่าปูดำ โตเร็วกว่า และเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำได้หลากหลายเมนูอร่อย

ปูทองหลาง : วันนี้(21 ก.ค.66) ที่บ่อกุ้งร้าง เนื้อที่ 3 ไร่ หมู่ที่ 4 ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง เดิมเป็นบ่อกุ้งของนายวิทยา ธนากรเจริญ ที่ได้หยุดเลี้ยงไปแล้วเพราะกู้งราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนสูง ขาดทุน ปัจจุบันได้ยกให้ลูกชายคือนายวรุฒม์ ธนากรเจริญ อายุ 52 ปีเป็นผู้ดูแล ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการตัดสินใจปรับเปลี่ยนบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้ง หันมาเลี้ยงปูหน้าขาวหรือปูทองหลางเป็นปีแรก ตามโครงการพัฒนาต้นแบบการเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งของกรมประมง เนื่องจากปูหน้าขาวเป็นปูทะเลที่โตเร็ว ได้น้ำหนักและราคาดีกว่าปูดำและปูม้า เนื้อปูแน่น ก้ามโต ตัวใหญ่ รสชาติหวานมันกว่าเนื้อปูทะเลชนิดอื่น

ยังเป็นที่ต้องการของตลาดสูง แต่เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจจึงปล่อยบ่อกุ้งให้เป็นบ่อร้างมานานหลายปี จนกระทั่งสำนักงานประมงจังหวัด ได้จัดทำโครงการนำร่อง ชักชวนเกษตรกรในจ.ตรัง เข้าร่วมโครงการจำนวน 5 ราย ๆ ละ 1 อำเภอ ๆ ละ 1 บ่อบนเนื้อที่บ่อละ 3 ไร่ ซึ่งแต่ละบ่อจะปล่อยลูกปูครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจำนวน 3,000 ตัว ปรากฏว่า 3 เดือนผ่านไป พบว่าปูหน้าขาวตัวผู้มีน้ำหนักตัวละ 5-6 ขีด ส่วนตัวเมียมีน้ำหนักตัวละ 3-4 ขีด มีเนื้อแน่น ก้ามใหญ่ และมีลูกค้าสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรยังไม่ขายเพราะต้องการทำน้ำหนักให้ได้ตัวละ 8 ขีดถึง 1 กิโล ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 45 วัน จึงจับขายได้ในราคากิโลกรัมละ 350-500 บาท หรือตัวละ 500 บาท หากเป็นตัวผู้

โดยให้อาหารเป็นเนื้อปลาสดในช่วง 2 เดือนแรก วันละ 2 เวลาคือเช้า-เย็น พอย่างเข้าเดือนที่ 3 ให้อาหารวันละ 1 ครั้งๆ ละ 30 กิโลกรัม ไม่ต้องตีน้ำให้ออกซิเจน ไม่ต้องวัดค่าความเค็มของน้ำ น้ำกร่อยก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ต้นทุนต่ำกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก ลดความเสี่ยงและการลงทุนลงไปได้มาก นับว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ในจ.ตรัง ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่งตรัง สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปูหน้าขาว เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรได้แล้วในราคาตัวละ 3 บาท

หลังประสบความสำเร็จได้มีเกษตรกรจากหลายอำเภอ เดินทางมาศึกษาดูงานกันเป็นจำนวนมาก ส่วนตลาดรับซื้อก็เปิดกว้างรอวันที่เกษตรกรจับขายจนแทบจะแย่งกันมาซื้อถึงบ่อ สามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งผัดพริกไทยดำ แกงส้ม นึ่ง เผา หลนปูไข่ ผัดผงกะหรี่ และอื่น ๆ โดยในปี 2567 มีเกษตรกรเจ้าของบ่อกุ้งร้างในจ.ตรัง สนใจเลี้ยงปูหน้าขาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางรายเลี้ยงแค่ 3 เดือนก็จับขายได้แล้ว ส่วนเกษตรกรรายใดสนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประมงจ.ตรังได้ทุกวัน ในวันและเวลาราชการ

ด้านนายวรุฒม์ ธนากรเจริญ เกษตรกรผู้เลี้ยงปูหน้าขาวในอำเภอกันตัง จ.ตรังกล่าวว่า ดีกว่าการเลี้ยงกุ้ง เมื่อก่อนตนเลี้ยงกุ้งกุลาดำซึ่งต้องใช้ต้นทุนเยอะ แต่ตอนนี้อาหารคือให้ปลา และไม่ต้องตีน้ำ ตอนแรกปล่อยวันแรกถึงอายุ 2 เดือนให้อาหารวันละ 2 มื้อคือ เช้ากับเย็น พอหลังอายุ 2 เดือนให้อาหารเย็นเป็นเนื้อปลาวันละ 1 มื้อ ราคาขายตัวผู้กิโลละ 350 บาท ตัวเมียราคากิโลละ 500 บาท ตอนนี้จับขายได้แล้ว แต่ตนจะเลี้ยงต่อไปอีก เพราะปูหน้าขาวครบกำหนด 6 เดือนตอนนี้เพิ่งได้ 3 เดือน อายุยังน้อย เนื้อจะไม่ค่อยเต็ม

ตนจึงจะเลี้ยงให้ได้ 4 เดือนครึ่งก่อนจึงจะจับขาย หากโตเต็มที่จะมีน้ำหนัก 8 ขีด-1 กิโล ตอนนี้ได้ 5-6 ขีด ซึ่งเลี้ยงปูดีกว่าเพราะไม่เสี่ยง ส่วนตลาดก็ยังกว้าง ดีกว่าเลี้ยงอย่างอื่น เช่น เลี้ยงปลาตลาดบ้านเรายังไม่ดีสู้ภาคกลางไม่ได้ แต่ถ้าเลี้ยงปูบ้านเราโอเคเลย ส่วนรสชาติหวานดี และนี่คือปูตามโครงการเป็นปูขาว ซึ่งตนก็เคยเลี้ยงปูดำมานานแล้ว ถามว่าเลี้ยงปูอยู่ได้มั้ย ตอบว่ามีรายได้เฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท อยู่ได้อย่างสบาย ๆ

ขณะที่นายณัฐรัฐ พรเดชอนันต์ ประมงจ.ตรังกล่าวว่า ตอนนี้จ.ตรังได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปูหน้าขาวในบ่อกุ้งร้าง ซึ่งเป็นโครงการที่ของบพัฒนาจังหวัดปี 2566 นำร่องใน 5 อำเภอ ๆ ละ 1 บ่อต่อเกษตรกร 1 รายเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งจ.ตรังเองยังไม่เคยมีการเลี้ยงปูหน้าขาวหรือปูทองหลางมาก่อน ถือว่าเป็นครั้งแรก ซึ่งผลผลิตเท่าที่ได้ติดตามเป็นที่น่าพอใจโดยเลี้ยงมา 3 เดือนตัวผู้ได้น้ำหนักประมาณ 5-6 ขีด ตัวเมียประมาณ 3 ขีดกว่า ซึ่งผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนปูดำทั่วไปตัวจะตัวเล็กกว่าเมื่อใช้เวลาเลี้ยงเท่ากัน โดยมีน้ำหนักต่างกันครึ่งต่อครึ่ง แต่ปูดำที่เลี้ยงในเวลา 6 เดือนจะเป็นตัวเล็ก เนื้อแน่น ส่วนปูขาวเลี้ยง 3 เดือนถือว่ายังเป็นวัยรุ่นอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปจึงจะนำไปประกอบอาหารได้ดี.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...