RS กางแผนธุรกิจเพลง ปั้นบอยแบรนด์-เกิร์ลกรุ๊ป ไตรมาส 4 ดัน T-Pop ตีตลาดโลก
RS เปิดเกมรุกธุรกิจเพลงปี 66 ดัน T-Pop ไปไกลระดับโลก เขย่าโครงสร้างใหม่ 5 ด้าน ปั้นศิลปินเก่า-บอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป หน้าใหม่ ลงตลาด ไตรมาส 4 ผลิตเพลงใหม่ 150 เพลง เฟ้นรายได้ปีแรก 720 ล้านบาท ตั้งเป้า 3 ปี เข้าตลาดหลักทรัพย์ รายได้ทะลุ 1,200 ล้านบาท
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เปิดเผยว่า บริษัทฯ กลับมาลุยธุรกิจเพลงอย่างเต็มรูปแบบ โดยผลิตเพลงใหม่กับศิลปินเดิมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว รวมถึงพัฒนาศิลปินใหม่ และเขย่าโครงสร้างใหม่หมด
โดยแยก Business Unit ของอาร์เอส มิวสิค ออกจากอาร์เอสกรุ๊ป และร่วมทุน (JV) กับพาร์ตเนอร์ 2 ราย
- กิจการร่วมค้ากับแกรมมี่ ระยะเวลา 3 ปี ภายใต้ชื่อ อะครอส เดอะ ยูนิเวิร์ส (ACROSS THE UNIVERSE) จัดทำคอนเสิร์ตและโชว์บิซเป็นหลัก
- ร่วมทุนจัดตั้งบริษัทบริหารลิขสิทธิ์เพลงในไทยและต่างประเทศ กับยูนิเวอร์แซล มิวสิค กรุ๊ป (Universal Music Group หรือ UMG) โดย UMG ลงเงินทุน 1,600 ล้านบาท ถือหุ้น 70% ส่วนอาร์เอสถือหุ้น 30% ซึ่ง UMG จะบริหารลิขสิทธิ์ด้านออนไลน์ ส่วนอาร์เอสดูด้านออฟไลน์ เช่น ผับ ร้านอาหารต่าง ๆ เป็นต้น ผ่านบริษัทลูก TCC
“การที่เราได้พาร์ตเนอร์ระดับโลกเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาร์เอสจะกลับมาสร้างอิมแพคในวงการเพลงต่อตลาด และธุรกิจเพลงจะกลายเป็นธุรกิจเรือธงในอนาคต”
เบื้องต้น อาร์เอส มิวสิค ยกเครื่องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ โดยแบ่งเป็น
1. Digital Monetization ผลิตผลงานเพลงทั้งจากศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินระดับตำนานของอาร์เอส รวมถึงสร้างผลงานเพลงร่วมกับศิลปินชื่อดังจากภายนอก
2. Copyright Revenue การจัดเก็บและต่อยอดทรัพย์สินทางภูมิปัญญา (IP) ลิขสิทธิ์เพลง ของ อาร์เอส มิวสิค
3. Marketing Projects & Campaigns การทำมิวสิค มาร์เก็ตติ้ง หรือแคมเปญการตลาดต่างๆ กับคู่ค้า
4. Showbiz & Concerts การจัดกิจกรรม อีเวนต์ เฟสติวัล และคอนเสิร์ต
5. Talent Management การบริหารและดูแลศิลปิน
นายสุรชัย กล่าวว่า ปี 2566 เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดกับการกลับมาลุยธุรกิจเพลง เนื่องจาก ระบบนิเวศเพลงพร้อมขึ้น โดยคาดว่าในปี 2566-2570 บริหารสตรีมมิงออนไลน์จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% โดยเฉพาะประเทศไทยที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 22% ใช้เวลาไปกับการฟังเพลง เฉลี่ย 1.8 ชม./วัน
“ปัจจุบันตลาดเพลงทำได้หลายมิติ ทั้งความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างเอ็นเกตผู้บริโภคผ่านเพลง การทำชาร์เล้นจ์ต่าง ๆ เป็นมากกว่าการฟังเพลงเพื่อความไพเราะดังเช่นอดีต จุดนี้เป็นโอกาส”
บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายทำรายได้ 720 ล้านบาท ในปี 2566 หรือคิดเป็น 15% ของรายได้รวมของกลุ่ม แบ่งเป็น
1. Online & Offline Monetization 130 ล้านบาท
2. Marketing and Brand Engagement 200 ล้านบาท
3. โชว์บิซ และคอนเสิร์ต 350 ล้านบาท
4. บริหารศิลปิน 40 ล้านบาท
และในอีก 3 ปี ข้างหน้า หรือปี 2568 ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ และทำรายได้ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็น ผลิตเพลงใหม่และบริหารลิขสิทธิ์เพลง 40% มาร์เก็ตติ้ง 25% โชว์บิซคอนเสิร์ต 25% และบริหารศิลปิน 10%
ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 ปี 2566 บริษัทฯ เตรียมเดบิวต์ศิลปินหน้าใหม่ เป็นบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ป 7 วง ที่มีความทักษะโดดเด่น ทั้งการร้องเพลง การเต้น และการใช้ภาษา อาทิ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี เพื่อตีตลาดระดับโลก
เมื่อรวมศิลปินใหม่ กับการนำศิลปินเก่าในโปรเจ็กต์โฮมคัมมี่ ทำให้ทั้งปี 2566 บริษัทฯ จะออกเพลงใหม่รวม 150 ซิงเกิล
โดย อาร์เอส จะขยายฐานผู้ฟังผ่านพาร์ตเนอร์อย่าง ยูนิเวอร์แซล มิวสิค และมี Impressions เพิ่มขึ้น 15-20% จากแพลตฟอร์ม OTT ต่าง ๆ
รวมถึงสามารถขยายช่องทางการเผยแพร่งานเพลงผ่านตลาดต่างประเทศและมีเครือข่ายที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ศิลปินในสังกัดและคอนเทนต์ของ อาร์เอส มิวสิค ในตลาดต่างประเทศ
“ประเทศไทยเป็นเป้าหมายของตลาดเพลงระดับโลก ด้วยเด็กไทยมีความสามารถสูง จะเห็นได้จากศิลปินรุ่นใหม่หลายคนที่ได้แสดงในเทศกาลระดับโลก และมีแฟนคลับ รวมถึงทีมงานไทยมีไอเดียดี เพลงไทยจึงไปได้กว้างทั้งระดับเอเชีย และระดับโลก เพราะทุกวันนี้โลกของเพลงไร้ภาษา และพรมแดนไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับค่ายเพลงยักษ์หลายราย”