โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จาก กระทรวงยุติธรรม ถึงสิทธิมนุษยชนที่ผู้หญิงข้ามเพศควรได้รับ แม้ต้องโทษจำคุก

Mirror Thailand

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.25 น.
ภาพไฮไลต์

กระทำความผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย นั่นเป็นเรื่องพื้นฐานและเป็นมาตรฐานของสังคม หากแต่น่าสลดใจว่าทำไมเมื่อเป็น ‘หญิงข้ามเพศ’ ในเรือนจำ นอกเหนือจากการถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามโทษทางกฎหมายที่ตัวเองก่อไว้ ดูเหมือนยังมีหลายชีวิตที่เผชิญความรุนแรง ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกทำร้าย ถูกคุกคามทางเพศ หรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วย ‘เหตุแห่งเพศ’ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกระทำความผิดแต่อย่างใด และนี่ไม่ควรเป็นเรื่องที่สังคมภายนอกควรยอมรับให้ความรุนแรงซ้ำซ้อนนี้ดำเนินต่อไป เพราะนั่นอาจหมายถึงคุณกำลังสนับสนุนความรุนแรง

ปัจจุบันยังมีหญิงข้ามเพศบางคน ที่แม้จะผ่าตัดเปลี่ยนเพศโดยสมบูรณ์แล้ว ถูกบังคับให้เข้าไปในเรือนจำชาย จนถูกผู้ต้องขังชายเข้ามากระทำชำเรา และมีหญิงข้ามเพศ ที่มีหน้าอก หรือมีเพศสภาพหญิง ถูกกล้อนผม และต้องเอาตัวรอดจากความรุนแรงทางเพศในเรือนจำ ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่แค่การรับโทษตามสิ่งที่ก่อไว้ แต่เป็นการถูกกระชากตัวตนความเป็นหญิงพร้อมๆ กับถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แบบที่ไม่มีใคร ‘สมควร’ ได้รับ และไม่ควรทำให้การเป็นคนข้ามเพศ มีป้ายแปะไว้กลายๆ ว่า อนุญาตให้ใครเข้ามาคุกคามทางเพศ หรือใช้ความรุนแรงได้

แม้วันนี้ เรือนจำไทยมีความพยายามที่จะปรับปรุง SOP (Standard Operating Procedure) หรือมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำให้มีผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศบางคนที่ผ่านการเปลี่ยนเพศโดยสมบูรณ์ ได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำหญิงตามร่างกาย เพื่อลดความรุนแรงทางเพศ หรือลดการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะเกิดขึ้น หรือกระทั่งผู้ที่ยังไม่ผ่านการผ่าตัดโดยสมบูรณ์ แต่มีเพศสภาพเป็นหญิง บางเรือนจำแม้จะจัดให้อยู่ในเรือนจำชาย แต่อาจมีการจัดสเปซแยกออกมา ไม่ได้ปะปนกับผู้ต้องขังชาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดยังเป็นแนวทางการปฏิบัติแบบ ‘หลวมๆ’ ที่เปิดช่องให้ผู้บัญชาการเรือนจำในแต่ละที่ ‘ตัดสินตามความเหมาะสม’ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ และเมื่อมันไม่ถูกกำหนดในกฎหมายชัดเจนว่าทุกเรือนจำ ‘ต้องทำ’ จึงไม่แปลกที่ปัญหานี้จะยังคงอยู่ แม้จะน้อยลงจากเมื่อก่อนที่ปัญหาไม่ถูกพูดถึงหรือขับเคลื่อนเท่าทุกวันนี้

เราชวน นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มาคุยถึงภาพรวมของคนข้ามเพศในเรือนจำตอนนี้ อะไรที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รวมถึงทัศนคติของคนในสังคมที่ยังพบคนที่เห็นด้วยกับการเหยียดเพศ ซึ่งนำไปสู่การยอมรับให้เกิดความรุนแรงทางเพศ และสำคัญที่สุด การออกกฎหมายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม

1. บางครั้งการถูกกดทับทางเพศก็นำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

“จริงๆ การที่คนข้ามเพศจะเข้าสู่เรือนจำ มีหลากหลายเหตุผล เหมือนกับที่เพศอื่นๆ กระทำความผิดแล้วต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำ ตั้งแต่ติดยา ความผิดฐานหลักทรัพย์ จนถึงฆ่าคนตาย หรือหากบางคนทำอาชีพขายบริการ อาจมีเรื่องของการถูกหลอกลวงให้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งจริงๆ ประเด็นเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ แต่หากมองถึงกรณีที่เชื่อมโยงกับมิติความเปราะบางทางเพศ อาจมีเรื่องการถูกกดขี่ทางเพศเข้ามาด้วย เพราะในสังคมชายเป็นใหญ่ ยังมีการกระทำต่อเพศที่ถูกตีตราว่าด้อยกว่า เช่น เพศหญิง หรือ LGBTQ+ และเมื่อถูกเลือกปฏิบัติมากๆ หรือเผชิญความรุนแรงทางเพศ มันอาจกลายเป็นแรงผลักเชิงอารมณ์ที่ทำให้เขาเลือกกระทำกลับต่ออีกฝ่ายจนทำให้ต้องเข้าสู่เรือนจำ ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า LGBTQ+ หรือผู้หญิงเองจะเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว บางครั้งก็อาจเป็นผู้กระทำฐานล่วงละเมิดเองก็มีเหมือนกัน”

2. แนวทางปฏิบัติต่อคนข้ามเพศในเรือนจำ ที่ขึ้นอยู่กับ ‘ดุลยพินิจ’ ของ ผบ.

“เรือนจำไทยตอนนี้เพิ่งปรับปรุงตัว SOP หรือมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศไปเมื่อปี 66 ซึ่งในแนวปฏิบัติ จะดูแลตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง อย่างการจำแนกผู้ต้องขัง ในอดีตเวลาจะเข้าเรือนจำ จะแยกตามเพศกำเนิดอย่างเดียว เกิดเป็นชายเข้าเรือนจำชาย เกิดเป็นหญิงเข้าเรือนจำหญิง แต่ปัจจุบันนี้มีเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อเพศสภาพของบุคคลมากขึ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1. กลุ่มที่แปลงเพศโดยสมบูรณ์แล้ว 2. กลุ่มที่ยังไม่ได้แปลงเพศ แต่มีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เป็นตามเพศกำเนิด เช่น เสริมหน้าอก 3. กลุ่มที่ไม่ได้ผ่านการผ่าตัดใดๆ แต่มีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และ 4. กลุ่ม Intersex”

“ในการจำแนก นอกจากจะดูจากเจตนารมณ์ของผู้ต้องขังแล้ว ยังต้องมีนักจิต และเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ผ่านการเทรนมาพิจารณา บางที่จะให้ผู้ที่แปลงเพศโดยสมบูรณ์ไปอยู่เรือนจำหญิง หรือแปลงเพศเป็นชายโดยสมบูรณ์ไปอยู่เรือนจำชาย ทั้งนี้ทั้งนั้น หากว่ากันตามกฎหมายก็ยังระบุให้แยกตามเพศกำเนิด แต่ก็เปิดช่องว่างให้สามารถพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบได้ด้วย ดังนั้น เมื่อมาดูการปฏิบัติ แต่ละที่จึงแตกต่างกันออกไป เช่น เรือนจำพัทยา ที่เป็นต้นแบบที่ดีมาก เนื่องจากมีคนข้ามเพศเยอะ จึงมีการปฏิบัติตามเพศสภาพของเขา หากแปลงเพศเป็นหญิงแล้ว ก็จะจัดให้อยู่กับผู้หญิง หรืออย่างเรือนจำกลางคลองเปรม ก็มีการจำแนกให้ LGBT อยู่ในแดน LGBT รวมกันเป็นกลุ่มก้อน จึงทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่ามีความลักลั่นในการปฎิบัติที่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้คนข้ามเพศบางคนที่แปลงเพศแล้วก็ยังถูกส่งไปเรือนจำชาย ดังนั้น หากกฎหมายกำหนดชัดเจน และมีแนวปฏิบัติเดียวกันทั้งหมด มันคงจะดีกว่า เพราะมันจะนำไปสู่การตรวจร่างกาย หรือการแตะเนื้อต้องตัว ที่ถ้าผู้ต้องขังข้ามเพศมาเป็นผู้หญิงแล้ว ก็ควรให้เจ้าหน้าที่หญิงได้เป็นคนตรวจ ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่ชายมาทำ”

“การตัดผมก็เหมือนกัน สมัยก่อนเข้าเรือนจำ หญิงข้ามเพศจะต้องกล้อนผมเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ก็เปิดให้ ผบ. สามารถดูได้ตามความเหมาะสม ถ้าเขาแปลงเพศเป็นหญิงโดยสมบูรณ์ อาจให้ระเบียบการไว้ผมแบบผู้ต้องขังหญิงได้ สุดท้ายมันก็ยังคงแล้วแต่ ผบ. แต่ละคน ว่าเขามองว่ามันเป็นความจำเป็นไหม บาง ผบ. มองว่าเพื่อประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อย ง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่ถ้าผบ. ที่หัวก้าวหน้า ก็จะอนุญาตให้ไว้ผม เขาจะรู้เรื่องของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

3. ความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

“การล่วงละเมิดทางเพศ ก็มีแนวปฏิบัติที่กำหนดเลยว่า ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผบ. หรือผู้คุม มีหน้าที่ต้องเข้าไปป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะถูกบอกว่าการพูดจากับ LGBT คุณต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ระมัดระวังในการพูดจาเหยียดเพศ แตะเนื้อต้องตัว อย่างที่บอกว่า ถ้าเขาข้ามเพศมาอย่างสมบูรณ์แล้ว การตรวจร่างกายก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่เพศหญิงมาตรวจ ถ้าแปลงเป็นชาย เจ้าหน้าที่ชายก็ควรเป็นคนตรวจ แต่ในข้อเท็จจริงยังคงปรากฏปัญหาในทางปฏิบัติอยู่”

“การที่หญิงข้ามเพศสักคนต้องไปอยู่เรือนจำชายนับว่าเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด บางคนถูกมองเป็นที่ระบาย ตกเป็นเหยื่อในเรือนจำ ซึ่งมันมีทั้งความรุนแรงทางวาจา ที่เกิดจากถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม และความรุนแรงทางกาย ที่มีตั้งแต่การลวนลาม จับ และใช้ความรุนแรงทางเพศ”

“การตรวจตราในเรือนจำ จริงๆ มีความเข้มข้นขึ้นกว่าในอดีต มีการเฝ้าระวัง และบางพื้นที่ก็มีกล้อง แต่ถามว่าปัญหายังมีอยู่ไหม ก็ยังมี ซึ่งหากว่ากันตามกฎหมายแล้ว ผู้ต้องขังสามารถร้องทุกข์ถ้าถูกล่วงละเมิด และหากประสงค์จะดำเนินคดี เจ้าหน้าที่เรือนจำจะต้องช่วยประสานงานไปยังตำรวจให้ หากไม่ดำเนินการ หรือ เพิกเฉย อาจเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 และที่ผ่านมาก็มีผู้ต้องขังที่ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดำเนินการ เพื่อให้เกิดการดำเนินการทางอาญา ทางวินัย และทางปกครอง”

“หากถูกล่วงละเมิด สามารถขอความช่วยเหลือผ่านการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานเรือนจำ หรือยื่นร้องเรียนเป็นจดหมายส่งมาที่ ผบ. หรือร้องเรียนผ่านตู้ร้องทุกข์ หรือทำหนังสือร้องเรียนกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือจะแจ้งญาติให้เป็นคนร้องเรียนก็ได้”

4. ทัศนคติเหยียดเพศจากคนนอกที่ส่งเข้ามายังคนในเรือนจำ

“เราอาจเคยได้ยินที่บางคนพูดเหยียดเพศมาบ้างว่า คนข้ามเพศเข้าไปอยู่ในคุกกับผู้ชายก็สบายเลยสิ ซึ่งแสดงถึงอคติทางเพศบางอย่าง อยากจะบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องจริงค่ะ การเข้าไปอยู่ในเรือนจำมันไม่ใช่เรื่องสบาย เพราะมันเป็นการถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง มันคงไม่ใช่สวรรค์หรือที่ที่สุขสบายอะไรเลย เพียงแต่ในพื้นที่ที่ถูกจำกัดสิทธินี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะยอมรับการเลือกปฏิบัติหรือความรุนแรงในเรือนจำได้ อย่าไปคิดว่าเพราะเป็น ‘หญิงข้ามเพศ’ จึงสมควรถูกกระทำความรุนแรงทางเพศในเรือนจำชาย เพราะนั่นคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ ไม่มีควรถูกบอกว่า สมควรแล้วที่โดนกระทำ ซึ่งอันนี้คงต้องปรับทัศนคติทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ในเรือนจำ และคนข้างนอกด้วยเพื่อลดการตีตรา”

5. ปัญหาเรื่อง ‘พื้นที่’ ในเรือนจำ

“เรื่องการจัดสเปซเป็นปัญหาที่น่าพูดถึงเหมือนกัน เพราะบางเรือนจำ เป็นเรือนจำแดนเดียว เป็นห้องโล่งๆ การจัดให้มีสัดส่วนของ LGBT มันกลายเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรือนจำมีพื้นที่ มีหลายห้อง ก็อาจสามารถเอาน้องๆ มานอนในห้องเดียวกันได้ อย่างพื้นที่ตามต่างจังหวัด แม้แต่ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี กับผู้ต้องขังเด็ดขาด ยังอยู่ด้วยกัน ซึ่งแท้จริงมันควรจะต้องแยก แต่เพราะบางพื้นที่ไม่อำนวย ผลเลยออกมาเป็นแบบนี้ การปรับปรุงเรือนจำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยปกติ ถ้า ผบ. เรือนจำต้องการปรับปรุงจะเสนอมาที่กระทรวง แต่คนอนุมัติงบคือรัฐบาล ดังนั้นจึงต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง”

6. ฮอร์โมนที่จำเป็นต่อคนข้ามเพศ

“ก่อนหน้านี้ปัญหาการเทคฮอร์โมนในเรือนจำมีอยู่มาก เนื่องจากยาฮอร์โมนไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อยาที่ราชการจะจัดสรรให้ แต่มีข้อเรียกร้องจาก LGBT ในเรือนจำ ที่อยากจะเทคฮอร์โมนต่อเนื่องเพราะเขาผ่าตัดแปลงเพศและมีเพศสภาพหญิงแล้ว พอเขาหยุดยามันส่งผลกระทบต่อชีวิตเขา ทำให้กลายเป็นข้อเรียกร้องของ NGO จนปัจจุบันอนุญาตแล้ว เพียงแต่ต้องมีประวัติการเทคฮอร์โมน บวกกับใบรับรองแพทย์ จึงจะให้โรงพยาบาลแม่ข่ายของราชทัณฑ์ส่งมาได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งก็ต้องอาศัยการสื่อสารกับ ผบ. เรื่องนี้ด้วย”

“จริงๆ เรื่องฮอร์โมนเป็นเรื่องสำคัญ หากเป็นไปได้ ก็อยากให้กรมราชทัณฑ์จัดหาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม หรือสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามสิทธิสวัสดิการ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่สามารถปลดล็อกได้ เพราะฮอร์โมนยังไม่ได้ถูกจัดประเภทเป็นยาที่ใช้ดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน เหมือนกับที่คนนอกเรือนจำก็ยังต้องจ่ายสิ่งนี้เองอยู่”

7. การพัฒนาที่ดีที่สุด คือมีกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

“สิ่งที่อยากให้อยู่ในกฎหมาย คือการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติต่อกันให้เหมาะสมกับเพศสภาพของบุคคล ควรมีการระบุมาเลยว่าการจำแนก 4 ประเภท จะต้องมีการจัดการยังไง เพื่อให้มันเป็นแนวปฏิบัติที่ ‘ต้องทำ’ ทุกเรือนจำ การที่ตอนนี้แต่ละที่มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นกังวล ซึ่งเราควรให้ความรู้เจ้าหน้าที่ ควบคู่ไปกับการปรับระเบียบให้มีพื้นฐานเดียวกัน เมื่อมาตรฐานชัดเจน ตั้งแต่หัวแถวจนถึงปลายแถว ความเข้าใจต่อเรื่องความหลากหลายทางเพศก็อาจมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ และตัวกรมของเราเอง ที่ต้องให้ความรู้ต่อไป”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...