ธปท. ยืนยันไทยยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด ชี้ผลกระทบสงครามการค้าจะชัดครึ่งปีหลัง
ธปท. ยืนยันไทยยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด ชี้ผลกระทบสงครามการค้าจะชัดครึ่งปีหลัง
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 1/2568 ว่าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง การใช้นโยบายการเงินจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่ 1.75% หากลดลงอีกอาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะเมื่อความไม่แน่นอนยังสูง ผู้คนและธุรกิจยังไม่กล้าลงทุนหรือใช้จ่าย ดังนั้นควรเก็บเครื่องมือทางนโยบายไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต
“ศักยภาพและรูมที่เหลือไม่เยอะมาก ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 1.75% และระดับดอกเบี้ยเมื่อต่ำลงแล้ว แรงกระตุ้นเพิ่มเติมจะลดลง ขณะเดียวกันยังต้องเก็บกระสุนไว้เพื่อใช้ในระยะข้างหน้า เพราะยังมีความไม่แน่นอนมาก และการลดดอกเบี้ย ในบริบทนี้ อย่างการลงทุน เมื่อลดดอกเบี้ยไป แต่ยังมีความไม่แน่นอนตอนนี้ คนก็ไม่กล้าลงทุน คนก็ยังไม่กล้าจับจ่าย ผลหรือประสิทธิภาพนโยบายการเงินอาจจะได้ไม่เยอะ” นายปิติ กล่าว
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผลกระทบจากสงครามการค้ายังไม่ชัดเจน แต่เริ่มเห็นการชะลอตัวของการลงทุนจากความไม่แน่นอน โดยผลกระทบจะเด่นชัดในครึ่งหลังของปี 2568 และต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มส่งออกไปสหรัฐอเมริกา และธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและนำเข้า ภาคการผลิตและส่งออกจำเป็นต้องปรับตัวรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่
ขณะที่ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และที่ผ่านมา ในการปรับเป็นการปรับเพื่อให้ผ่อนคลาย เพื่อรองรับกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าได้ ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่า 3% หากไม่ปรับตัวอาจกระทบศักยภาพระยะยาวได้
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า โดยยังเห็นการเร่งตัวของการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ในไตรมาสแรก ยังไม่ถึงขั้นถดถอย
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ชี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยโดยรวมถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก และเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์การค้าโลกที่ยังยากจะคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐและจีนสามารถเจรจาและลดหย่อนภาษีเป็นการชั่วคราวนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยคลายความตึงเครียดทางการค้าลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย โดยอานิสงส์จะมาในรูปของการส่งออกที่ดีขึ้น เมื่ออุปสงค์โลกฟื้นตัวหลังการชะลอการขึ้นภาษี และส่งผ่านจากการส่งออกของไทยไปจีน รวมถึงการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ซึ่งมีการเร่งส่งออกของจีนในช่วง 90 วันนี้
นางปราณี กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบน้อยลงจากการเจรจาของสหรัฐและจีนในแง่ของสินค้าที่จะไหลทะลักเข้ามาในประเทศ และการแข่งขันจากสินค้าจีนในตลาดอื่นๆ ที่น่าจะเบาบางลง เนื่องจากจีนสามารถส่งออกไปยังสหรัฐได้
“เมื่อเทียบกับผลของการเจรจาและการผ่อนผันภาษีชั่วคราว 90 วันระหว่างสหรัฐและจีนแล้ว มูลค่าที่มีต่อ GDP ของไทยอาจจะไม่มากนัก ประมาณ 0.1% เนื่องจากเป็นการลดภาษีในระยะสั้นเพียง 1 ไตรมาส หลังจากนี้ยังต้องติดตามผลการเจรจา รวมถึงผลกระทบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และเมื่อเทียบกับไทยเองด้วย” นางปราณี กล่าว
นางปราณี กล่าวด้วยว่า เบื้องต้น ธปท. ประเมินว่าแต่ละภาคส่วนจะได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยกลุ่มส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์รวมถึงยางล้อ และโลหะ ซึ่งจะได้รับผลกระทบในระดับที่ต่างกัน ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากยังไม่ถูกเก็บภาษี
สำหรับกลุ่มที่น่ากังวลคือ กลุ่มที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้านำเข้า เช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งมีเอสเอ็มอีกว่า 1.2 แสนราย จ้างงาน 4.3 แสนคน, เฟอร์นิเจอร์ มีเอสเอ็มอีกว่า 1.2 หมื่นราย จ้างงานกว่า 1.5 แสนคน และเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะขนาดเล็ก มีเอสเอ็มอี 5,000 ราย จ้างงาน 1.4 แสนคน ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พบว่าพวกเขาค่อนข้างลำบาก และคาดหวังความช่วยเหลือด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อปรับตัวและการหาตลาดใหม่
ขณะเดียวกัน ต้องติดตามผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคส่งออกและการผลิตของไทยในระยะยาว
ด้าน นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาน้ำมันโลกและมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อระยะกลางยังอยู่ในประมาณ 1.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ทั้งนี้ ยืนยันว่า การที่เงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลง ยังไม่ได้มีสัญญาณการหตัวของราคาสินค้าและบริการที่กระจายเป็นวงกว้างที่สะท้อนภาวะเงินฝืด
นายสุรัช กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนลดลง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากนโยบายการค้าโลกเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อโดยรวมยังหดตัวและคุณภาพของสินเชื่อยังไม่ปรับดีขึ้น ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ การปรับนโยบายการเงินได้พิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจไปข้างหน้าแล้ว (outlook dependent) และนโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าได้ระดับหนึ่ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. ยืนยันไทยยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด ชี้ผลกระทบสงครามการค้าจะชัดครึ่งปีหลัง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th