"เซียนมี่" ดอดซื้อหุ้น SVI เพิ่ม ดันสัดส่วนถือครองแตะ 0.90 % พบ 2 เดือนเก็บเข้าพอร์ต 1.15 ล้านหุ้น
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนพ.ค. 2568 ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.431% ซึ่งมีสัญญาณที่ผ่อนคลายจากสถานการณ์สงครามการค้า แต่ยังไม่น่าวางใจเพราะความไม่แน่นอนทำให้ ดัชนียังคงมีความผันผวนได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในส่วนพอร์ตลงทุนของ"ทิวา ชินธาดาพงศ์"หรือเซียนมี่ ซึ่งมีฐานะเป็นนายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย (Investors Association of Thailand) พบว่าหุ้นในพอร์ตลงทุนที่มีการปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น
ล่าสุดในเดือนเม.ย. 2568ได้แก่ หุ้นบริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) SVI โดยจะเห็นว่า เซียนมี่ได้มีการเพิ่มสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 19,476,460หุ้น คิดเป็น 0.90%เมื่อเทียบกับการถือครองหุ้นในเดือนก.พ. 2568ถือครองหุ้น 18,320,060 หุ้น คิดเป็น 0.85%ดังนั้นการเพิ่มถือครองหุ้นในครั้งนี้จะอยู่ที่ 1,156,400หุ้น
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้น SVI ตั้งแต่เดือนก.พ.ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น13.97 % สะท้อนได้ว่าการเข้าลงทุนในครั้งนี้ก็น่าจะทำให้มูลค่าการถือลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะเดียวกันหากพิจารณาเชิงลึก ยังพบว่า เซียนมี่ ได้เข้ามาลงทุน SVI จนมีชื่อในโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 10อันดับแรก ตั้งแต่ปี 2567และปัจจุบันมีสัดส่วนการถือครองสูงสุด โดยที่ผ่านมาได้ทยอยเพิ่มสัดส่วนมาอย่างต่อเนื่องดังนี้
การปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 23/04/2568ถือหุ้น 19,476,460หุ้น คิดเป็น 0.90%
ณ วันที่ 24/02/2568ถือหุ้น 18,320,060หุ้น คิดเป็น 0.85
ณ วันที่ 23/04/2567ถือหุ้น 9,223,005หุ้น คิดเป็น 0.43
ณ วันที่ 22/02/2567ถือหุ้น 8,978,005หุ้น คิดเป็น 0.42
ทั้งนี้ ปัจจุบันเซียนมี่ ได้มีการถือครองหุ้น จำนวน 7 บริษัท ประกอบด้วย
BE8 1,653,800หุ้น คิดเป็น 0.62%
MASTER 1,921,071หุ้น คิดเป็น 0.64%
NETBAY 1,535,000หุ้น คิดเป็น 0.77%
SIS 4,737,400หุ้น คิดเป็น1.35%
SPVI 6,683,600หุ้น คิดเป็น1.67%
SVI 19,476,460หุ้น คิดเป็น 0.90%
TKS 11,772,070หุ้น คิดเป็น 2.32%
บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) ระบุว่า แนะนำ“ขาย” SVI ราคาเป้าหมาย 5.90บาท โดยกำไรสุทธิของ SVI ในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 143ล้านบาท (-54% จากปีก่อน, -56% จากไตรมาสก่อน) ต่ำกว่าประมาณการของเราถึง 49%และ ต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ในตลาด 47%
แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ (กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 33ล้านบาท) กำไรจากธุรกิจหลักใน 1Q68จะอยู่ที่ 110ล้านบาท (-62% YoY, -63% QoQ) ต่ำกว่าประมาณการของเราอย่างมีนัยสำคัญถึง 61%เนื่องจาก i) ยอดขายต่ำกว่าที่เราคาดไว้ 20%และ ii) อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าที่เราคาดไว้ 1.4ppts ทั้งนี้ กำไรจากธุรกิจหลักใน 1Q68คิดเป็น 12%ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
ยอดขายของ SVI ในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 4.2พันล้านบาท (-17% จากปีก่อน, -22% จากไตรมาสก่อน) แต่หากไม่รวมผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายใน 1Q68จะอยู่ที่ 124ล้านดอลลาร์ฯ (-13% จากปีก่อน, -21% จากไตรมาสก่อน) ต่ำกว่าประมาณการของเรา 20%
โดยยอดขายที่อ่อนแอเป็นเพราะตลาดอยู่ในโหมดระมัดระวัง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยอดขายในหมวดอุตสาหกรรม และ networking ลดลงประมาณ 45% จากไตรมาสก่อน ทำให้สัดส่วนยอดขายรวมของสองหมวดนี้ลดลงจากประมาณ 80%ของยอดขายรวมเป็น 60%ของยอดขายรวม ทั้งนี้ ยอดขายในไตรมาส 1/68 คิดเป็น 19%ของประมาณการยอดขายเต็มปีของเรา (655ล้านดอลลาร์ฯ) และ 18%ของเป้าเต็มปีของบริษัท (700ล้านดอลลาร์ฯ)
อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 7.9% (-2.7ppts YoY, -1.3ppts QoQ) ต่ำกว่าประมาณการของเรา 1.4ppts โดยอัตรากำไรที่ลดลง YoY เป็นเพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น (33.8บาท/ดอลลาร์ฯ ในไตรมาส 1/68 จาก 35.6บาท/ดอลลาร์ฯ ใน 1Q67) ในขณะที่อัตรากำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อน เป็นเพราะการประหยัดต่อขนาดลดลงตามยอดขายที่อ่อนแอ
ถึงแม้บริษัทจะบอกว่า backlog ยังแข็งแกร่งยาวไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่เรามองว่าการที่บริษัทจะทำยอดขายให้ได้ตามเป้าปีนี้ที่ 700ล้านดอลลาร์ฯ และ บริหารอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ให้ได้ตามเป้า 9.0-9.5%ยังเป็นเรื่องท้าทายท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน
ดังนั้น เราจึงปรับลดประมาณการยอดขายปี 2568-2569ลง 3-5%และ ปรับลดประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568-2569ลง 50-80bps เพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการที่อ่อนแอใน 1Q68และ แนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน โดยสรุปแล้ว เราปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2568-2569ลง 15-17%
เราปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ลงจาก7.00 บาท เป็น 5.90 บาท อิงจาก PER ที่ 13.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีต -0.25 S.D) และ ปรับลดคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ขาย”