“อียู-สหรัฐ” เจรจาเข้มวินาทีสุดท้าย หวังปิดดีลก่อนทรัมป์เก็บภาษี 30% วันที่ 1 ส.ค.
การเจรจาการค้าระหว่าง "อียู-สหรัฐ" เข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา ก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม ที่ทรัมป์ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้า EU ถึง 30% หากไม่สามารถตกลงกันได้ โดย EU พร้อมยอมรับข้อตกลงที่เสียเปรียบเพื่อเลี่ยงมาตรการ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.44 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่มีการเจรจาอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่จะเก็บภาษีสินค้าส่วนใหญ่จาก EU ในอัตรา 30%
เจ้าหน้าที่ในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ยอมรับว่าพร้อมรับข้อตกลงที่ไม่สมดุลและเอื้อประโยชน์ต่อฝั่งสหรัฐ หากนั่นคือเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อฝ่าวิกฤตให้ทันเวลา อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเจรจารอบก่อนหน้าในกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้
ด้วยเหตุนี้ EU จึงเริ่มเตรียมการตอบโต้ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยคณะทูตของ EU มีกำหนดประชุมในสัปดาห์นี้เพื่อจัดทำแผนมาตรการตอบโต้ หากข้อตกลงล้มเหลว โดยเชื่อกันว่าจุดยืนของทรัมป์แข็งกร้าวขึ้นเมื่อเข้าใกล้เส้นตาย
ปัจจุบันสหรัฐพยายามผลักดันให้มีการเก็บภาษีแบบครอบคลุมสินค้าจาก EU เกือบทั้งหมดในอัตราสูงกว่า 10% โดยมีข้อยกเว้นน้อยมาก เช่น อุตสาหกรรมการบิน อุปกรณ์การแพทย์บางประเภท ยาเวชภัณฑ์ทั่วไป สุราบางชนิด และเครื่องจักรเฉพาะทางบางรายการที่สหรัฐต้องใช้งาน
โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งรับผิดชอบด้านการค้าของกลุ่ม กล่าวว่า “ยังไม่ขอแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่”
ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการกำหนดเพดานการนำเข้าสินค้าบางประเภท การกำหนดโควตาสำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม และกลไกป้องกันห่วงโซ่อุปทานจากประเทศที่ส่งออกโลหะเหล่านี้ในปริมาณมาก อย่างไรก็ตามแม้จะบรรลุข้อตกลงในทางเทคนิค แต่ทุกอย่างก็ยังต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากทรัมป์ ซึ่งท่าทีของเขายังไม่แน่นอน
คำเตือนจากทรัมป์
ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวในรายการ Face the Nation ของสถานี CBS ว่า “ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถปิดดีลได้… ประเทศเหล่านี้จะตระหนักว่าเปิดตลาดให้สหรัฐดีกว่าการต้องจ่ายภาษีในอัตราสูง” และระบุว่า ได้พูดคุยกับผู้แทนเจรจาของ EU แล้วเมื่อเช้าวันอาทิตย์
ทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึง EU เมื่อต้นเดือน เตือนว่าหากไม่มีข้อตกลงภายในวันที่ 1 ส.ค. EU จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 30% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังเก็บภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในอัตรา 25% และจัดเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตราที่สูงกว่านั้นอีก รวมถึงขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติมกับยารักษาโรค เซมิคอนดักเตอร์ และทองแดง ซึ่งเขาเพิ่งประกาศอัตราภาษี 50%
EU ประเมินว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐในปัจจุบันครอบคลุมสินค้า EU มูลค่ารวมประมาณ 380,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 442,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 70% ของการส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐ
ก่อนที่ทรัมป์จะส่งจดหมาย EU เคยคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุกรอบเบื้องต้นที่ใช้อัตราภาษี 10% กับสินค้าส่วนใหญ่ และใช้เป็นฐานในการเจรจาเพิ่มเติม
EU พยายามผลักดันให้ได้รับข้อยกเว้นเพิ่มเติม และต้องการกลไกป้องกันไม่ให้ถูกตั้งกำแพงภาษีใหม่ในอนาคต แม้จะยอมรับว่าข้อตกลงอาจไม่เท่าเทียม แต่ EU ก็จะประเมินความไม่สมดุลโดยรวมก่อนตัดสินใจว่าจะตอบโต้หรือไม่ ทั้งนี้ระดับความยินยอมต่อความเสียหายของแต่ละประเทศสมาชิกไม่เท่ากัน บางประเทศพร้อมยอมรับภาษีที่สูงขึ้น หากสามารถแลกกับข้อยกเว้นที่สำคัญได้
ข้อตกลงใด ๆ ยังรวมถึงการจัดการกับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเจรจาการค้าในด้านดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้างเชิงกลยุทธ์
เดินหน้าแผนตอบโต้ หากไม่มีดีล
เมื่อโอกาสการบรรลุข้อตกลงดูริบหรี่ลง EU คาดว่าจะเร่งจัดทำแผนตอบโต้ โดยการดำเนินการใด ๆ จะต้องได้รับการอนุมัติทางการเมือง เนื่องจากผลกระทบมีนัยสำคัญ
มาตรการตอบโต้ใด ๆ ที่มีน้ำหนักอาจนำไปสู่การปะทะทางการค้าแบบเต็มรูปแบบ เพราะทรัมป์เคยเตือนว่าการตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐจะนำไปสู่มาตรการที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
EU ได้อนุมัติรายการสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 21,000 ล้านยูโร ซึ่งพร้อมใช้เก็บภาษีเพื่อตอบโต้การเก็บภาษีโลหะของทรัมป์ โดยรายการดังกล่าวเน้นสินค้าจากรัฐที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น ถั่วเหลืองจากหลุยเซียนา รวมถึงสินค้าเกษตร สัตว์ปีก และมอเตอร์ไซค์
นอกจากนี้ยังมีบัญชีสินค้ามูลค่า 72,000 ล้านยูโร ที่เตรียมไว้ตอบโต้ภาษีที่เรียกว่า“reciprocal levies” และภาษีรถยนต์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Boeing รถยนต์สหรัฐ และวิสกี้ bourbon
ทั้งนี้ EU ยังพิจารณามาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การควบคุมการส่งออก และการจำกัดการเข้าร่วมประมูลในโครงการจัดซื้อของรัฐ
เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ (ACI)
Bloomberg รายงานว่ามีประเทศสมาชิก EU จำนวนมากขึ้นที่ต้องการให้สหภาพเปิดใช้เครื่องมือที่ทรงอำนาจที่สุดทางการค้า นั่นคือมาตรการต่อต้านการบีบบังคับ (Anti-Coercion Instrument – ACI) หากทรัมป์ดำเนินการตามที่ขู่ไว้
ACI ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของ EU ในการตอบโต้เชิงรุก เช่น การจัดเก็บภาษีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ การจำกัดการลงทุนของสหรัฐใน EU หรือการจำกัดไม่ให้บริษัทสหรัฐ เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างบางส่วนในยุโรป
ACI ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทั้งเครื่องมือป้องปราม และตอบโต้หากประเทศที่สามใช้มาตรการทางการค้าเพื่อบีบบังคับการตัดสินใจด้านนโยบายของ EU หรือประเทศสมาชิก
โดยคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถเสนอใช้เครื่องมือนี้ได้ แต่ต้องให้ประเทศสมาชิกเป็นผู้ตัดสินใจว่ามีการบีบบังคับเกิดขึ้นหรือไม่ และควรใช้ ACI หรือไม่ ซึ่งในกระบวนการนี้ EU จะพยายามเจรจากับประเทศที่ก่อเหตุ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ประเทศสมาชิกเพิ่งได้รับการชี้แจงสถานะการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อ้างอิง : bloomberg.com