โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อียู-สหรัฐ” เจรจาเข้มวินาทีสุดท้าย หวังปิดดีลก่อนทรัมป์เก็บภาษี 30% วันที่ 1 ส.ค.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 16.58 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 09.58 น.

การเจรจาการค้าระหว่าง "อียู-สหรัฐ" เข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา ก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม ที่ทรัมป์ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้า EU ถึง 30% หากไม่สามารถตกลงกันได้ โดย EU พร้อมยอมรับข้อตกลงที่เสียเปรียบเพื่อเลี่ยงมาตรการ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.44 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่มีการเจรจาอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่จะเก็บภาษีสินค้าส่วนใหญ่จาก EU ในอัตรา 30%

เจ้าหน้าที่ในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ยอมรับว่าพร้อมรับข้อตกลงที่ไม่สมดุลและเอื้อประโยชน์ต่อฝั่งสหรัฐ หากนั่นคือเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อฝ่าวิกฤตให้ทันเวลา อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเจรจารอบก่อนหน้าในกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้

ด้วยเหตุนี้ EU จึงเริ่มเตรียมการตอบโต้ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยคณะทูตของ EU มีกำหนดประชุมในสัปดาห์นี้เพื่อจัดทำแผนมาตรการตอบโต้ หากข้อตกลงล้มเหลว โดยเชื่อกันว่าจุดยืนของทรัมป์แข็งกร้าวขึ้นเมื่อเข้าใกล้เส้นตาย

ปัจจุบันสหรัฐพยายามผลักดันให้มีการเก็บภาษีแบบครอบคลุมสินค้าจาก EU เกือบทั้งหมดในอัตราสูงกว่า 10% โดยมีข้อยกเว้นน้อยมาก เช่น อุตสาหกรรมการบิน อุปกรณ์การแพทย์บางประเภท ยาเวชภัณฑ์ทั่วไป สุราบางชนิด และเครื่องจักรเฉพาะทางบางรายการที่สหรัฐต้องใช้งาน

โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งรับผิดชอบด้านการค้าของกลุ่ม กล่าวว่า “ยังไม่ขอแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่”

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการกำหนดเพดานการนำเข้าสินค้าบางประเภท การกำหนดโควตาสำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม และกลไกป้องกันห่วงโซ่อุปทานจากประเทศที่ส่งออกโลหะเหล่านี้ในปริมาณมาก อย่างไรก็ตามแม้จะบรรลุข้อตกลงในทางเทคนิค แต่ทุกอย่างก็ยังต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากทรัมป์ ซึ่งท่าทีของเขายังไม่แน่นอน

คำเตือนจากทรัมป์

ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวในรายการ Face the Nation ของสถานี CBS ว่า “ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถปิดดีลได้… ประเทศเหล่านี้จะตระหนักว่าเปิดตลาดให้สหรัฐดีกว่าการต้องจ่ายภาษีในอัตราสูง” และระบุว่า ได้พูดคุยกับผู้แทนเจรจาของ EU แล้วเมื่อเช้าวันอาทิตย์

ทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึง EU เมื่อต้นเดือน เตือนว่าหากไม่มีข้อตกลงภายในวันที่ 1 ส.ค. EU จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 30% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังเก็บภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในอัตรา 25% และจัดเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตราที่สูงกว่านั้นอีก รวมถึงขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติมกับยารักษาโรค เซมิคอนดักเตอร์ และทองแดง ซึ่งเขาเพิ่งประกาศอัตราภาษี 50%

EU ประเมินว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐในปัจจุบันครอบคลุมสินค้า EU มูลค่ารวมประมาณ 380,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 442,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 70% ของการส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐ

ก่อนที่ทรัมป์จะส่งจดหมาย EU เคยคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุกรอบเบื้องต้นที่ใช้อัตราภาษี 10% กับสินค้าส่วนใหญ่ และใช้เป็นฐานในการเจรจาเพิ่มเติม

EU พยายามผลักดันให้ได้รับข้อยกเว้นเพิ่มเติม และต้องการกลไกป้องกันไม่ให้ถูกตั้งกำแพงภาษีใหม่ในอนาคต แม้จะยอมรับว่าข้อตกลงอาจไม่เท่าเทียม แต่ EU ก็จะประเมินความไม่สมดุลโดยรวมก่อนตัดสินใจว่าจะตอบโต้หรือไม่ ทั้งนี้ระดับความยินยอมต่อความเสียหายของแต่ละประเทศสมาชิกไม่เท่ากัน บางประเทศพร้อมยอมรับภาษีที่สูงขึ้น หากสามารถแลกกับข้อยกเว้นที่สำคัญได้

ข้อตกลงใด ๆ ยังรวมถึงการจัดการกับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเจรจาการค้าในด้านดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้างเชิงกลยุทธ์

เดินหน้าแผนตอบโต้ หากไม่มีดีล

เมื่อโอกาสการบรรลุข้อตกลงดูริบหรี่ลง EU คาดว่าจะเร่งจัดทำแผนตอบโต้ โดยการดำเนินการใด ๆ จะต้องได้รับการอนุมัติทางการเมือง เนื่องจากผลกระทบมีนัยสำคัญ

มาตรการตอบโต้ใด ๆ ที่มีน้ำหนักอาจนำไปสู่การปะทะทางการค้าแบบเต็มรูปแบบ เพราะทรัมป์เคยเตือนว่าการตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐจะนำไปสู่มาตรการที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

EU ได้อนุมัติรายการสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 21,000 ล้านยูโร ซึ่งพร้อมใช้เก็บภาษีเพื่อตอบโต้การเก็บภาษีโลหะของทรัมป์ โดยรายการดังกล่าวเน้นสินค้าจากรัฐที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น ถั่วเหลืองจากหลุยเซียนา รวมถึงสินค้าเกษตร สัตว์ปีก และมอเตอร์ไซค์

นอกจากนี้ยังมีบัญชีสินค้ามูลค่า 72,000 ล้านยูโร ที่เตรียมไว้ตอบโต้ภาษีที่เรียกว่า“reciprocal levies” และภาษีรถยนต์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Boeing รถยนต์สหรัฐ และวิสกี้ bourbon

ทั้งนี้ EU ยังพิจารณามาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การควบคุมการส่งออก และการจำกัดการเข้าร่วมประมูลในโครงการจัดซื้อของรัฐ

เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ (ACI)

Bloomberg รายงานว่ามีประเทศสมาชิก EU จำนวนมากขึ้นที่ต้องการให้สหภาพเปิดใช้เครื่องมือที่ทรงอำนาจที่สุดทางการค้า นั่นคือมาตรการต่อต้านการบีบบังคับ (Anti-Coercion Instrument – ACI) หากทรัมป์ดำเนินการตามที่ขู่ไว้

ACI ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของ EU ในการตอบโต้เชิงรุก เช่น การจัดเก็บภาษีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ การจำกัดการลงทุนของสหรัฐใน EU หรือการจำกัดไม่ให้บริษัทสหรัฐ เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างบางส่วนในยุโรป

ACI ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทั้งเครื่องมือป้องปราม และตอบโต้หากประเทศที่สามใช้มาตรการทางการค้าเพื่อบีบบังคับการตัดสินใจด้านนโยบายของ EU หรือประเทศสมาชิก

โดยคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถเสนอใช้เครื่องมือนี้ได้ แต่ต้องให้ประเทศสมาชิกเป็นผู้ตัดสินใจว่ามีการบีบบังคับเกิดขึ้นหรือไม่ และควรใช้ ACI หรือไม่ ซึ่งในกระบวนการนี้ EU จะพยายามเจรจากับประเทศที่ก่อเหตุ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ประเทศสมาชิกเพิ่งได้รับการชี้แจงสถานะการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...