ส่องพื้นฐาน 5 หุ้นออร่าจับ เด่นสุดในกลุ่ม China Play
ยังคงทำให้นักลงทุนเกิดอาการหัวใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทย ที่ดัชนีมีทั้งขึ้นพรวด ลงฮวบ ชนิดที่เรียกว่า 3 วันดี 4 วันไข้ โดยจะเห็นได้จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อ “ทรัมป์” ประกาศสงบศึกชั่วคราวกับจีน ด้วยการที่ต่างคนต่างลดภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศ ก็ทำให้นักลงทุนเกิดเสียงเฮไปตาม ๆ กัน ผลักดันดัชนีทั้งหุ้นไทยและต่างประเทศปรับตัวขึ้นอย่างพร้อมหน้า แต่เพียงไม่นานก็ถูกแรงเทขายออกมาอีกครั้ง จนนักลงทุนไม่รู้จะเอายังไงต่อดี จะหนีหรือจะเข้า?
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้หยิบยกเอากลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้มาฝากกัน
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ ตลาดอาจชะลอการขึ้น เพื่อรอข่าวบวกใหม่ๆ กลยุทธ์จึงเป็นสลับหุ้นเข้าลงทุน โดยขายหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก สลับไปหาหุ้นที่ราคาขึ้นมาน้อย โดยควรเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแสการลงทุน เช่น China Play หรือเป็นหุ้นที่กำลังจะกลับมาดี
สำหรับหุ้นกลุ่ม China Play หลังจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสินเชื่อ ยังมองว่าหุ้น 2 Sector จะได้อานิสงส์ คือ ปิโตรเคมีและอีเล็คทรอนิคส์ โดยหุ้นเด่นของ 2 กลุ่มนี้ ได้แก่ SCGP, IVL, PTTGC, CCET, DELTA
เริ่มที่ SCGP บล.กสิกรไทย แนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายที่ 15.50 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อกำไรระยะสั้น โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุนจาก 1. ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2. อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่อาจเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคากระดาษที่แข็งแกร่ง (ประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน) 3. การดำเนินงานที่ดีขึ้นของ Fajar หลังปรับราคาในเดือนพฤษภาคม 4. ปริมาณการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น 5. การแข่งขันในประเทศลดลงจากการหยุดดำเนินการของคู่แข่ง ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการรีไฟแนนซ์ Fajar ปี 2568 เพิ่มขึ้น 6 เป็น 4.1 พันลบ. ขณะที่ปี 2569 เพิ่มขึ้น 4% และปี 2570 เพิ่มขึ้น 4% เป็น 6 พันลบ.
ขณะที่ IVL บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 25.00 บาท โดยคาดแนวโน้มไตรมาส 2/68 กลับมาทำกำไร ตามปริมาณขายเพิ่มขึ้นและสเปรดเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากภาษีการค้าจำกัด จากฐานผลิตกระจายทั่วโลก
ด้าน PTTGC บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนํา “OUTPERFORM” ด้วยราคาเป้าหมาย 29.00 บาท เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวในปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นของธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ และกําไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ จึงมองว่า Valuation ปัจจุบันสําหรับปี 2568 ที่ EV/EBITDA 6 เท่า และ PBV 0.3 เท่า (0.6 เท่าหลังหักค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) ดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 9 เท่า และ 0.7 เท่า ตามลําดับ
ส่วน CCET บล.บียอนด์ แนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมายที่ 7.20 บาท โดยแม้ผลประกอบการไตรมาส 1/68 สอดคล้องกับคาดการณ์และราคาหุ้นเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ Upside เหลือจำกัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวนบริษัทยังมีแผนเดินเครื่องโรงงาน 13 และ 15 ในช่วงครึ่งแรกของปี รองรับการย้ายฐานจากประเทศจีนและประเทศเวียดนาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
สำหรับ DELTA บล.โกลเบล็ก แนะนำ "ซื้อ" และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 125.00 บาท เนื่องจากคิดว่าราคาหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้น เนื่องจากความต้องการพลังงานที่เกี่ยวข้องกับอลูมิเนียมที่แข็งแกร่งเกินคาด และการเติบโตจากข้อตกลงอลูมิเนียมระหว่างสหรัฐฯ และตะวันออกกลางเมื่อไม่นานนี้