ไทยใช้สิทธิ “FTA” ดันส่งออกไทย ม.ค.-ก.พ.68 โตทะลุ 24%
(วันนี้ 19 พ.ค.68) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 มกราคม-กุมภาพันธ์ พบว่าไทยสามารถใช้สิทธิฯ ได้รวมมูลค่า 15,086.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 467,672 ล้านบาท คิดเป็น 81.36% ของมูลค่าส่งออกที่มีสิทธิ และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 24.11%
พระเอกส่งออก “ตลาดอาเซียน”
โดยมีการใช้สิทธิภายใต้ความตกลง ATIGA สูงสุด มูลค่ากว่า 5,303.67 ล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็น 68.5% รองลงมา ได้แก่
จีน (ACFTA): 3,163.48 ล้านดอลลาร์ฯ (ใช้สิทธิ 90.66%)
อินเดีย (AIFTA): 3,206.08 ล้านดอลลาร์ฯ (ใช้สิทธิ 89.97%)
ญี่ปุ่น (JTEPA): 1,027.36 ล้านดอลลาร์ฯ (ใช้สิทธิ 75.93%)
ออสเตรเลีย (TAFTA): 894.95 ล้านดอลลาร์ฯ (ใช้สิทธิ 58.16%)
สินค้าเด่น 5 อันดับแรก ที่ไทยใช้สิทธิ FTA ส่งออกมากที่สุด ได้แก่
1. แพลทินัม (ยังไม่ขึ้นรูป, กึ่งสำเร็จรูป หรือผง) 1,513.63 ล้านดอลลาร์ฯ
2.ยานยนต์ดีเซล ขนาดไม่เกิน 5 ตัน 999.73 ล้านดอลลาร์ฯ
3.แพลทินัมประเภทอื่น 697.10 ล้านดอลลาร์ฯ
4.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 602.57 ล้านดอลลาร์ฯ
5.น้ำตาลจากอ้อย 372.23 ล้านดอลลาร์ฯ
เดือนกุมภาพันธ์ “อินเดีย” โตพุ่งเกินคาด
เฉพาะเดือนเดียวมีมูลค่าการใช้สิทธิ FTA กับอินเดียสูงถึง 1,737.27 ล้านดอลลาร์ฯ หรือกว่า 53,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมาจากการส่งออกแพลทินัมและเครื่องเพชรพลอยที่มีมูลค่าสูง แม้ FTA ไทย-อินเดียยังมีข้อจำกัดด้านภาษีนำเข้า ทำให้อัตราการใช้สิทธิยังไม่สูง (เพียง 35.61% หรือ 76.96 ล้านดอลลาร์ฯ) แต่ไทย-อินเดียกำลังอยู่ระหว่าง เจรจาอัปเกรด FTA ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะครอบคลุมสินค้ากว้างขึ้น รวมถึงบริการและการลงทุน ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดอินเดียขนาดยักษ์ที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต
FTA = แต้มต่อที่ผู้ประกอบการไทยควรใช้
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้เชิญภาคเอกชนผู้มีประสบการณ์ในการส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA แลกเปลี่ยนความเห็นถึงโอกาสและความท้าทายจากสถานการณ์ทางการค้าโลกจากผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ พูดคุยกับผู้แทนจากสภาผู้ส่งออก และกรมการค้าต่างประเทศ ภายใต้หัวข้อแนวทางรับมือสำหรับผู้ประกอบการ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี ภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่อง “FTA ขยายธุรกิจ พิชิตส่งออก” ที่จังหวัดนครพนม โดยจากงานสัมมนาดังกล่าว ทุกคนเห็นร่วมกันว่า FTA เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างแต้มต่อในการส่งออก ช่วยลดภาษีนำเข้า ลดต้นทุนทางการค้า ทำให้สินค้าส่งออกจากไทยน่าดึงดูดเมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่นที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก FTA และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาครัฐได้เจรจาจัดทำ FTA ฉบับใหม่ๆ กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย-ศรีลังกา ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ เอฟต้า ไทย-ภูฏาน โดยการใช้สิทธิฯ ผ่าน FTA ทั้งหมดนี้ จะช่วยขยายตลาดการส่งออกใหม่ๆ และลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในการส่งออกได้ ซึ่งในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศยังคงมีแผนการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศต่อเนื่องทั้งจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ ลำพูน และหนองคาย