โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิว ‘All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้’ สะท้อนชีวิตเด็กมัธยมเกาหลีกลายเป็นซอมบี้เพราะสังคมกดทับ

TODAY

อัพเดต 09 ก.พ. 2565 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 16.30 น. • workpointTODAY

รีวิว ‘All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้’ สะท้อนชีวิตเด็กมัธยมเกาหลีกลายเป็นซอมบี้เพราะสังคมกดทับ

‘All of Us Are Dead’ หรือ ‘มัธยมซอมบี้’ เป็น Netflix Original Series ที่ติดอันดับ Netflix top 10 ใน 91 ประเทศทั่วโลกหลังจากออกฉาย ด้วยเรื่องราวที่สนุกชวนลุ้น ซึ่งมีทั้งการหนีตาย ความรักวัยรุ่น ปมปัญหาชีวิตของแต่ละตัวละคร ถึงจะมีบางจุดที่ชวนให้ขัดใจกับตัวละครและทิศทางของเรื่องอยู่บ้างแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกดดูตอนต่อไปต่อจนจบ เพราะความสนุกชวนให้อินของเรื่องไม่ได้ผูกอยู่แค่ที่ตัวละครและการตัดสินใจของพวกเขา แต่การที่เรื่องสะท้อนให้เห็นชีวิตของนักเรียนและสังคมเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ ว่าซอมบี้ในเรื่องไม่ได้เกิดจากวิทยาศาสตร์และการทดลองเท่านั้น แต่เกิดจากสภาพสังคมที่มีความรุนแรง กดดันและกัดกินวิญญาณของเยาวชน จนเหลือแค่เพียงความกลัวและการดิ้นรนเอาตัวรอด และผู้ใหญ่ที่เพิกเฉยต่อปัญหาก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้สัญญลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เรือเซวอลล่ม ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ลากไส้ให้เห็นความล้มเหลวของการบริหาร และผลกระทบตกหนักอยู่ที่เยาวชน

บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

เนื้อหาของ ‘All of Us Are Dead’ มัธยมซอมบี้ ก็ตรงกับชื่อเรื่อง คือเป็นเรื่องราวของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมปลาย ที่ต้องหนีจากเพื่อนที่กลายเป็นซอมบี้หลังจากมีนักเรียนผู้ติดเชื้อคนที่หนึ่งโดนหนูในห้องวิทยาศาสตร์กัดทำให้มีการแพร่เชื้อในโรงเรียนไปจนถึงนอกโรงเรียน ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ต้องหาทางเอาตัวรอดเมื่อไม่มีโทรศัพท์ หรือแม้แต่อาหาร และผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของพวกเขาได้เลย และผู้ชมก็ต้องคอยลุ้นว่าพวกเขาจะผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้อย่างไร

เมื่อซีรีส์ออกฉากมีหลายเสียงใน social media ที่ได้พูดถึงการที่องค์ประกอบบางอย่างในซีรีส์ชวนนึกถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือเซวอล และเมื่อเราคิดกลับไปและอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพสะท้อนนั้นชัดเจนขึ้นในเหตุการณ์และตัวละคร อย่างครู และ ผู้ใหญ่ที่ทอดทิ้งเยาวชนเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไปจนถึงริบบิ้นที่ใช้ไว้อาลัย ซึ่งอาจจะกำลังสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองโศกนาฏกรรมมีเหตุมาจากเรื่องเดียวกันคือ

ผลประโยชน์และความเห็นแก่ตัวที่มาก่อนชีวิตเยาวชน
การเลือกให้จุดเริ่มต้นของเรื่องที่ทุกคนในเมืองกลายเป็นซอมบี้เกิดขึ้นจากเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็ก ๆ ที่ผู้ที่อยู่ในอำนาจมองข้าม ซุกไว้ใต้พรมเพื่อรักษาหน้าและตำแหน่งของตัวเอง คล้ายกับเหตุการณ์เรือเซวอลล่มตรงที่มันเร่ิมต้นมาจากความเพิกเฉยเช่นกัน เร่ิมมาตั้งแต่การผ่านใบอนุญาตทั้งที่เรือได้ถูกนำมาดัดแปลงอย่างผิดกฏหมาย เพื่อสามารถขนส่งสินค้าได้มากขึ้น และก็เรือไม่ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ความเพิกเฉยที่เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมเรือเซวอลก็เหมือนกับที่ตอนครูวิทยศาสตร์พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกของตนที่โดนทำร้าย แต่กลับโดนเมิน หลายคนมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยกลับส่งผลมหาศาล

ตัวละครครูใหญ่ที่ห้ามไม่ให้แจ้งบุคคลภายนอกตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มและให้นักเรียนกลับไปอยู่ในห้องเรียน ซ้ำหลังจากที่เหตุการณ์บานปลายเกินควบคุม เขายังสั่งให้นักเรียนเสี่ยงไปเอารถเพื่อให้เขาหนี ก็ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ในเรือเซวอลที่ทั้งที่มีเวลาที่จะอพยบผู้โดยสารออกมาได้แต่กัปตันเรือก็ไม่ได้สั่งให้อพยบ จนมีนักเรียนมากมายที่รอคำสั่งต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า และถึงแม้จะมีการอ้างว่าระบบกระจายเสียงเสีย แต่การที่กัปตันและลูกเรือหนีเอาตัวรอดออกมาก่อนเป็นกลุ่มแรก โดยไม่เตือนแม้แต่นักเรียนที่อยู่ชั้นบนและเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในห้องซึ่งพวกเขาต้องเดินผ่านก่อนหนีออกจากเรือ ก็สะท้อนให้เห็นการละทิ้งหน้าที่ความเห็นแก่ตัวถึงขีดสุดของผู้นำที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างมาถึงจุดนี้ เช่นเดียวกับในซีรีส์

● ครูผู้สละตน
แต่ในหมู่ผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัวก็ยังมีครูที่สละตน ในเรือเซวอลมีครูหลายคนที่ทำหน้าทีจนวินาทีสุดท้ายจนร่างของพวกเขาจมหายไปโดยหลายคนไม่ได้หวนคืนจากทะเลจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับครูพัคในเรื่องที่สละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือนักเรียน

● ความล่าช้าของทางการและการละทิ้งเยาวชน
ในซีรีส์เหล่านักเรียนได้พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือทุกทาง แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ หรือมีหลายครั้งที่มีคนเข้ามาช่วยเหลือแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทิ้งพวกเขาด้วยเหตุผลต่าง ๆ อาจจะกำลังสะท้อนความล่าช้าของทางการที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากกว่าทีควรของเหตุการณ์บนเรือเซวอล เช่นการที่หน่วยยามชายฝั่งไม่ได้พร้อมให้ความช่วยเหลือทันที จนผ่านโกลเด้นไทม์หรือช่วงนาทีทองที่ผู้ประสพภัยจะมีสิทธิ์รอดชีวิตมากที่สุดไป หรือการที่ยามชายฝั่งเลือกช่วยแต่นักเรียนที่กระโดดลงมาในน้ำจนมีเสียงวิพากย์วิจารณ์จากทั้งประชาชนและผู้รอดชีวิตถึงการช่วยเหลือที่ล่าช้าและทำไม่เต็มที่

ทำให้มีหลายคนที่เชื่อคำสั่งแรกให้รอความช่วยเหลือจมไปพร้อมเรือ เช่น ผู้รอดชีวิตด้วยการกู้ภัยทางเฮลิคอปเตอร์ ที่ออกมาพูดว่าหากมีแค่สักคนหย่อนเชือกไปให้เด็กที่ติดอยู่ในเรือเกาะปีนออกมาคงจะมีผู้รอดชีวิตมากกว่านี้ ก็ชวนในนึกถึงฉากที่มีเฮลิคอปเตอร์เข้ามาถึงโรงเรียน แต่กลับทิ้งกลุ่มนักเรียนไว้เพราะกลัวการติดเชื้อ เหตุการณ์ในเรื่องมีผู้เสียชีวิตเป็นนักเรียนมากมาย เช่นเดียวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมรือเซวอลมีผู้เสียชีวิต 250 จาก 304 คน ที่เป็นนักเรียนมัธยม

● ข้อความสุดท้าย และริบบิ้นไว้อาลัยสีเหลือง
วิดีโอที่นักเรียนอัดกันและริบบิ้นสีเหลืองที่ผูกไว้เพื่อไว้อาลัยในเรื่อง ก็ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์จริงที่นักเรียนอัดข้อความสุดท้ายไว้ก่อนจะเสียชีวิตในเรือ และริบบิ้นสีเหลืองที่ผูกไว้ข้างรั้วเพื่อระลึกถึงผู้ที่สูญหายและจากไปจากเหตุการณ์ก็พาให้นึกถึงริบบิ้นเหลือที่ถูกผูกไว้ที่รั้วใกล้เรียนมัธยมดาวอนซึ่งเป็นโรงเรียนของเด็ก ๆ ในเหตุการณ์เรือเซวอล ริบบิ้นเหลืองนี้เป็นสัญญลักษณ์ของความหวังว่าจะมีผู้รอดชีวิต แต่ความเศร้ากลายเป็นความโกรธแค้น และในภายหลังริบบิ้นเหลืองก็ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ที่ใช้ในการต่อต้านประธานาธิบดีพัคกึนฮเยทีครองอำนาจอยู่ในขณะนั้น และส่งผลให้เธอโดนเปิดโปง ปลดจากตำแหน่ง และถูกดำเนินคดีในที่สุด

● ผลกระทบหลังโศกนาฏกรรมและโลกที่ไม่ได้เปลี่ยนไป
ในเรื่องเหตุการณ์ค่อย ๆ คลี่คลายไปโดยที่สาเหตุไม่ได้ถูกสอบสวนให้ดีและแน่ชัด เช่นเดียวกับโศกนาฏกรรมเรือเซวอล ที่แม้จะมีการเปิดเผยถึงสาเหตุบางส่วน และมีผู้ที่เกี่ยวข้องถูกลงโทษ แต่เหมือนจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก บทความจาก New York Times เปิดเผยว่าหลังเหตุการณ์มีการตรวจสอบและบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้น สำหรับการโกงน้ำหนักคลังสินค้าบนเรือ แต่การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ และการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ถูกปฏิเสธด้วยปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ทำให้ยังมีของโหว่สำหรับการคอรัปชั่น และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอยู่ นอกจากนี้ยังไม่มีบทลงโทษสำหรับหน่วยงานด้านกู้ภัยที่ทำงานล่าช้าจนมีผู้เสียชีวิต เช่นเดียวกับในซีรีส์ที่ข่าวออกมาบอกว่ายังไม่สามารถสืบหาต้นตอของเชื้อโรคได้ทั้งที่สาเหตุที่แท้จริงแล้วจุดกำเนิดนั้นอยู่ที่ความอ่อนแอของกฏหมายและผู้บังคับใช้อำนาจจนเยาวชนต้องมารับกรรม

‘ใครเป็นคนสร้างโลกแบบนี้ล่ะ ถ้าเมินเฉยกับการใช้ความรุนแรงเล็กน้อยสุดท้ายโลกก็จะถูกความรุนแรงครอบงำ ผมเตือนเป็นร้อยหนแล้ว แต่ไม่มีใครฟังเลย’

นอกจากการเสียดสีสังคม All of Us Are Dead ยังสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่ทำให้ชีวิต การเป็นเด็กเกาหลีทรหดไม่แพ้ในหนังซอมบี้ อย่างเรื่องปัญหาการเหยียดชนชั้น ปัญหาท้องในวัยเรียน ความกดดันในการสร้างอนาคตและเข้ามหาวิทยาลัย แต่ประเด็นที่เด่นที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็นการการบูลลี่ที่เป็นกระแสในเกาหลีตั้งแต่ครั้งข่าวเรื่องนักวอลเลย์แฝดหญิงใช้ความรุนแรงในโรงเรียน และยังคงเป็นประเด็นที่ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยกระแสแบนดาราเพราะเรื่องการใช้ความรุนแรงในอดีต จนถึงล่าสุดที่มีนักวอลลเลย์บอลชาย ‘คิมอินฮยอก’ ฆ่าตัวตายเพราะเสียงวิพากย์วิจารณ์ในอินเตอร์เน็ต

ปัญหานี้ถูกนำเสนอตั้งแต่ต้นเรื่อง ผ่านทางตัวละคร ‘จินซู’ ลูกของครูวิทยาศาสตร์โดนทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซ้ำยังถูกตอกย้ำด้วยการเมินเฉยจากผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจ เพราะต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อพึ่งใครไม่ได้พ่อของเขาที่เป็นครูวิทยศาสตร์อัจริยะจึงคิดค้นและทดลองฉีดยาเพิ่มความกล้ากับลูกตัวเอง เพื่อให้ลูกคิดจะสู้แทนที่จะคิดหนีด้วยการฆ่าตัวตาย จนลูกชายกลายเป็นซอมบี้ การที่สารตั้งต้นของซอมบี้ที่เป็นฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่กำลังพุ่งด้วยความกลัวถึงขีดสุด อาจจะเป็นสัญญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการที่เด็กคนหนึ่งกลายเป็นซอมบี้ที่กัดกิน ทำร้ายผู้อื่นไม่เลือกหน้า เป็นเพราะความกลัวและการดิ้นรนเพื่อที่จะเอาตัวรอดเท่านั้นเอง และสิ่งที่จินซูและนักเรียนอีกหลายคนในเรื่องต้องเผชิญก็ไม่ต่างกับนักเรียนจำนวนมากในเกาหลีใต้

บทความจาก Korea Herald เมื่อปี 2019 เปิดเผยว่าสถิติการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปีก่อน ๆ โดยในปี 2019 มีนักเรียก 1.6% (ประมาณ 60,000 คน) จากนักเรียน 3.72 ล้านคนที่ตอบแบบสอบถาม ที่ระบุว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับนักเรียนในวัยประถมศึกษา โดยผู้ใช้ความรุนแรงเป็นเพื่อนร่วมห้อง (48.7%) ตามมาด้วย เพื่อนร่วมชั้นแต่ต่างห้อง (30.1%) และสถานที่เกินเหตุอันดับ 1 และ 2 คือห้องเรียนและทางเดิน แต่สำหรับนักเรียนมัธยม อันดับสามจะอยู่บนโลกออนไลน์ในรูปแบบ cyberbullying ส่วนการกลั่นแกล้งที่เป็นที่พบเจอได้มากที่สุด คือการละเมิดทางวาจา (verbal abuse) รุมกลั่นแกล้ง (group bullying) กลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต (cyberbullying) สะกดรอยตาม (stalking) ทำร้ายร่างกาย (physical abuse)

นอกจากนี้ยังมีอย่างอื่นที่รองลงมาอย่าง การขู่กรรโชก บังคับให้ทำธุระให้ และการล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย แม้การรุมกลั่นแกล้งจะมาเป็นเบอร์สอง แต่เป็นการกลั่นแกล้งที่มีสถิติเติบโตมากที่สุด โดยมีมากขึ้นจากปีก่อนถึง 6% ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลเนื่องจากการรุมกลั่นแกล้งอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งรูปแบบอื่น ๆ รวมกัน เพราะ 41.4% ของนักเรียนที่เคยโดนรุมกลั่นแกล้งระบุว่าพวกเขาเคยโดยล่วงละเมิดทางวาจา และ 14.7% ยังโดนกลั่นแกล้งทางออนไลน์อีกด้วย

‘มันก็เหมือนที่ใคร ๆ พูดถึงนักเรียนว่าไม่ใช่ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ฉันเองก็เหมือนกัน ฉันไม่ใช่ทั้งมนุษย์ และสัตว์ประหลาด’

ซอมบี้ในเรื่องจึงอาจจะเป็นตัวแทนของวัยกึ่งกลาง ทางแยกของชีวิตที่จะกำหนดชะตาว่าพวกเขาจะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเอง และหากมีผู้ใหญ่ที่ดีคอยช่วยเหลือชี้แนะ ปกป้องพวกเขาเหมือนกับที่พ่อของอนโจปกป้องลูกสาว พวกเขาก็อาจจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

‘บางประเทศจะรู้สึกเศร้ายิ่งกว่าเวลาที่ผู้ใหญ่ตาย บางประเทศจะเศร้ายิ่งกว่าเวลาที่เด็กตาย คิดว่าเกาหลีเป็นประเทศแบบไหนเหรอ’
‘การที่เด็กตายแปลว่าความหวังหายไป ส่วนการที่ผู้ใหญ่ตายแปลว่าความรู้หายไป ความหวังกับความรู้เราให้คุณค่าอะไรมากกว่ากัน’

บทสนทนาระหว่างสองตัวละครในเรื่องและการที่ตอนจบ ปิดท้ายด้วยตัวละครที่เป็น ‘เสี้ยวบี้’ หรือลูกครึ่งคนกับซอมบี้ จึงเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการดูแลหัวใจของเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ เพราะพวกเขาจะเติบโตกลายร่างเป็นปีศาจหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่และสังคมที่ล้อมรอบเขาไว้นั่นเอง

https://youtu.be/JrJ19m0Whtw

อ้างอิง

https://workpointtoday.com/all-of-us-are-dead-netflix-top-10/
https://www.insider.com/netflix-all-of-us-are-dead-sewol-ferry-disaster-memories-2022-2#:~:text=The%20MV%20Sewol%20ferry%20sank,to%20remain%20in%20their%20cabins.
https://www.bbc.com/news/world-asia-28205785
https://www.bbc.com/news/world-asia-27045924
https://news.jtbc.joins.com/article/article.aspx?news_id=NB10479076
https://thediplomat.com/2021/04/7-years-after-sewol-ferry-disaster-bereaved-families-still-urge-government-to-reveal-the-truth/
https://news.jtbc.joins.com/article/article.aspx?news_id=NB10479078
https://edition.cnn.com/2014/04/24/world/asia/south-korea-yellow-ribbons/index.html
https://apjjf.org/2017/14/Kim.html
https://www.nytimes.com/2019/06/10/world/asia/sewol-ferry-accident.html#:~:text=The%20Sewol%20sank%20because%20of,badly%20when%20loading%20or%20unloading.
https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2020/11/181_274614.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...