โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมเป็นนักเรียนไทยจึงซับซ้อน? เข้าใจระบบการสอบเข้ามหา’ลัย ภายใต้ระบบ TCAS66

The Momentum

อัพเดต 09 ธ.ค. 2565 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2565 เวลา 11.12 น. • THE MOMENTUM TEAM

เส้นทางสู่ ‘ความสำเร็จ’ ของชีวิตอาจมีได้หลายรูปแบบ และการสอบเข้า ‘มหาวิทยาลัย’ คือหนึ่งในใบเบิกทางที่สำคัญของอนาคต จึงไม่แปลกที่ในแต่ละปีจะเห็น ‘นักเรียนมัธยมปลาย’ ต่างก้มหน้าก้มตาคร่ำเครียดเตรียมตัวอ่านหนังสือ บ้างก็ใช้วิธีจับกลุ่มกันติวข้อสอบ ส่วนครอบครัวไหนพอมีเงินก็ส่งลูก-หลานไปเรียนกับติวเตอร์ที่มีมากมายในตลาดการศึกษาไทย

ทั้งหมดต่างมุ่งสู่จุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือเข้าสู่สนามประลองที่ฟาดฟันกันด้วยวิชาความรู้ ที่ในอดีตเรียกกันว่าระบบ ‘เอ็นทรานซ์’ แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอบมาแล้วหลากหลายแบบ จนในปัจจุบันเรียกสนามประลองเหล่านี้ว่า ‘TCAS66’

คำถามคือ TCAS66 คืออะไร และ TGAT/TPAT แตกต่างอย่างไรจากระบบการสอบในอดีต?

TCAS (Thai University Center Admission System) เป็นระบบที่ออกแบบโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาระบบการศึกษาและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ซับซ้อนในอดีต

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ลองมาย้อนดูการเปลี่ยนระบบการสอบคัดเลือกในประเทศไทย ซึ่งเปลี่ยนมาแล้วหลายรูปแบบ โดยเริ่มต้นในช่วงปี 2500 เป็นต้นมา การสอบเข้าใช้ระบบเอ็นทรานซ์ (Entrance) สอบครั้งเดียว เลือกคณะครั้งเดียว ต่อมาจึงมีการให้สอบ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น ถัดจากนั้นในปี 2549 เป็นต้นมา มีการเปลี่ยนไปใช้ระบบแอดมิชชัน (Admission) มีการเพิ่มระบบการสอบ O-NET คือการสอบขั้นพื้นฐาน 8 วิชา และ A-NET คือการสอบการศึกษาระดับชาติขั้นสูงเข้ามาเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากหลายมหาวิทยาลัยในขณะนั้นมองว่า การสอบ A-NET ไม่ได้มาตรฐานและไม่สามารถชี้วัดความรู้นักเรียนได้จริง จึงขอให้มีการยกเลิกการสอบดังกล่าว

ต่อมาในปี 2553-2560 มีการยกเลิกการสอบ A-NET เปลี่ยนเป็นระบบ GAT/PAT ซึ่ง GAT เป็นการสอบความถนัดทางภาษาทั่วไป โดยแบ่งเป็นภาษาอังกฤษและการสอบภาษาไทยเชื่อมโยง ส่วน PAT เป็นความถนัดวิชาชีพและวิชาการ 7 สาขาตามแต่ละวิชา แต่เนื่องจากมีนักเรียนจำนวนมากต้องการเข้าศึกษาต่อในสายแพทยศาสตร์ ทำให้ทางแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ก็มองว่าการสอบดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ความรู้ที่สามารถวัดนักเรียนได้จริง จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ จัดการสอบ ‘7 วิชาสามัญ’ เกิดขึ้น แม้ว่าในภายหลังจะมีการเปลี่ยนอีกมากมาย เช่น เปลี่ยนจาก 7 วิชา เพิ่มเป็น 9 วิชา ลดวิชาที่ใช้ในการสอบ O-NET ลง และบางมหาวิทยาลัยมีการจัดสอบรับตรงด้วยตัวเองเกิดขึ้น และบางมหาวิทยาลัยยังมีข้อกำหนดว่าต้องมีคะแนนสอบยิบย่อยขึ้นมาอีก เช่น คะแนน IELTS, TOFEl, CU-TEP และ TU-GET

สรุปกันสักนิดในช่วงปีดังกล่าว นักเรียน ม.6 จะต้องสอบทั้งหมด 4 ครั้ง เป็นอย่างน้อย เพราะบางอย่างสามารถสอบได้มากกว่า 1 ครั้ง เช่น GAT

1. สอบ 9 วิชาสามัญ และการสอบ กสพท.

2. สนามสอบ GAT มี 2 วิชา คือภาษาอังกฤษและเชื่อมโยง

3. สนาม PAT แบ่งแยกย่อย 7 วิชา ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าสอบอะไรบ้างตามแต่ละที่มหาวิทยาลัยต้องการ

4. สนามสอบ O-NET เพื่อวัดความรู้วิชาพื้นฐาน

5. การสอบรับตรงที่แต่ละมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจัดขึ้น

6. การสอบภาษาอังกฤษแยกเพื่อนำคะแนนมาใช้ในเกณฑ์การคัดเลือกแต่ละคณะ

แน่นอนว่าการลงชิงชัยในสนามสอบที่มากมายขนาดนี้ทำให้นักเรียนเกิดความเครียดที่มากเกินไป ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบและการเดินทางไปสนามสอบต่างๆ จึงทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเกิดขึ้น จึงมีการคิดระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเรียกว่า TCAS

ระบบการสอบแบบ TCAS จัดสอบขึ้นครั้งแรกในปี 2561 เพื่อหวังแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า รวมถึงลดการสอบ GAT/PAT ให้เหลือเพียงครั้งเดียว และรวมวิธีการรับสมัครมหาลัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ให้เหลือเพียง 5 รอบ ประกอบด้วย

1. ยื่นด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ไม่มีการสอบข้อเขียน และให้สถาบันหรือมหาวิทยาลัยคัดเลือก

2. รับแบบโควตา (Quota) มีการจัดสอบข้อเขียน

3. รับตรงร่วมกันรวมทั้ง กสพท. เลือกได้ 4 สาขา โดยไม่มีลำดับ หมายความว่าอาจจะผ่านได้ทั้งหมด 4 อันดับ แล้วค่อยเลือกสาขาที่ต้องการ

4. การรับแบบแอดมิชชัน (Admission) เลือกได้ 4 สาขา โดยมีลำดับ

5. รับตรงแบบอิสระ ซึ่งบางแห่งเรียกว่ารอบเก็บตก คัดเลือกโดยสถาบันหรือมหาวิทยาลัยโดยตรง

แต่จนแล้วจนรอด ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะความต้องการในการแก้ปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ทางการศึกษาก็ไม่ได้จากไปไหน ซ้ำร้ายยังมีปัญหาตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสอบ O-NET โดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้มีผลต่อคะแนนเกรดเฉลี่ย หรือการประกาศเปลี่ยนระบบที่ช้าเกินไปทำให้นักเรียนเตรียมตัวไม่ทัน

ในที่สุดก็ถึงคิวของ ‘TCAS66’ เป็นระบบการศึกษาที่ไม่ได้ต่างไปจากปีก่อนหน้า เพียงแต่ลดขั้นตอนการรับสมัครมหาวิทยาลัยให้เหลือเพียง 4 รอบเท่านั้น โดยรวมรับตรงและแอดมิชชันเข้าด้วยกัน รวมทั้งยกเลิกการสอบ GAT, PAT, O-NET และการสอบวิชาสามัญออกทั้งหมด และเปลี่ยนเป็น TGAT, TPAT และ A-Level แทน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรายวิชาที่ใช้ในการสอบ อีกทั้งบางการสอบสามารถเลือกได้ว่าจะสอบโดยใช้ภาษาใดในการสอบ รวมถึงจะใช้กระดาษหรือคอมพิวเตอร์

TGAT (Thai General Aptitude Test) พัฒนามาจาก GAT โดยปรับเปลี่ยนให้เป็นการสอบเพื่อวัดสมรรถนะทั่วไป คะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. ทักษะภาษาอังกฤษ

2. การใช้เหตุผลเชิงปริมาณและการคิดอย่างมีตรรกะ และสมรรถนะในการทำงานในอนาคต

จะเห็นได้ว่า TGAT ตัวใหม่มีความซับซ้อนกว่า GAT ตัวเก่า โดยเฉพาะในหัวข้อ ‘สมรรถนะในการทำงานในอนาคต’ ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าคืออะไรกันแน่ ทั้งนี้ทาง ทปอ. ให้ข้อมูลมาว่าข้อสอบในหมวดนี้จะครอบคลุมในเรื่อง การสร้างคุณค่าและวัฒนธรรม การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การบริหารจัดการอารมณ์ และการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม โดยชี้ว่าในส่วนนี้บางข้ออาจมีคำตอบได้หลายข้อโดยข้อที่ถูกต้องที่สุด จะได้คะแนนมากที่สุด ส่วนตัวเลือกอื่นๆก็จะได้คะแนนไล่ตามลำดับลงมา ซึ่งสร้างความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ทางด้าน TPAT ก็คล้ายคลึงกับการสอบ PAT ในอดีต เพียงแต่ลดการสอบลงจาก 7 ตัวให้เหลือเพียง 5 ตัวเท่านั้น เพื่อสะท้อนคะแนนที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคณะในมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น โดยทาง ทปอ. ย้ำว่าเนื้อหาการสอบจะไม่เกินความรู้ในระดับ ม.ปลาย ประกอบด้วย

1. ความถนัดทางแพทยศาสตร์ ซึ่งนำการสอบ กสพท. มาอยู่ในนี้

2. ความถนัดทางวิศวกรรม

3. ความถนัดทางครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์

4. ความถนัดด้านสถาปัตยกรรม

5. ความถนัดด้านศิลปกรรม

สุดท้ายคือการสอบ A-Level (Applied Knowledge Level) หรือการวัดความรู้เชิงวิชาการ กล่าวง่ายๆ ว่าเป็นชื่อเรียกใหม่สำหรับ ‘วิชาสามัญ’ กลายเป็น A-Level แทน

ซึ่งคะแนนทั้งหมดต่างที่ความจำเป็นในการยื่นคะแนนในแต่ละรอบ เช่น หากจะยื่นรอบที่ 1 ยื่นด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ก็จำเป็นต้องใช้คะแนน GPAX (เกรดเฉลี่ยสะสม) รวมกับ TGAT และTPAT ดังนั้น อาจจะจำเป็นที่ต้องดูว่าการยื่นรอบนั้นต้องการคะแนนอะไรบ้าง

อาจเห็นได้ว่า ‘ระบบการสอบ’ ในประเทศไทยมีความซับซ้อนมากทีเดียว โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง และนักเรียนมัธยมปลายในปีการศึกษานี้คงเป็นรุ่นแรกที่ได้ลองการสอบชนิดนี้ ในวันที่ 10-12 ธันวาคม 2565

อย่างไรก็ดี ด้าน ทปอ. เผยว่าในปีนี้มีผู้สมัครสอบ TGAT และ TPAT รวมกันมากกว่า 2.7 แสนคน โดยถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ ทปอ. จัดสอบมา เนื่องจาก ในปีนี้มีการจัดสอบที่เร็วขึ้นกว่าปี 2565 ถึง 3 เดือน ประกอบกับเป็นปีแรกที่พิจารณาให้ใช้คะแนน TGAT และ TPAT เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกในรอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งจากเดิมจะใช้แฟ้มสะสมผลงาน และ GPAX หรือผลการเรียนเฉลี่ยสะสมเท่านั้น สาเหตุที่เปลี่ยนเช่นนี้เนื่องจากในอดีตนักเรียนจะต้องไปสอบเพื่อวัดระดับความรู้ทางภาษาของตามแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนด การใช้คะแนน TGAT และ TPAT ก็เพื่อลดภาระดังกล่าว อีกทั้งในปีนี้มีนักเรียนมัธยมปลายที่เข้าสอบเลือกสอบผ่านคอมพิวเตอร์กว่า 2.4 หมื่นคน ซึ่งสูงกว่าที่ทาง ทปอ. คาดไว้ถึง 8 เท่า ซึ่งทาง ทปอ. คาดว่าภายใน 5 ปี สามารถเปลี่ยนเป็นการสอบโดยผ่านคอมพิวเตอร์ได้ 100% ยกเว้นในพื้นที่ที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้กระดาษคำตอบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...