โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

พระราชพิธีตัดไม้ข่มนามในสงครามปราบเจ้าอนุวงศ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 พ.ย. 2565 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2565 เวลา 11.07 น.
การเคลื่อนทัพ ภาพจิตรกรรมจากตำราขบวนพยุหยาตรา เลขที่ 57 (ภาพจาก “กระบวนพยุหยาตรา ประวัติศาสตร์และพระราชพิธี” หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ. 2543)

บทนำ

เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรศักดิ์พลเสพย์ จะยกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม โดยใช้ตำหรับพระยาสรรพสิทธิจัดทำถวายรัชกาลที่ 1 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปตีเมืองทวาย มาเป็นตำรา ดังปรากฏความในบานแพนกตอนหนึ่งว่า

“….พระราชพิทธีตัดไม้ข่มนามตำหรับนี้ พญาสรรพสิทธิทำเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเสดจ์ไปตีเมืองทวาย ครั้งนี้จัดแจงขึ้นเมื่อ จุลศักราชได้ 1187 พระพรรษา ปีรกานัขสัตวสัพศก วันพฤหัสบดี เดือนแปดทุติยาสาท แรม 5 ค่ำ จึ่งสำเร็จ มีอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อล้นเกล้าฯ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จะเสดจ์ไปปราบอณุเวียงจันปีกุนนพศกเดือนสี่ ให้ข้าพระพุทธเจ้าพระเทวโลกจางวางโหรในพระราชวังบวรสถานมงคล กระทำพระราชพิธีตัดไม้ข่มนามนี้…”

ด้วยเหตุที่ “พระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม” เป็นพระราชพิธีที่สำคัญพระราชพิธีหนึ่งในเวลาที่มีราชการสงครามตั้งแต่โบราณ แต่ไม่ได้มีการศึกษาหรือกล่าวถึงรายละเอียดของพระราชพิธีนี้มากนัก ผู้เขียนจึงปริวรรตตำราพระราชพิธีตัดไม้ข่มนามในครั้งศึกปราบเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันท์ จากอักษรและอักขรวิธีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอักขรวิธีปัจจุบัน มาเสนอก่อนที่จะกล่าวถึงเส้นทางในการเสด็จพระราชดำเนินของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ไปยังเวียงจันท์ต่อไป

พระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม

ข้าพระพุทธเจ้า ขุนสาราบรรจง ขุนจำนงสุนทร ปลัดกรมจำลอง [1]หลวงลิขิตปรีชาเจ้ากรม [2] ทาน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวามขอเดชะ

พระราชพิธีตัดไม้ข่มนามตำหรับนี้ พญาสรรพสิทธิทำเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเสด็จไปตีเมืองทวาย ครั้งนี้จัดแจงขึ้นเมื่อ จุลศักราชได้ 1187 พระพรรษา ปีรกานักษัตรสัปตศก วันพฤหัสบดี เดือนแปดทุติยาสาท แรม 5 ค่ำ จึ่งสำเร็จ มีอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อล้นเกล้าฯ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จะเสด็จไปปราบอนุเวียงจันปีกุนนพศกเดือนสี่ [3]ให้ข้าพระพุทธเจ้าพระเทวโลกจางวางโหรในพระราชวังบวรสถานมงคล กระทำพระราชพิธีตัดไม้ข่มนามดั่งนี้

เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินไปปราบปัจจามิตรข้าศึก ยังอีกสี่วันสี่ราตรีจะยกพยุหโยธาทัพหลวง [4]ให้ตั้งโรงพระราชพิธีสามห้องมีเฉลียงรอบ ยกพื้นให้สูงกว่าเฉลียง มีราชวัตรฉัตรธงผูกต้นกล้วยต้นอ้อยรอบ พาดราวโดรทวารรอบมีไม้พรหมโองการปักบนราวสี่ทิศ ผูกม่านขาวรอบในปูเสื่อเต็มโรงพระราชพิธี

แล้วให้เอาไม้ต้องนามข้าศึก กับต้นกล้วยตานียอดม้วนที่งามต้นหนึ่ง แล้วให้เอาหมอที่ชำนาญการเลขยันตร์ นุ่งขาวห่มขาวให้เอาดินใต้สะพานสามแห่ง ดินท่าน้ำสามแห่ง ดินป่าช้าสามแห่งมาประสมปั้นเป็นรูปข้าศึกนั้นให้มีจงครบแล้ว ให้เขียนนามข้าศึกลงยันตร์พุทธจักรประลัยจักรทับนามลงประจุขาด ล้อมรอบใส่เข้าไว้ในอกรูปดิน ให้นุ่งผ้าห่มผ้าตามเพศภาษาข้าศึก

แล้วให้เอารูปดินกับต้นกล้วยเข้าไว้ในโรงพระราชพิธีปลุกสามวันเสกสามราตรี แล้วจึ่งเอารูปใส่ในต้นกล้วย เอาสายสิญจน์ผูกสามแห่ง แล้วจึ่งขุดหลุมปักไม้นามข้าศึกกับต้นกล้วยหลุมเดียวกันหน้าโรงพระราชพิธีใกล้ห้าศอก มีราชวัตรธงรอบ

เมื่อวันเพลาบ่ายสามโมง ชีพ่อพราหมณ์เข้าโรงพระราชพิธี ตั้งน้ำวงด้ายรอบแล้วพาดสายสิญจน์ ผูกไม้นามกับต้นกล้วยนั้น ในโรงพระราชพิธีให้ตั้งเตียงสามเตียงปูผ้าขาวทั้งสาม เชิญพระอิศวร พระนารายณ์ พระมหาวิฆิเนศวร พระสทาสิทธ พระพรหมธาดา ตั้งเตียงหนึ่ง ตั้งเตียงนวเคราะห์หนึ่ง ตั้งเบญจคัพภ์เตียงหนึ่ง แล้วเบิกเครื่องอัญมานีมาบูชาพระเป็นเจ้า ๚ะ๛

ของอัญะมะนีทังนี้ส่งให้พระครูพิทธี

เครื่องจบพระหัตถ์ ธูปเทียน 5 เทียน 5 ดอกไม้ 5 วันละสำรับทั้ง 5 วัน

เทียนหนักเล่มละ 1 บาท 2 สลึง วันละเล่ม ทั้ง 3 วัน

เทียนหนักเล่มละ 1 บาท วันละ 5 เล่ม ทั้ง 3 วัน

เทียนบัตรหนักเล่มละ 2 สลึง วันละ 50 เล่มทั้ง 3 วัน

เทียนบัตรหนักเล่มละ 1 เฟื้อง วันละ 27 เล่ม ทั้ง 3 วัน

ผ้าขาวนุ่ง, ห่ม สำรับหนึ่ง

ผ้าขาวพาดโดรณทวาร กว้าง 5 คืบ ยาว 5 แขน รวม 4 คืบ

ผ้าขาวเพดานพระ 1 ผ้าขาวธงพระ 1 ผ้าขาวปูเตียงเนาววัก 1 ผ้าขาวปูเตียงเบญจคัพภ์ 1 ผ้าขาวธงครู 1 รวม 5 ผืน กว้าง 5 คืบ ยาว 3 แขน ศอก

ผ้าขาวพันพุ่ม กว้าง 1 คืบ ยาว 12 ศอก

ทองคำใส่กุณฑะ หนัก 2 สลึง 1 เฟื้อง

เงินทักษิณบูชา 1 ตำลึง 2 บาท 1 เฟื้อง

เงินใส่หม้อน้ำ 9 เฟื้อง

เสื่ออ่อนรองกุมภะ 1 รองกุณฑะ 1 รวม 2 ผืน

ด้ายดิบ 2 เข็ด

น้ำมันดิบทะนาน 1

หม้อน้ำ 9 ใบ

หม้อข้าวมีฝา 9 ใบ

หม้อแกงมีฝา 9 ใบ

นางเลิ้งน้ำใช้ใบหนึ่ง

เชิงกรานใบหนึ่ง

ฟืนโหมกุณฑ์วันละ 9 มัด มัดละ 9 ดุ้น จ่ายทั้ง 3 วัน

ฟืนหุงข้าวพระวันละมัดจ่ายให้ทั้ง 3 วัน

ข้าวเปลือกรองน้ำถังหนึ่ง

ข้าวสารหุงข้าวพระ 16 ทะนาน

แป้งข้าวเจ้าทะนาน 1 แป้งข้าวเหนียวทะนาน 1

ถั่วเขียว 2 ทะนาน

งาดิบ 2 ทะนาน

กล้วยสุก 6 หวี

แตงกวา 100 ลูก

พลูใบ 10 มก

หมากดิบ หมากสง 100 ลูก

หมากพลูวันละซอง จ่ายให้ 3 วัน

มะพร้าวอ่อน 9 ใบ มะพร้าวแก่ 9 ใบ

ดอกไม้ 9 สี วันละห่อ จ่ายให้ 3 วัน

เครื่องกระยาบวชลูกไม้เจ็ดสิ่ง วันละ 3 สำรับ จ่ายให้ 3 วัน

เครื่องกระยาบวชใส่ปักข้าวเหนียว ขนม ลูกไม้ หมากพลู วันละสำรับ จ่ายให้ทั้ง 3 วัน

กระทง 4 มุม วันละ 27 ใบ จ่ายให้ทั้ง 3 วัน

นมโควันละขนาน 1 เนยวันละขนาน 1 จ่ายให้ทั้ง 3 วัน

มะกรูด 5 ลูก

ส้มป่อย 25 ฝัก

น้ำมันมะพร้าววันละขนานจ่ายให้ทั้ง 3 วัน

ใบสมิทธิ์ 13 สิ่ง คือใบ มะเดื่อ 1 ทอง 1 เงิน 1 ทรงบาดาล 1 กระจับ 1 ระงับ 1 โพบาย 1 รัก 1 มะม่วง 1 มะขาม 1 สหมี 1 มะตูม 1 หญ้าแพรก 1 ส่งให้พระครูพิธีทั้ง 3 วันจะได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เช้าเย็นทรงอธิษฐานแล้ว เอาไปโหมกุณฑ์

ให้พระครูพิธีตั้งกุณฑะ กุมภะ โคพิก แล้ว จึ่งปูอาสนะบูรพาพิมุขด้วยพระเวท แลสฤษดิสั่งหาบทอดผลัง กระทำกระสุทธิอาตมาสุทธิ แลยาศปรานาด้วยอักษร แล้วจึ่งทำละทั้งกรระนะยาศจึ่งเจิมโคปิจันท์ จึ่งสั่งกัลปะแลกระทำศาสตร์บุญญาด้วยพระเวท จึ่งบูชาเบญจคัพภ์ แล้วประดิษฐานกุโสทกบูชาตามสาร ตำหรับตามบังคับ จึ่งแบ่งน้ำเบญจคัพภ์ออกเป็น 3 ภาคๆ หนึ่งให้บูชาพระเป็นเจ้า ภาคหนึ่งให้โหมพระเพลิง ภาคหนึ่งโสดใส่สังข์ กลศ ทูลเกล้าฯ ถวาย

แลบูชาโคพิกโดยสาระตำหรับ บูรพทิศบูชาพระอินทร์ อาคเนย์บูชาพระอัคนี ทิศทักษิณบูชาพระยม หรดีทิศบูชายักษประจำทิศ ปัจจิมทิศบูชาพระพิรุณ ทิศพายัพบูชาพระพาย ทิศอุดรบูชาพระไพศรพ ทิศอีสานบูชาพระอิศวร แลชุบสะตุดิโดยพระเวทบังคับ

แลถานปนาโปรกกุณฑะให้ลงพรหมเลขาทักษิณทิศ ให้ลงวิษณุเลขาอุดรทิศ กลางนั้นให้ลงรุทระเลขาแลเทวีเลขาด้วยพระเวท แลให้เรียบนพกายจึงเททะยานพระเพลิง แล้วยาณอาว่า อันะปานาทินะมัศการตามสารตำหรับชุมโหมฝ่ายพรหมกรรม

อนึ่งเมื่อเข้ามณฑลแล้วให้พระครูพิธีจัดใบสมิทธิ์ตามมีในตำหรับบังคับ ใส่พานแว่นฟ้าเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ให้ทรงจบพระหัตถ์ อธิษฐานแล้วเอามาชุบโหมกุณฑ์

พระครูพิธีถาปนาทั้งเช้า เย็น ครั้นวันจวนจะใกล้ได้มหาพิชัยฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการ ตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ผู้ใดผู้หนึ่ง แทนพระองค์ซึ่งได้จัตุรงคโชค [5]ทั้งชื่อก็ให้ข่มนามข้าศึก ไปปราบศัตรูนั้น ให้แต่งตัวใส่ครุยนุ่งสมปักลาย จึ่งพระราชทานพระธำมรงค์เนาวรัตน์ พระแสงดาบ ต่อพระหัตถ์แล้วแห่ออกมาโรงราชพิธี

พระครูพิธีแลพราหมณ์มีชื่อเอาน้ำกลศ น้ำสังข์ ออกจากโรงพระราชพิธี คอยรับให้น้ำกลศ น้ำสังข์ ใบตะตูมแล้วออกชัยพรแต่ไกลจากต้นกล้วยต้นอ้อย 5 วาเศษ

ครั้นได้พระฤกษ์ในโจมทัพ ให้เจ้าพนักงานกลองแขกมาคอยตีเมื่อจะรำดาบฟันไม้ ผู้ซึ่งแทนพระองค์ถอดพระแสงดาบย่างสามขุมมา ถึงจึ่งฟันต้นไม้นามศัตรู ต้นกล้วย ให้ต้องรูป ต้องนามข้าศึกขาด 3 ที เหยียบกระทืบสามที

๏ อย่างหนึ่งการปัจจุบันทำข่มนามอย่างน้อย เอาหยวกมากาบหนึ่ง ลงนามข้าศึก ลงด้วยปจุขาดยันต์พุทธจักร บรรไลยจักร ทับนามข้าศึกแล้วห่อใบระงับเข้า จึ่งเอากาบกล้วยเปล่าห่อทับนอกอีกกาบหนึ่ง ให้ผู้รับพระแสงต่อพระหัตถ์ฟัน อย่างนี้ก็เป็นข่มนาม

๏ ครั้นฟันแล้วผู้ฟันกลับหน้ามาสู่พระราชวังมิได้เหลียวหลังส่งพระแสง พระธำมรงค์ให้กับเจ้าพนักงานแล้ว เข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว กราบทูลว่า ขอพระเดชพระคุณ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าออกไปปราบข้าศึกศัตรูครั้งนี้ มีชัยชนะแก่ข้าศึกดุจดังทรงพระราชดำริเสร็จแล้ว ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ๚ะ๛

๏ เสร็จการพระราชพิธีข่มนาม ๚ะ ๚ะ๛” [6]

จากที่กล่าวมาคือตำราพระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตำราพิชัยสงคราม และเป็นตำราที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีตัดไม้ข่มนามในสงครามคราวปราบเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันท์ด้วย แต่เป็นตำราที่ไม่ได้มีการนำมากล่าวถึงกันมากนัก แม้ว่า “พระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม” จะเป็นพระราชพิธีที่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็ตาม ในที่นี้จึงปริววรตมานำเสนอก่อนหน้าที่จะกล่าวถึงการเดินทัพไปเมืองเวียงจันท์ต่อไป

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1]ปลัดกรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล.

[2]หลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล.

[3] สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ยกทัพออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 ขึ้น 6 ค่ำ ปีจออัฐศก (พ.ศ. 2369).

[4] น่าจะตั้งการพระราชพิธีในเดือน 4 ขึ้น 2 ค่ำ เนื่องจากเสด็จพระราชดำเนินยกทัพออกจากกรุงเทพฯ เมื่อเดือน 4 ขึ้น 6 ค่ำ.

[5] พิชัยสงครามอธิบาย จัตุรงคโชคว่า “…ถ้าจะทำจัตุรงคโชก ให้เอาปีเดือนคืนวันบวกเข้าด้วยกัน แล้วเอาฤกษ์กำเนิดบวก เอาราษีวันพระเคาระห์บวกแล้วเอาราษีเปล่า แล้วเอา 3 คูณเอา 8 หาร เสศ 1/3/0เปนจัตุรงคโชกกำเนิด ถ้าจะใคร่รู้จรให้เอาอายุบวกเติมเข้า 3 คูณ 8 หารเสศ ทายเหมือนกันแล…”

[6] ปริวรรตจาก “พิไชยสงครามว่าด้วยพระราชพิทธีตัดไม้ข่มนาม” ใน ตำราพิไชยสงคราม. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก อำนาจ ดำริกาญจน์ (กรุงเทพฯ, 2525), หน้า 279-283.

บรรณานุกรม :

ตำราพิไชยสงคราม. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก อำนาจ ดำริกาญจน์. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ., 2525.

ทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2538.

ประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบกบฏเวียงจันท์. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2473.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...