โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งบประมาณ แสนยานุภาพ และรัฐประหาร สำรวจ ‘กองทัพ’ กับการเมืองไทย เนื่องในโอกาสวันกองทัพไทย

The Momentum

อัพเดต 18 ม.ค. 2566 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2566 เวลา 11.26 น. • THE MOMENTUM TEAM

18 มกราคมของทุกปี ถือเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของกองทัพไทย เป็นวันครบรอบการทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชของพม่า สมเด็จพระนเรศวรสามารถเอาชนะได้ และกลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม

‘กองทัพไทย’ ถือเอาวันที่พระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเมื่อ 431 ปีก่อน เป็น ‘วันกองทัพไทย เป็นวันทำรัฐพิธี ถือเป็นวันที่ทั้งสี่เหล่าทัพภาคภูมิใจ จัดสวนสนาม ทำพิธีอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศศักดาการเป็นกองทัพเพื่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ตามคำขวัญอย่างสมเกียรติ

แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีคำว่าชาติสยามหรือชาติไทย แต่เรื่องเล่าและตำนานดังกล่าวคือสิ่งที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างหนักแน่น เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่และความต่อเนื่องของความเป็นไทย คำถามก็คือหลังจากสี่ศตวรรษผ่านไปจนถึงวันนี้ กองทัพไทยมีสถานะเป็นอย่างไร ยัง ‘ยิ่งใหญ่’ เหมือนเดิมหรือไม่ ความสามารถในการป้องกันประเทศนั้นมีมากน้อยขนาดไหน

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Global Firepower เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลทางการทหารของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพิ่งจัดอันดับ ‘แสนยานุภาพ’ ทางทหารของประเทศต่างๆ บนโลก จนพบว่าเพิ่งมีการจัดอันดับกองทัพไทยให้อยู่ในลำดับที่ 24 จากทั้งหมด 145 ประเทศในโลก โดยงบประมาณที่รัฐบาลไทยใช้ลงทุนกับอาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังคน และการจัดกำลังทหารนั้นคิดเป็นมูลค่ากว่า 191,973 ล้านบาท

การจัดอันดับของ Global Firepower จัดให้ไทยอยู่ลำดับที่ 24 ติดกับชาติที่อยู่ในภาวะสงครามอย่างไต้หวัน ซึ่งได้อันดับที่ 23 และประเทศผู้ร่ำรวยอย่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอยู่ที่ 22 ขณะที่ประเทศเยอรมนี ชาติมหาอำนาจของยุโรปนั้นได้อันดับที่ 25 แสนยานุภาพน้อยกว่ากองทัพไทยเสียอีก

คำถามก็คือมีความจำเป็นมากขนาดนั้นจริงหรือไม่ ในการบริหารกองทัพให้มีแสนยานุภาพเกรียงไกรในยามที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับชาติรอบข้าง และไม่ได้อยู่ในสถานะประเทศร่ำรวย

และบทเรียนจากกรณีเรือหลวง ‘สุโขทัย’ ล่ม เรือเหาะใช้งานไม่ได้จริง และเรื่องเครื่องตรวจระเบิด GT200 ประกอบกับเรื่องการทุจริต พัวพันกับเรื่องสีดำ สีเทา หลายเรื่อง ก็ชวนให้ตั้งคำถามว่าถึงเวลาจริง กองทัพไทยมีแสนยานุภาพ มีประสิทธิภาพในการรบจริงหรือเปล่า

350,000+100,000 นาย กำลังสำรองล้นหลาม

ตัวเลขจาก Global Firepower พบว่าไทยมีกำลังสำรองทั้งสิ้นรวม 4.5 แสนนาย คิดเป็นอันดับ 16 ของโลก ใกล้เคียงกับประเทศอย่างบราซิลและโคลอมเบีย ส่วนในภูมิภาคนี้ยังน้อยกว่าประเทศเมียนมา อินโดนีเซีย และเวียดนาม

หากย้อนกลับมาดูตัวเลขภายในประเทศ จะพบค่าใช้จ่ายในงบประมาณกระทรวงกลาโหมว่าอยู่ในซีกของบุคลากรสูงที่สุดเกิน 60% เป็นที่แน่นอนว่าอยู่ใน ‘กองทัพบก’ สูงที่สุด คิดเป็นกว่า 2.45 แสนนาย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งบประมาณของกองทัพบกนั้นคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านการทหารทั้งหมดของประเทศ

ประเด็นเรื่องกำลังพลของไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักใน 2 ข้อ หนึ่งคือจำนวน ‘นายพล’ หรือนายทหารยศพลตรีขึ้นไปของทุกเหล่าทัพ ที่คาดว่าจะมีรวมกันราว 700-800 นาย โดยที่จำนวนมากเริ่มรับราชการในช่วงผ่านพ้น ‘สงครามเย็น’ ไปแล้ว ทำให้นายพลเหล่านี้ไม่ได้มีโอกาสรบทัพจับศึกที่ไหน หากแต่รับราชการยาวนานตามลำดับชั้นก็มีโอกาสรับตำแหน่งนายพล ซึ่งมีสวัสดิการงอกเงยจำนวนมาก

เมื่อปี 2563 สื่อนิกเคอิเอเชียนรีวิว (Nikkei Asian Review) เคยรวบรวมตัวเลขพบว่าสัดส่วนนายพลไทยต่อจำนวนกำลังพลอยู่ที่ 1:660 นาย ขณะที่สหรัฐอเมริกานั้นมีนายพล 1 นาย ต่อกำลังพล 1,600 นาย โดยไทยมีสัดส่วนนายพลต่อกำลังพลสูงถึงสามเท่า

เรื่องนี้ กองทัพไทยรู้ดีว่าสูงเกินไป และอยู่ในแผนที่จะปรับลดอัตราของนายพลลงให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่ให้งบประมาณในสัดส่วนของเงินเดือนถูกใช้ไปกับนายพลมากไป

อีกข้อคือเรื่องของ ‘ทหารเกณฑ์’ เป็นที่รู้กันว่าแต่ละปีจะมีการเกณฑ์ชายไทยเป็นทหารเกณฑ์จำนวนมาก โดยในช่วงปีหลัง มียอดเรียกเกณฑ์ทั้งสิ้นราว 9 หมื่น-1 แสนราย ทำให้ชายไทยจำนวนมากสูญเสียโอกาสในการประกอบสัมมาชีพอื่น หากแต่ต้องไปฝึกทหาร ไม่เพียงเท่านั้นยังมีข่าวทั้งเรื่องการฝึกแบบพิสดาร การทำร้ายร่างกายทหารเกณฑ์ และการคอร์รัปชัน เรียกรับเงินเพื่อไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร จนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กองทัพไทยมาโดยตลอด

กองทัพกับการเมืองไทย

ย้อนกลับไปในอดีต กองทัพไทยผูกพันกับการเมืองไทยมาโดยตลอด แม้สามอำนาจอธิปไตยจะไม่มี ‘กองทัพ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่กองทัพมักจะถือโอกาสทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และผู้รักษาความสงบ ทุกครั้งที่ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี หรือประชาชนเกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายด้วยเหตุนี้ การทำรัฐประหารจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ไทย ตลอด 91 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กองทัพมีการทำรัฐประหารรวมกันทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการรวม 30 ครั้ง ที่มีข้อมูลปรากฏนั้นอยู่ที่ 21 ครั้ง สำเร็จทั้งสิ้น 13 ครั้ง ไม่สำเร็จทั้งสิ้น 8 ครั้ง ทำให้อัตราการรัฐประหารสำเร็จอยู่ที่อันดับ 1 ของโลก โดยอาศัยเหตุผลว่าต้องเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของปวงชนชาวไทย

แน่นอนว่าเชื้อจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดยังอยู่แวดล้อมการเมืองไทย ผู้นำการรัฐประหารคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่ควบคุมกองทัพ สมาชิกวุฒิสภาที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันก็มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และจะมีบทบาทอย่างสูงในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหารยังกำหนดให้ปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงสี่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กระทั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง สามารถรับเงินเดือนได้อีกทาง รวมถึงมีบทบาทในการผ่านกฎหมาย มีบทบาทสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อีกทั้งสัดส่วนของทหารและตำรวจเกษียณอายุราชการในวุฒิสภาชุดปัจจุบันก็มีกว่า 104 คน

แน่นอนว่าอำนาจของสมาชิกวุฒิสภายังสามารถให้คุณให้โทษ ผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระชุดต่างๆ มีอำนาจทางการเมืองอย่างแน่นหนา และสามารถอนุมัติ-ไม่อนุมัติใครในการดำรงตำแหน่งก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ทหารและกองทัพไทยจึงสัมพันธ์กับการเมืองไทยอย่างเหนียวแน่นราวกับเป็นอีกหนึ่งอำนาจอธิปไตย ทั้งที่ในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก กองทัพหาได้มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีเพียงประเทศ ‘ด้อยพัฒนา’ และ ‘กำลังพัฒนา’ เท่านั้น ที่กองทัพจะเข้ามาพัวพันกับการเมืองมาก และมีอำนาจทางการเมืองมากขนาดนี้

แต่หากโครงสร้างทางการเมืองยังเป็นเช่นนี้ กองทัพยังคงเป็นรัฐอิสระที่ไม่ว่ารัฐบาลซีกไหนก็ยุ่มย่ามไม่ได้ ทั้งยังมีทีท่าใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

กองทัพไทยก็มีความเป็นไปได้ที่จะผูกกับการเมืองไทยต่อไปอีกนานแสนนาน

ที่มา

https://asia.nikkei.com/Politics/Thailand-Land-of-a-thousand-generals

https://www.pewresearch.org/fact-tank/2017/11/17/egypts-coup-is-first-in-2013-as-takeovers-become-less-common-worldwide/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...