โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ถอดรหัส ‘ระบบคุ้มครองเงินฝาก’ มากกว่าการจ่ายคืน

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 พ.ค. 2568 เวลา 01.27 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 01.27 น. • The Bangkok Insight

DPA ถอดรหัส ระบบคุ้มครองเงินฝาก มากกว่าการจ่ายคืน แต่คือหลักประกันความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินไทย

ในยุคที่เศรษฐกิจและระบบคลังผันผวน อัตราดอกเบี้ยที่เหวี่ยงตัวตามสถานการณ์โลก รวมทั้งข่าวสารด้านความมั่นคงของสถาบันการเงินทั่วโลกที่ปรากฏอยู่เป็นระยะ ๆ ความมั่นใจ จึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม และถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้ฝากเงิน

ระบบคุ้มครองเงินฝาก

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันนี้การฝากเงินไม่ใช่แค่ความคาดหวังเรื่องธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง แต่ผู้ฝาก - ผู้ทำธุรกรรมยังคาดหวังว่าเงินฝากต้องปลอดภัย เพราะหากวันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจนถึงขั้นสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ระบบคุ้มครองเงินฝาก จะเป็นกลไกในการทำหน้าที่รักษาความเชื่อมั่นเพื่อรับประกันเงินฝากให้กับผู้ฝาก และผู้ฝากจะได้รับเงินคืนภายใต้วงเงินคุ้มครอง และภายในระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมาย และเป็นการสร้างหลักประกันให้ประชาชนยังคงมั่นใจในระบบการเงิน ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปจนส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ

ในสถานการณ์ที่ความมั่นใจกลายเป็นหัวใจของการฝากเงิน กลไกเบื้องหลังอย่างระบบคุ้มครองเงินฝากจึงเป็นส่วนหล่อเลี้ยงความเชื่อมั่นในระบบการเงินทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพราะยิ่งประชาชนมั่นใจที่จะฝากเงิน ระบบสถาบันการเงินก็ยิ่งแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจโดยรวมก็ยิ่งมั่นคง

ด้วยเหตุนี้เอง ระบบคุ้มครองเงินฝากจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ การจ่ายเงินคุ้มครอง ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนระบบการเงินให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือ DPA ขอชวนทุกคนมาร่วมเปิดมุมมองใหม่และทำความเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของระบบนี้ ที่ถือเป็นพลังเบื้องหลังที่สร้างเสถียรภาพให้กับระบบสถาบันการเงินของประเทศ

ระบบคุ้มครองเงินฝาก เสาหลักที่แข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงิน

ระบบคุ้มครองเงินฝาก อาจไม่ใช่เรื่องที่ผู้ฝากเงินทั่วไปให้ความสนใจในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กลไกนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักที่ช่วยค้ำจุนความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างเงียบ ๆ โดยภาครัฐได้จัดตั้งนโยบายคุ้มครองเงินฝากขึ้นมา เพื่อปกป้องผู้ฝากเงินรายย่อย ในกรณีที่สถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากไม่มีระบบดังกล่าว ผู้ฝากเงินอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ระบบคุ้มครองเงินฝาก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ ตาข่ายความมั่นคงทางการเงิน (Financial Safety Net) ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ดูแลรับผิดชอบบทบาทหน้าที่ต่างๆ เช่น การกำหนดนโยบายการเงิน การให้ความช่วยเหลือในฐานะแหล่งเงินกู้สุดท้าย การกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน และการจัดการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านการคลัง

ขณะที่แต่ละหน่วยงานต่างทำหน้าที่ประสานกันอย่างมีระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงลุกลามไปกระทบระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม หากมองในระดับภูมิภาค จะพบว่าระบบคุ้มครองเงินฝากในเอเชียแปซิฟิกมีความหลากหลาย ทั้งในแง่ของโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปจนถึงวิธีการกำหนดวงเงินคุ้มครองและประเภทผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับใช้ตามบริบทเฉพาะของแต่ละประเทศ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงิน และเป็นเกราะป้องกันความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ฝากเงิน

ส่องบทบาทของระบบคุ้มครองเงินฝากสากล

ในระดับสากล ระบบคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิผลต้องอาศัยแนวทางที่ชัดเจนและสามารถปรับใช้ได้กับบริบทของแต่ละประเทศ โดยหลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการจัดทำขึ้นโดย สมาคมสถาบันประกันเงินฝากระหว่างประเทศ (IADI) ร่วมกับ Basel Committee for Banking Supervision (BCBS) ซึ่งได้กำหนดกรอบบทบาทของหน่วยงานคุ้มครองเงินฝากไว้ใน 4 ระดับ ตามขอบเขตของอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ได้แก่

  • Paybox ซึ่งเป็นบทบาทพื้นฐานที่สุดของระบบคุ้มครองเงินฝาก โดยหน่วยงานจะทำหน้าที่หลักในการจ่ายเงินคุ้มครองให้แก่ผู้ฝากเมื่อสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฝาก โดยเฉพาะรายย่อยที่อาจไม่มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินอื่นๆ
  • Paybox Plus การขยายบทบาทจากการจ่ายเงินคุ้มครองไปสู่การชำระบัญชีและบริหารจัดการสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิดกิจการ และนำเงินที่ได้มาเฉลี่ยคืนเจ้าหนี้ตามลำดับ
  • Loss Minimizer เพิ่มเติมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินตั้งแต่ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแนวทางการแก้ไข หรือสนับสนุนทางการเงินแก่หน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน
  • Risk Minimizer มีอำนาจหน้าที่เต็มรูปแบบในการช่วยเหลือและแก้ไขสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา รวมถึงการกำกับดูแล ตรวจสอบ สถาบันการเงิน

การจัดประเภทบทบาทเช่นนี้ ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของระบบคุ้มครองเงินฝากในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สามารถใช้ในการบริหารจัดการวิกฤตสถาบันการเงินและสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Paybox Plus กับโอกาสในการพัฒนาระบบคุ้มครองเงินฝากไทย

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันดำเนินระบบคุ้มครองเงินฝากในระดับ Paybox Plus โดยมีบทบาทที่ก้าวหน้าไปกว่าการจ่ายคืนเงินฝากเพียงอย่างเดียว กล่าวคือมีอำนาจในการชำระบัญชีและบริหารจัดการสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิดกิจการด้วย

ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนถึงโครงสร้างนโยบายในการดูแลผู้ฝากเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ความแตกต่างกันในบทบาทของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Paybox, Paybox Plus, Loss Minimizer หรือ Risk Minimizer นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินการคลัง โครงสร้างและบทบาทความรับผิดชอบของหน่วยงานในตาข่ายความมั่นคงทางการเงินด้วยเช่นกัน

ความหลากหลายของระบบคุ้มครองเงินฝากของประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อพิจารณาบทบาทของหน่วยงานคุ้มครองเงินฝากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเห็นได้ว่า แต่ละประเทศมีการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยมีแนวโน้มชัดเจนว่าหลายประเทศได้ปรับขอบเขตบทบาทจากการจ่ายเงินคุ้มครอง เพียงอย่างเดียว ไปสู่การมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างเช่นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Paybox อย่างฮ่องกง ยังคงจำกัดบทบาทไว้ที่การจ่ายเงินคุ้มครองเท่านั้น ในขณะที่กลุ่ม Paybox Plus ซึ่งประกอบด้วยสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ได้ขยายบทบาทไปถึงการชำระบัญชีและบริหารสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิดกิจการ

ขณะที่ประเทศในกลุ่ม Loss Minimizer เช่น อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ มีอำนาจในการเสนอแนวทางแก้ปัญหาหรือสนับสนุนทางการเงินแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนกลุ่มที่มีบทบาทเข้มข้นที่สุดอย่าง Risk Minimizer ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ซึ่งหน่วยงานคุ้มครองเงินฝากมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบ ควบคุม และเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาโดยตรง

จากสถิติที่สมาคมสถาบันประกันเงินฝากระหว่างประเทศ (International Association of Deposit Insurers : IADI) ได้จัดทำ พบว่า หน่วยงานประกันเงินฝากที่เป็น Paybox มีจำนวนลดลงใน 10 ปีที่ผ่านมา จากเกือบ 40% ลดลงเหลือน้อยกว่า 25%

นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติจาก IADI พบแนวโน้มการขยายตัวของหน่วยงานประกันเงินฝากในบทบาทของการตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอันเป็นผลจากการที่หน่วยงานประกันเงินฝากมีบทบาทเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนมาตรการการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้นในระยะที่ผ่านมา โดยในปี 2566 สัดส่วนของหน่วยงานประกันเงินฝากที่ไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอยู่ที่ 18% ลดลงจากปี 2557 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 33%

IADI คาดว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มดังกล่าว เกิดจากการที่หน่วยงานประกันเงินฝากในภูมิภาคยุโรปต้องดำเนินการตามกฎหมาย Bank Recovery and Resolution Directive (BRRD) ที่ระบุข้อบังคับให้หน่วยงานประกันเงินฝากในยุโรปต้องมีส่วนร่วมในการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการบริหารจัดการสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา

สอดคล้องกับข้อมูลของ IADI ณ ปี 2566 ที่พบว่าหน่วยงานประกันเงินฝากในภูมิภาคยุโรปมีสัดส่วนของหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเงินทุนสำหรับการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นที่ 64%

ขณะที่ในภูมิภาคแอฟริกา หน่วยงานประกันเงินฝากส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจดำเนินการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน

สำหรับภูมิภาคเอเชียพบว่า มีสัดส่วนของหน่วยงานที่ไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน (ทำหน้าที่เฉพาะจ่ายคืนผู้ฝากเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต) สูงที่สุดที่ 39%

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...