จับตา Foxconn อาจเร่งยึดครองนิสสัน ตามแผน EV หลัง นิสสัน-ฮอนด้า ล้มดีลควบกิจการ
จับตาความเคลื่อนไหว Foxconn หลัง นิสสัน และ ฮอนด้า ล้มข้อตกลงควบรวมกิจการ ชี้ Foxconn อาจเร่งลงทุน หรือเข้าซื้อกิจการ นิสสัน เพื่อบรรลุแผนพัฒนา EV
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า การตัดสินใจของนิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) ในการยุติการเจรจาควบรวมกิจการกับ ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) อาจเปิดประตูให้กับ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดในโลกของไต้ของไต้หวัน ซึ่งกำลังมองหาช่องทางขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และให้ความสนใจนิสสันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ภายหลังจากรายงานข่าวการควบรวมกิจการถูกยกเลิก หุ้นนิสสัน พุ่งขึ้น 5.23% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้
เป้าหมายของ Foxconn
Foxconnซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มียอดขายประจำปีเกิน 6 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (1.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้ประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่ภาคส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของFoxconn ถือเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากบริษัทสตาร์ตอัปรถยนต์ไฟฟ้าหลายแห่งในสหรัฐที่เป็นลูกค้า เผชิญกับภาวะล้มละลาย ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงความสามารถของFoxconn ในการบรรลุเป้าหมายในการครองส่วนแบ่ง 5% ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ภายในปี 2568
Foxconnได้ดำเนินการตามแผนการลงทุนในนิสสันอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่นิสสันและฮอนด้าจะประกาศการเจรจาควบรวมกิจการในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2567 นอกจากนี้แล้ว Foxconnก็กำลังหารือเรื่องการซื้อหุ้นนิสสันกับเรโนลต์ (Renault) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของนิสสัน โดยนายจุน เซกิ อดีตผู้บริหารระดับสูงของนิสสัน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของFoxconn ในญี่ปุ่น ได้เดินทางเยือนฝรั่งเศสเพื่อเจรจากับ Renault ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ
แนวทางและผลประโยชน์
ด้วยความที่นิสสัน อาจกลับมาทำตลาดได้อีก Foxconnจึงมีทางเลือกอยู่ 2-3 ทาง โดยอาจรอให้นิสสัน ตระหนักว่าจำเป็นต้องมีพันธมิตรเพื่อปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้น Foxconnอาจเสนอการลงทุนเชิงกลยุทธ์ หรืออีกทางหนึ่งก็คือ การดำเนินการเชิงรุกและแข็งกร้าวมากกว่า และเร่งกระบวนการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงการใช้วิธีการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร (hostile takeover)
ความร่วมมือกับนิสสันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าของFoxconn ในเอเชีย โดยฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ นิสสันตั้งอยู่ที่เกาะคิวชู ซึ่งมักเรียกกันว่า"ซิลิคินวัลเลย์ของญี่ปุ่น" เนื่องจากมีบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ตั้งอยู่จำนวนมาก รวมถึงบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง โค (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co) หรือ TSMC
นายซันชิโร ฟูคาโอะ ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันวิจัย Itochu กล่าวว่า ด้วยความอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ (SDV) นิสสันจึงสามารถได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของFoxconn ในการจัดหาเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยทั้งสองบริษัทต่างให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบหลักภายในบริษัท นอกจากนี้ Foxconnยังสามารถใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตส่วนเกินของนิสสันสำหรับการดำเนินการผลิตตามสัญญาได้อีกด้วย
ความกังวลของญี่ปุ่น
ความสนใจที่ Foxconnมีต่อนิสสันได้ปรากฏชัดเจนเป็นครั้งครั้งแรกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2567 แม้ว่า นายมากาโตะ อุชิดะ ซีอีโอของนิสสันจะปฏิเสธการติดต่อโดยตรง แต่สำนักข่าวนิกเกอิรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า Foxconnได้ติดต่อธนาคารผู้ถือหุ้นนิสสัน รวมถึงกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อวางรากฐานสำหรับการลงทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อฮอนด้าและนิสสันยุติการหารือเรื่องการควบรวมกิจการและยกเลิกบันทึกข้อตกลงอย่างเป็นทางการแล้ว นิสสันจะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงการเจรจาพิเศษอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ Foxconnสามารถร่วมมือกับนิสสันได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับฮอนด้า
อย่างไรก็ตาม นิสสันเป็นหนึ่งในบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐบาลสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ายืนยันว่าความพยายามใด ๆ ของFoxconn ในการซื้อหุ้นในนิสสันจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
รัฐบาลญี่ปุ่นยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของFoxconn อย่างมาก โดยนายโยจิ มูโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กล่าวว่า การเจรจาควบรวมกิจการระหว่างนิสสันและฮอนด้าคือการเคลื่อนไหวที่มองไปข้างหน้า แต่เมื่อการเจรจาล้มเหลว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกล่าวว่า นิสสันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเตรียมรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่สุด และหากFoxconn ลงทุนในนิสสันแล้วละก็ ก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งใหญ่ล่วงหน้า
อ้างอิง : asia.nikkei.com