โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แผ่นดินไหวสะเทือน ตลาดหุ้นไทย! นักวิเคราะห์ชี้กลุ่มไหนร่วง-กลุ่มไหนรุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 08.25 น.

นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่อ"ตลาดหุ้นไทย" คาดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และประกันภัยได้รับผลกระทบหนักสุด ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและโรงพยาบาลมีโอกาสได้รับผลบวก

วันนี้ 31 มีนาคม 2568 นักวิเคราะห์มีมุมมองต่อหุ้นที่ได้รับผลลบและบวกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ไว้ดังนี้

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มีมุมมองต่อ SET ระยะสั้น ว่า SET มีแนวโน้มถูกกดดันจากแรงขายลดความเสี่ยง หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว หาก SET ปรับลงมาโซน 1,100–1,130 จุด จะมีความน่าสนใจในแง่ Risk/Reward ถือเป็นโอกาสสำหรับการซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับลงจาก panic

โดย กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้ม Outperform ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ได้แก่

  • กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะยังเติบโตได้ดี : ADVANC, HMPRO, SCCC, TRUE, STECON
  • หุ้นที่ยังอยู่ในโซน Neutral แต่ราคาน่าสนใจ : SCC, GLOBAL, DCC
  • หุ้นที่ได้อานิสงส์จากปัจจัยบวกเฉพาะตัว : MINT (ธุรกิจท่องเที่ยว), BEM และ GPSC

โดยกรณีเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต คล้ายกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2547 ซึ่ง SET ร่วงแรงวันแรก ลดลง 2.2% แล้วเริ่มฟื้นตัวใน 5 วัน หากเกิด Panic Sell แบบรุนแรงอีก SET อาจปรับลงไปแถว 1,149 จุด หรือ ลดลง 26 จุด จากวันก่อนหน้า

สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว (ประเมินเบื้องต้น) โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ อสังหา, ประกัน, ท่องเที่ยว และขนส่งทางอากาศ อีกทั้งกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบน้อยหรือได้ประโยชน์ ได้แก่ สินค้าจำเป็น, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง, โรงพยาบาล และสื่อสาร (ICT)

บล. ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ2 ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา และรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า

เบื้องต้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักของไทยมีจำกัด เมื่อเทียบกับเหตการณ์สึนามิที่ภาคใต้ในปี 2004 และน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 อย่างไรก็ตามเราคาดว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบในระยะสั้น โดยจะกระทบเชิงลบมากกว่าบวก และกับหุ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น

โดย DAOL มองว่าเป็นลบต่ออสังหาริมทรัพย์, ท่องเที่ยว, การขนส่งภาคพื้นดิน,รับเหมาก่อสร้างแต่อาจเป็นบวกบางส่วนต่อกลุ่มค้าปลีก (ปรับปรุงบ้าน) โดยหุ้นที่คาดว่าจะกระทบเชิงลบมากสุดคือ กลุ่มอสังหาฯโดยเฉพาะที่เน้นโครงการแนวสูง (ANAN, ORI, LPN) และกลุ่มท่องเที่ยว (ERW, CENTEL, MINT, SHR)

สำหรับ กลุ่มที่ได้อานิสงส์เชิงบวก คือ กลุ่ม Home Improvement (HMPRO,DOHOME, GLOBAL), วัสดุก่อสร้าง และที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม (TOA,SCGD, SCCC, DCC, TEAMG) หุ้นที่เราแนะนำที่คาดว่าจะ outperform SET ระยะสั้น คือ HMPRO (ซื้อ/เป้า 12.00 บาท), DOHOME (ซื้อ/เป้า 7.50 บาท), GLOBAL (ถือ/เป้า 8.00 บาท)

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าความผันผวนของตลาดจะมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นกลับมาเปิดทํา การในวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.68 สําหรับผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นต่างๆ คาดว่าจะเป็นดังนี้

1. กลุ่มประกันภัย - คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาก จากภาระการจ่ายสินไหมทดแทนจํานวนมาก จากความเสียหาย ของสิ่งก่อสร้างและอาคารต่างๆ ที่มีการทําประกันไว้ ซึ่งหลายบริษัทประกันมีการทํา

สําหรับการพังถล่มของอาคารสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินส่งผลให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจํานวนมาก (วงเงินประกันมูลค่าโครงการอยู่ที่ 2,136 ล้านบาท) ตามรายงานของในประเทศ มีบริษัทประกัน 4 รายที่ต้อง รับผิดชอบ คือ

  • TIPH (บมจ.ทิพยประกันภัย) 40% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ PTT 13.46%, KTB 10%
  • BKIH (บม จ.กรุงเทพประกันภัย) 25% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ BBL 9.99%, BLA 2.01% และตระกูลโสภณพนิช
  • INSURE (บมจ.อินทรประกันภัย) 25% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ผ่าน Thai Group Holding 62.55%
  • บริษัทวิริยะประกันภัย 10% ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น THRE (3.17%), BDMS (4.27%), SIRI(6.86%), TQM (3.10%). XPG (9.02%). PF (7.5%). BAREIT (1.94%). IIG (4.6%)

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ว่า หากโครงการสํานักงานสตง. ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลกระทบต่อการรับประกันนั้น ในทางทฤษฎี ทางนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า หากโครงการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เช่น วัสดุที่ไม่ได้ มาตรฐาน บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครอง แต่การจะบอกว่าไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งข้อยกเว้นต่างๆ บริษัทประกันภัยไม่ สามารถวินิจฉัยได้เอง ต้องใช้การประเมินจากสภาวิชาชีพต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ

2. กลุ่มที่พักอาศัย – ได้รับผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมประเภท High rise จากความกังวลเรื่อง ความปลอดภัยของโครงสร้างและความล่าช้าของโครงการ

หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากคือ บริษัทที่มีโครงการ คอนโดเป็นสัดส่วนสูง 70-90% คือ NOBLE, ORI, ANAN, LPN บริษัทที่มีรายได้คอนโด 30-50% เป็น AP, SIRI, SPALI, SC ด้าน LH, QH, PSH จะมีสัดส่วนคอนโดน้อย ส่วนใหญ่เป็นบ้านแนวราบ และทาวเฮาส์

โดยคาดว่า ยอดขายและยอดโอนรับรู้รายได้คอนโดจะชะลอตัวลง และผู้ประกอบการน่าจะมีการทําโปรโมชั่นเพื่อระบายสต็อก ยังผลให้จะมีความเสี่ยงต่ออัตรากําไรที่อาจจะลดลงบ้าง อย่างไรก็ดี LPN แม้ว่ามีคอนโดเป็นสัดส่วนที่สูง แต่ตาม กระแสข่าวระบุว่าโครงการได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวไม่มาก ด้านโครงการแนวราบ ทั้งทาวเฮาส์ และบ้านเดี่ยว รวมถึงคอนโด Low rise (ไม่เกิน 9 ชั้น) มีโอกาสได้รับผลบวกเล็กน้อย

3. กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม – อาจมีการชะลอตัวในระยะสั้น จากนักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย

หุ้นที่ถูกกระทบ ได้แก่ ERW, CENTEL, SPA ส่วน MINT ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูง

4. กลุ่มที่เกี่ยวกับการบิน – มีโอกาสชะลอตัวในช่วงสั้น โดยความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทําให้นักท่องเที่ยวอาจ ชะลอการเดินทางไปก่อน

หุ้นที่ได้รับผลกระทบ คือ AOT, AAV, BA

5. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง - คาดว่าจะได้รับผลกระทบแบบผสม โดย ITD ได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากเป็น ผู้รับเหมาสร้างอาคารสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินร่วมกับ China Railway No.10 Engineering Group (โดยแบงค์หลัก ของ ITD เป็น BBL)

ด้าน SYNTEC น่าจะได้รับผลกระทบทางลบ จากแนวโน้มการก่อสร้างคอนโดเปิดใหม่ที่อาจจะลดลง ส่วน CK และ STECON อาจเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูและก่อสร้างใหม่ สําหรับโครงการหลวงพระบาง บอง CK บริษัทแจ้งว่าไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

6. กลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง - มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ในระยะสั้น จากความต้องการใช้ซีเมนต์ กระเบื้อง และยางมะตอยที่จะเพิ่มขึ้นในการซ่อมแซมและสร้างทดแทน หุ้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ SCC, SCCC, TPIPL, DCC,SCGD, TASCO เป็นต้น

7. กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค - คาดว่าได้รับผลกระทบแบบผสม โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภค บริโภคในชีวิตประจําวันและเป็นสินค้าจําเป็นจะได้รับผลกระทบจํากัด เช่น CPALL, BJC ส่วนหุ้นค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อาจได้รับผลดีจากการซ่อมแซม เช่น HMPRO, DOHOME, GLOBAL ด้านหุ้นศูนย์การค้า คือ CPN, CRC ระยะสั้น ผู้ใช้บริการอาจเข้าไปใช้บริการน้อยลง เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

ส่วนความเสียหายของอาคารห้างสรรพสินค้า บริษัทระบุว่ามีประกันภัยรองรับกรณีแผ่นดินไหว สําหรับ MEGA ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมีธุรกิจในเมียนมา ส่วน OSP, CBG, GLOBAL บริษัทยืนยันว่าไม่มีสินทรัพย์เสียหาย แต่อาจได้รับผลกระทบจากยอดขาย/ส่วนแบ่งทําไร จากเมียนมาที่ลดลง

8. กลุ่มพลังงาน - คาดว่าได้รับผลกระทบจํากัด โดยทาง PTT และ PTTEP แจ้งว่า แท่นผลิตก๊าซของบริษัทในอ่าว ไทย และอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมา ยังผลิตก๊าซได้ตามปกติ ส่วน OR แจ้งว่า คลังน้ํามันและคลังปิโตรเลียม 22 แห่งทั่วประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

9. กลุ่มโรงพยาบาล - คาดว่าได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ครั้งนี้ไม่เยอะ ส่วนคนไข้ต่างชาติอาจจะชะลอตัวบ้างในช่วงสั้น เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

10. กลุ่มขนส่งทางราง - คาดว่าได้รับผลกระทบจํากัด จากการปิดให้บริการชั่วคราว 1-3 วัน ซึ่งขณะนี้กลับมา ให้บริการเป็นปกติเกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นสายสีชมพูที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 31 มี.ค.68

11. บริษัทหลักทรัพย์ - ได้รับผลกระทบจํากัด จากการระงับการซื้อขายชั่วคราวประมาณครึ่งวันในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. 68 และกลับมาเปิด าเนินการปกติในวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.68

บล.ทรีนีตี้ มองเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ที่จะมีต่อ SET Index ไม่คิดว่าผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ที่จะมีต่อ SET Index จะรุนแรงและลากยาวเหมือนกับเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่ประเทศไทยเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ทั้งเหตุการณ์สึนามิในปี 2004 และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 เนื่องจากทั้ง 2 เหตุการณ์นั้น ต่างต้องใช้เวลายาวนานในการบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม รวมไปถึงการเดินทางสัญจรต่างๆให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

หากให้เทียบเคียงผลกระทบในระยะสั้น มองว่าผลกระทบในครั้งนี้อาจเหมือนเหตุการณ์การระบาดของโรค Covid-19 ในช่วงแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนอาจมีความหวาดกลัวในการใช้ชีวิตบ้าง จนทำให้บางส่วนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น แต่จะกินระยะเวลาที่สั้นกว่ามาก

โดยมองผลกระทบลบระยะสั้นในเชิงจิตวิทยาต่อกลุ่มหุ้นต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับสูง ได้แก่ ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างในตึกอาคารที่มีการถล่ม ได้แก่ ITD

  • Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบปานกลาง ได้แก่

  • กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีสัดส่วนคอนโดแนวสูงมาก จากแนวโน้มยอดขายและ Margin ที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึง SG&A ที่อาจสูงขึ้น เช่น ANANDA, ORI, SC

  • กลุ่ม REITs โดยเฉพาะตัวที่มีพอร์ตสินทรัพย์หลักเป็นตึก Office อาคารสูง จากแนวโน้มค่าเช่าที่อาจลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายกองที่เพิ่มสูงขึ้น

  • Sector ที่ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบเล็กน้อย ได้แก่

  • กลุ่มประกันภัย ที่มีผลิตภัณฑ์รับประกันเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงกลุ่มรับประกันภัยต่อ เช่น TIPH, BKI, THRE จากประเด็นความกังวลเกี่ยวกับฐานะการเงินในระยะสั้น

  • กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ตามความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจลดลงในระยะสั้น เช่น AOT, AAV, BA, ERW, CENTEL, MINT, AWC

  • กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Traffic การเดินทาง เช่น BEM, BTS, OR

  • กลุ่มห้างสรรพสินค้าและนันทนาการ เช่น CPN, MAJOR รวมถึงร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น

  • กลุ่มธนาคาร (BANK) จากความกังวลเรื่อง NPL ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ และมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อที่ทยอยออกมา

ในทางกลับกัน มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัจจัยจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นบางกลุ่มในระยะสั้น ดังนี้

  • Sector ที่ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวกปานกลาง ได้แก่

  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ SCC, SCCC, SCGD, TPIPL, DCC, DRT, TOA, DPAINT จากดีมานด์การใช้วัสดุเพื่อซ่อมแซมและบูรณะที่สูงขึ้น

  • กลุ่มผู้ให้บริการปรึกษาด้านวิศวกรรม อาทิ TEAMG, STI, PPS จากจำนวนงานตรวจสอบและควบคุมการก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้น

  • Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวกเล็กน้อย ได้แก่

  • กลุ่ม Home improvement อาทิ HMPRO, GLOBAL, DOHOME จากความต้องการซ่อมแซมอาคารชุดที่อาจเพิ่มขึ้น

  • กลุ่ม ICT และสินค้า IT ที่อาจเห็นดีมานด์สูงขึ้นจากการ WFH เช่น ADVANC, TRUE, COM7

บล. ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน SET index จะมีแรงขายกดดันระยะสั้นทดสอบแนวรับบริเวณ Low เดิม 1,157+- จุด ซึ่งต้องจับตาว่าจะรับอยู่หรือไม่ โดยที่ระดับดังกล่าวคิดเป็นการปรับลงราว 2% จากระดับราคาปิดครึ่งเช้าของวันศุกร์ หากอ้างอิงเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในอดีต

(-) กลุ่มอสังหาฯ คาดส่งผลกระทบภาพรวมการขายอสังหาฯโดยเฉพาะในกทม.หดตัว ระยะสั้น จากบรรยากาศไม่เอื้ออ่านวย, ความเชื่อมั่นลดลงโดยเฉพาะคอนโด, ผู้ซื้อชะลอ ตัดสินใจ อีกทั้งยังมองว่ายังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ โดยเฉพาะที่เน้นโครงการแนวสูง ได้แก่ ORI ANAN NOBLE ASW LPN ส่วนผู้เล่นที่มี สัดส่วนแนวราบสูงกว่า เช่น BRI LH QH SC AP SPALI คาดกระทบจํากัดกว่า

(0,-) กลุ่มประกัน คาดว่าผลกระทบอาจไม่มากอย่างที่ตลาดกังวล โดยเราคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะมีการทําประกันภัยต่อเพื่อปิดความเสี่ยง

(+) กลุ่มที่มีโอกาสได้อานิสงส์บวกจากการซ่อมแซม ได้แก่ รับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง Home Improvement ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เช่น TOA DPAINT SCGD HMPRO GLOBAL DOHOME TEAMG

ด้าน บล.กรุงศรี ประเมินผลกระทบเชิงพื้นฐานรายกลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ

  • กลุ่มที่มีธุรกิจในเมียนมาร์ มีสัดส่วนรายได้ในเมียนมาร์สูง แม้ส่วนใหญ่ทรัพย์สินไม่มีความเสียหาย แต่น่าจะกระทบต่อก าลังซื้อ ได้แก่ MEGA 30%, OSP 10% CBG 7% และ ICHI 7% ตามลำดับ ส่วน TOA (2-3% ของรายได้) และ THG (ถือหุ้น 40% ใน ร.พ. Ar Yu) คาดเป็นกลาง
    [* กลุ่มที่มีธุรกิจเกี่ยวโยงกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม คือ ผู้รับเหมา ITD \(ส่วนเจ้าหนี้คือ ธนาคารคาดกระทบจ ากัด เพราะได้ตั้งสำรองไปแล้ว\) , * ประกันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าว TIPH \(40% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 896 ล้านบาท vs ระดับเงินกองทุนสำรองใช้ได้7.6 พันล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบ 1.5 บาทต่อหุ้น\) , BKIH \(25% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 560 ล้านบาท vs เงินกองทุนส ารองใช้ได้4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบต่อหุ้นราว 5.4 บาท \) , * กลุ่มอสังหาฯ ที่มีโครงการแนวดิ่ง ในรายที่มียอดขายคอนโดสัดส่วนสูง ANAN LPN ORI สัดส่วน 84%, 82% และ 76% ของยอดโอนรวมปี 2024 และในส่วนที่มีความเสียหายออกสื่อมากกว่าบริษัทอื่นๆ AP และ ORI ต้องรอการตรวจสอบฟื้นความเชื่อมั่น ]

คำแนะนำ : สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ระยะสั้นหลีกเลี่ยง แต่ให้รอโอกาสสะสม เพื่อระยะกลาง เช่น กลุ่มอสังหาฯ ที่อาคารมีความเสียหายต่ำแต่เกิด Panic ราคาลงเกิน -10% รอตั้งรับSIRI, SC, LH และ กลุ่มประกันที่กำไรจะลดลงเพียง 1 ไตรมาส และเบี้ยประกันในอนาคตจะสูงขึ้น หากหุ้นปรับฐานลึก 15% ขึ้นไป รอตั้งรับ TIPH, BKIH

2.กลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา

แต่ภาพอุตสาหกรรมมีปัจจัยลบอื่นๆ เน้น Selective โดยหุ้นรายตัวในกลุ่ม เช่น บันเทิง ชิ้นส่วนฯ เกษตร-อาหาร พลังงาน ปิโตรเคมี กลุ่มขนส่งทางบวก ขนส่งทางเรือ คำแนะนำ เน้น Selective หุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งในกลุ่ม บันเทิง เลือก PLANB, เกษตร

  • อาหาร เลือก CPF, ขนส่งทางบก เลือก BTS

3. กลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา

แต่ราคาน่าจะปรับตัวลงระยะสั้น แต่แนะนำทยอยตั้งรับเนื่องจากอุตสาหกรรมมีภาพบวก คือ กลุ่มท่องเที่ยว การบิน กลุ่มนิคม กลุ่มธนาคาร (กลุ่มเสี่ยงผันผวน คือ กลุ่มที่มีสินเชื่อบ้านสูง อาทิSCB 32% TTB 25% KTB 19% KBANK 17%) กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม ร.พ. กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มรับเหมา คำแนะนำ สำหรับ กลุ่มท่องเที่ยว เลือก MINT, นิคม เลือก AMATA, กลุ่มธนาคารเลือก KBANK, กลุ่มโรงไฟฟ้า เลือก GPSC, กลุ่ม ร.พ. เลือก BDMS, BH, กลุ่มเช่าซื้อ เลือก MTC, กลุ่มรับเหมา เลือก STECON

4. กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว หรืออาจได้อานิสงส์บวก

ได้แก่ กลุ่มจำหน่ายสินค้า+บริการจำเป็น หรือกลุ่มได้ประโยชน์จากการซ่อมแซ่มรอบใหญ่หลังจากนี้ค้าปลีก (บวกกลุ่มสินค้าจำเป็น และ Home Improvement) กลุ่มสื่อสาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง กลุ่มรับเหมาเสาเข็ม

โดยบล.กรุงศรี แนะนำกลยุทธ์หลัก รวมถึงผู้รับความเสี่ยงได้น้อย ระยะสั้น-กลาง เน้นหุ้นกลุ่ม 4. โดยเฉพาะกลุ่มที่มีDeep Value อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, HMPRO, GLOBAL, SCC กลุ่มที่อยู่ในช่วง Upcycle อาทิADVANC, TRUE ส่วนเก็งกำไรเน้นไปที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก-กลาง SCGD, DCC กลุ่มเสาเข็ม PYLON และเก็งกำไรกลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง STI, TEAMG, PPS

บล.พาย ประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวต่อตลาดหุ้นไทย สรุปประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างจำกัด แต่อาจเผชิญกับจิตวิทยาเชิงลบ ทั้งนี้ +หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวก (เชิง Sentiment) จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้แก่ +

  • กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS BCH)
  • กลุ่มค้าปลีกวัดสุก่อสร้าง (HMPRO GLOBAL DOHOME SCCC)
  • กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE)
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK STEC)

เพราะมองว่าการประมูลงานในอนาคตมีแนวโน้มจะลดการแข่งขันด้านราคาลง และหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีก่อสร้างมากขึ้น โดยกลุ่มที่วิเคราะห์ อย่าง CK และ STECON ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ส่วน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่

  • กลุ่มธนาคาร ยกเว้นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ
  • กลุ่มอสังหาฯ โดยเฉพาะ ORI ที่มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดฯ ค่อนข้างมาก ขณะที่ AP SPALI จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
  • กลุ่มท่องเที่ยวแต่ผลกระทบค่อนข้างจำกัด (CENTEL AOT) และหากราคาปรับลงมามองเป็นโอกาสเพราะตามสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวมักฟื้นตัวได้หลังภัยธรรมชาติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...