โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปรวมทุกเรื่อง “แผ่นดินไหวสะเทือนกรุง”

Reporter Journey

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 05.48 น. • Reporter Journey

NEWS : ตึกสูงใน กทม. ส่วนใหญ่สร้างก่อนปี 50 ที่บังคับใช้กฎหมายอาคารต้องทนต่อ #แผ่นดินไหว แม้ กทม.อยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเป็นพันกิโลแต่ยังสั่นขนาดนี้เพราะเป็นพื้นดินอ่อนตะกอนปากแม่น้ำทำให้ขยายแรงสั่นสะเทือนเพิ่ม ส่วนตึก สตง.ถล่ม ก่อสร้างโดยอิตาเลียนไทยร่วมทุนกับบริษัทจีน

อาคารสูงส่วนใหญ่สร้างก่อนมีกฎหมายให้ตึกต้องทนแผ่นดินไหว

รอยร้าวที่เกิดขึ้นในอาคารสูงทั้งหลายใจกลางกรุงที่ถูกแชร์กันในบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ใครหลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในอาคารที่พัก แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีกฎหมายที่ควบคุมสิ่งก่อสร้างอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายที่ควบคุมการออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวมานานแล้วตั้งแต่ปี 2540 และถูกปรับปรุงให้เข้มงวดมาเรื่อย ๆ

แม้กฎกระทรวงจะออกมาเมื่อปี 2540 แต่บังคับใช้จริงๆ ก็ปี 2550 ที่ให้อาคารที่สูงเกินกว่า 15 เมตร ในกรุงเทพและปริมณฑลต้องออกแบบโครงสร้างให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ ซึ่งกฎดังกล่าวก็ถูกปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้นอีกและถูกประกาศใช้ใหม่เป็นกฎฉบับล่าสุด ปี 2564

หมายความว่า อาคารที่สร้างในกรุงเทพก่อนปี 2550 มีแนวโน้มสูงที่จะรับมือแผ่นดินไหวไม่ดีนัก หรือต่อให้เป็นอาคารที่สร้างหลังปี 2550 ก็ยังมีแนวโน้มที่จะรับมือเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงขนาดวันนี้ไม่ได้เช่นกัน เพราะพึ่งเข้มงวดจริงๆ ก็ปี 2564 (สถานการณ์นี้นิติฯ หรือ เจ้าของอาคารควรมีทีมงานมาเร่งตรวจสอบสภาพอาคารทันที)

อีกทั้งพื้นดินใน กทม. และภาคกลางของไทยเป็นดินอ่อนซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนปากแม่น้ำ และไม่มีชั้นหินแข็งรองรับ ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ต่อให้อยู่ห่างไปหลายพันกิโลเมตร คลื่นความสั่นสะเทือนที่ส่งมาถึงยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นดินที่อุ้มน้ำอยู่แล้วก็กลายเป็นตัวกลางที่เพิ่มแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้คนใน กทม.ถึงรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงใกล้เคียงหรือมากกว่าพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ภาคเหนือ เพราะมีดินอ่อนและน้ำในดินคอยกระจายแรงให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ตึก สตง. ถล่ม สร้างโดยบริษัทร่วมทุนกับจีน

ทว่าต่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เราก็เห็นคลิปวิดีโอของอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีมูลค่าก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านพังลงมาอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ตัวโครงสร้างอาคารถูกสร้างถึงชั้นบน กลับกันในทวิตเตอร์มีผู้ใช้รายหนึ่งตั้งคำถามว่าห่างออกไปไม่กี่กิโลก็มีตึกที่กำลังสร้างอยู่แต่เป็นตึกของเอกชน ที่ไม่ได้รับความเสียหายและเครนก็นิ่งเป็กปกติ คนงานปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้แปลกมาก ๆ

สำหรับรายละเอียดของตึกที่ถล่ม สำนักข่าว ThaiPBS รายงานว่าตึกที่ถล่มเป็นตึกที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2563 (แต่หยุดไปชั่วคราวจากเหตุการณ์โควิด-19) เป็นการดำเนินโครงการโดยกิจการร่วมการค้าระหว่าง ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ร่วมลงทุนระหว่างบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ และ บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) และกิจการร่วมค้า (Joint Venture) PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จํากัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จํากัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้น เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคาร

จะเห็นว่าชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตึกเป็นชื่อที่ผู้อ่านหลายท่านคุ้นเคยกันดี แต่คุ้นเคยในชื่อเสียงด้านไหนเป็นอีกเรื่อง

“รอยเลื่อนสะกาย” ใหญ่และทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตัวการแผ่นดินไหวครั้งนี้

กลับมาที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในไทยเท่าที่ชีวิตของผู้เขียนเจอ (ผู้เขียนบทความนี้อายุ 27) เหตุการณ์ครั้งนี้มีต้นตอมาจาก ”รอยเลื่อนสะกาย“ หนึ่งในรอยเลื่อนที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นรอยเลื่อนที่อันตรายอันดับ 1 ใน 3 แห่งของโลก พาดผ่านกลางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศเมียนมา เป็นรอยเลื่อนที่ชั้นหินทั้ง 2 ระนาบเคลื่อนตัวในทิศทางที่ตรงกันข้าม (ทิศทาง ^ v) และยังไม่ประสานติดกันดี ซึ่งการเคลื่อนสวนทางกันนี้อาจเคลื่อนแค่เพียง 2 เซนติเมตร แต่กลับสร้างความรุนแรงใหญ่หลวง (ปี 2473 เคยเกืดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 จากรอยเลื่อนนี้ แต่ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตในเมียนมากว่า 500คน) โดยจากสถิติจะเกิดแผ่นดินไหวบริเวณรอยเลื่อนนี้ทุก ๆ 10-20 ปี

ความรุนแรงนี้ยังส่งผลกระทบต่อกรุงเทพเป็นพิเศษ เนื่องจากเดิมทีแล้วพื้นที่ในกรุงเทพมีลักษณะเป็นชั้นดินเหนียวอ่อน เมื่อมีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวจากระยะไกลคลื่นแผ่นดินไหวจะขยายมากขึ้นถึง 3 เท่า ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยโดยกรมทรัพยากรธรณีเมื่อปี 2566

จะเห็นว่าเหตุการณ์ความโกลาหนสะเทือนกรุงวันนี้ดูมุมไหนก็แย่ ทั้งดิน ทั้งการควบคุมดูแลโครงสร้างตึก ประกอบกับการรับมือของรัฐก็ไม่ได้เป็นที่น่าชื่นชมนักเท่าไหร่ แต่ผู้เขียนมองว่าก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลเหมือนกัน เพราะในประเทศไทยไม่ค่อยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยครั้งนัก ทว่านอกจากความเห็นใจก็มีความสงสัยพ่วงด้วยเช่นกัน ”ทำไมไม่มี sms แจ้งเตือนอะไรประชาชนเลย“ คำถามนี้ พี่เอ้-สุชัชชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาโวยเช่นกัน

จริง ๆ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ถูก เพราะมันมี

ระบบเตือนภัยฉุกเฉินในไทยเกิดขึ้นโดยการร่วมมือของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในไทย ผ่านระบบ Cell Broadcast ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคา และสำนักงานกสทช. ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำหนังสือด่วน ให้ กสท.ตัังแต่ช่วงเวลา 14.30 แต่ตอนนี้ผู้เขียนก็ยังไม่ได้รับแจ้งเตือนใดๆ จนภายหลังเวลาประมาณ 3 ทุ่ม กสทช.ก็ออกมาชี้แจงว่าเป็นเพราะติดข้อจำกัดด้านจำนวนในการส่งข้อความ และต้องรอเนื้อความจากหน่วยงาน ปภ.อีกที (ครับ)

เหตุการณ์ครั้งใหญ่นี้คือเหตุการณ์ที่จะให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศไทยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชน ประเทศเราอาจจะละเลยการฝึกซ้อมการรับมือเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ไปจนพอเกิดเหตุการณ์จริง ๆ อะไร ๆ ก็ดูแย่ไปหมด ตัังแต่อาคาร การแจ้งเตือน ขนส่งมวลชน ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุว่าบทเรียนนี้ราคาแพงไปหน่อยเพราะมีการสูญเสียตามมา ทั้งภาพลักษณ์การรับมือของรัฐไทยที่แพร่ต่อสายตาชาวโลก และสูญเสียซึ่งชีวิตค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...