โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ถึงจุดเปลี่ยน ยากกลับสู่ยุครุ่งเรือง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 21.42 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 04.29 น.

ส่งผลให้ 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2568) มีจำนวนการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 222,590 คัน ลดลง 19.29% ส่วนการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ผลิตได้ 78,535 คัน ลดลง 9.48% โดยช่วง 2 เดือนแรกปีนี้จึงผลิตเพื่อส่งออกได้เพียง 153,579 คัน ลดลง 15.56% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งลดลงถึง 47.01% ตามยอดส่งออกที่ลดลง

ขณะที่จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 249,335 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 61.88% โดยเป็นประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่าง ๆ มีทั้งสิ้น 176,747 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 65.33%

ตัวเลขดังกล่าว กำลังบ่งบอกถึงสัญญาณจุดเปลี่ยนธุรกิจยานยนต์ไทย หรืออุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยากจะกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองได้อีก หลังจากเทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)

Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่า ในปี 2568-2569 ยอดการผลิตรถยนต์จะอยู่ในระดับต่ำที่ 1.47-1.53 ล้านคัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2562-2566) อยู่ราว 15% โดยมีแรงกดดันหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.ยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เผชิญปัญหากำลังซื้อที่หดตัวลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาด้านคุณภาพหนี้ที่แย่ลง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค

2.การส่งออกกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ICE ที่ผู้บริโภคในตลาดโลกเริ่มให้ความนิยมลดลง จากการถูกทดแทนด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และ 3.การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มขยายตัวเป็นวงกว้าง จากภาวะสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา-จีน ที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ NEV จีน

ข้อมูลของ Nikkei Asia รายงานว่ากำลังการผลิตรถยนต์ NEV ในจีนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับ 36 ล้านคัน ในปี 2568 ตามแผนการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตที่ราว 23.4 ล้านคัน (CAP-U 65%) โดยคาดว่ากำลังซื้อในจีนอาจช่วยดูดซับได้ราว 17 ล้านคัน เท่านั้น

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจีนจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูงกว่า 6 ล้านคัน ที่ต้องเร่งระบายออกสู่ตลาดโลก ถือเป็นปริมาณที่สูงกว่าการส่งออก NEV ในปี 2566-2567 ของจีนที่ 1.2 ล้านคัน และ 1.32 ล้านคัน ถือเป็นการซํ้าเติมปัญหา Over Supply และ กดดันให้สงครามราคาขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สะท้อนจากมูลค่าตลาดที่สูงถึง 2.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 11% ของ GDP อีกทั้งยังมีจำนวนผู้ประกอบการ กว่า 2,400 บริษัท และมีการจ้างงานถึง 690,000 คน

จากสัญญาณดังกล่าว คาดว่าแรงงานกว่า 110,000 คน ซึ่งคิดเป็น 16.3% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีความเสี่ยงที่จะต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรม อื่น ๆ หาก 1.ปริมาณการผลิตรถยนต์ไทยอยู่ในระดับต่าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะยาวเวลานาน ซึ่งอาจกระทบการจ้างงาน 103,500 คน หรือ 15% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

และ 2.ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับกระแส NEV โดยเฉพาะในพาร์ทที่มีความเสี่ยงจะถูก Disrupt สูง อาทิ เครื่องยนต์ ICE ระบบนํ้ามันเชื้อเพลิง ท่อไอเสีย และเกียร์ ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการจ้างงาน 8,700 คน คิดเป็น 1.3% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ดังนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจำเป็นต้องจับตา ว่าไทยจะยังสามารถรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ICE ไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่จีนได้รุกเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ BEV ในไทยมากขึ้น อีกทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน จะสามารถปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...