กบข.เพิ่มน้ำหนักลงทุนทองคำ ลดความเสี่ยงทรัมป์-ลุย Senior Housing
กบข.ปรับพอร์ตลดความเสี่ยงผลกระทบ “ทรัมป์” เพิ่มน้ำหนักลงทุนทองคำ เผยปีที่แล้วสร้างผลตอบแทนสมาชิกพุ่ง 25% ต้นปีนี้ไม่กี่เดือนสร้างผลตอบแทนกว่า 20% แล้ว พร้อมเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยเน้นลงทุนรายตัว แย้มอนาคตลงทุน Senior Housing ยีลด์ 8-12%
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า จากนี้ถึงสิ้นปี 2568 ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนจะมีแบบนี้ต่อเนื่อง จากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งที่มีปัจจัยเสี่ยงและสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเยอะมาก โดยจากนี้ไปถึงสิ้นปีไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ในมุมของ กบข. ต้องเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดูแลพอร์ตการลงทุนสมาชิกท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ ทาง กบข.ยอมรับว่าในช่วงต้นปี มองเชิงบวกมากกับการที่ทรัมป์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าตลาดลงทุนมีความผันผวนสูงจากนโยบายของทรัมป์ โดยแม้จะมีการชะลอขึ้นภาษีตอบโต้ไป 90 วัน แต่ความไม่มั่นใจเชิงนโยบายก็ยังมีอยู่
“ดังนั้นการลงทุนจึงต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดย กบข.ถือว่าโชคดีที่มีลงทุนได้หลายประเภท สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ อย่างทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้ค่อนข้างมากในการป้องกันความเสี่ยง และสิ่งที่ กบข.ดำเนินการแล้ว ก็คือ การลดสัดส่วนของตราสารทุนโลก และเพิ่มการลงทุนทองคำมากขึ้น”
โดยสัดส่วนลงทุนในปัจจุบัน กบข.มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ รวม 18 สินทรัพย์ แบ่งเป็น ตราสารหนี้ 56.76% ได้แก่ ตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย 15.06% ตราสารหนี้ภาครัฐไทย 15.02% ตราสารหนี้ภาคเอกชนโลก 12.48% ตราสารหนี้ภาครัฐโลก 10.65% ตราสารหนี้ระยะสั้น 2.52% ตราสารหนี้ตลาดเงินไทย 0.84% ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 0.19%
ตราสารทุน 22.62% ได้แก่ ตราสารทุนโลกตลาดพัฒนาแล้ว 12.46% ตราสารทุนไทย 5.89% ตราสารทุนโลกตลาดเกิดใหม่ 4.27% และสินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน 4.83% อสังหาริมทรัพย์โลก 4.47% อสังหาริมทรัพย์ไทย 4.30% นิติบุคคลเอกชนโลก 4.09% Absolute Return Funds 2.03% นิติบุคคลเอกชนไทยและในภูมิภาค 0.72% ทองคำ 0.17% สินค้าโภคภัณฑ์ 0.01%
“สินทรัพย์ทุกตัวมีการตั้งเป้าผลตอบแทนในแต่ละตัวไม่เท่ากัน แต่ทุกตัวรวมกันต้องเอาชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2% ให้ได้ ซึ่งอาจจะมีขาดทุนและกำไรได้ โดยพอร์ตของ กบข.ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยยังทำกำไรได้”
นายทรงพลกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา กบข.ได้ปรับสัดส่วนการลงทุนให้กับสมาชิกที่สนใจลงทุนในทองคำ จากเดิมที่ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของพอร์ต สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 25% ซึ่งสมาชิกที่เพิ่มสัดส่วนสามารถรับผลตอบแทนได้สูงถึง 25% และปีนี้ตั้งแต่ต้นปี (YTD) รับผลตอบแทน 20%
“กบข.เล็งเห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงปรับพอร์ตลงทุน Tactical Asset Allocation หรือ TAA เพื่อลดความเสี่ยง โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำไป 6% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านสงครามมีการผ่อนคลายลง ก็อาจจะมีการลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลงได้เช่นกัน”
นอกจากนี้ในแต่ละเดือน หากเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐเปลี่ยนนโยบายกะทันหัน พอร์ตการลงทุนก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมา กบข.ปรับพอร์ตการลงทุน TAA เพื่อลดความเสี่ยงไปทั้งหมด 3 ครั้ง ขณะที่ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีจากความผันผวนที่เกิดขึ้น กบข.ได้ปรับแผนลงทุนแล้ว 3 ครั้งเช่นกัน ซึ่งจนถึงปลายปียังตอบไม่ได้ว่าจะต้องปรับอีกกี่ครั้ง เพราะต้องติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบ แต่ในทางปฏิบัติควรที่จะปรับให้น้อยที่สุด
ขณะที่แผน Asset Allocation หรือ SAA เป็นแผนระยะยาว 3-5 ปี โดยในปีนี้ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ปีนี้จะมีแผน SAA ใหม่ ซึ่งจะมีการกำหนดกลุ่มสินทรัพย์ใหม่เช่นกัน
“เราไม่รู้ว่าจากนี้ไปถึงสิ้นปีจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เราก็ปิดความเสี่ยงโดยการเพิ่มสินทรัพย์บางประเภทมากขึ้น และมองว่าโอกาสที่สินทรัพย์บางประเภทจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น หรือกลับมาทำผลตอบแทนเป็นบวกยังมีอยู่ โดยการจัดสรรการลงทุนปัจจุบันมั่นใจว่าจะมีความทนทานเพียงพอกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กบข.ตั้งเป้าหมายว่าหากข้าราชการเกษียณอายุแล้ว อยากให้มีเงินเพียงพอในการใช้ชีวิตหลังจากเกษียณ จะต้องชนะเงินเฟ้อเฉลี่ยประเทศไทย 10 ปี และบวกอีก 2% รวมถึงพยายามสร้างผลตอบแทนในส่วนของสมาชิกให้สูงกว่าปี 2567 ที่ทำได้สูงถึง 4.12% ภายใต้ความเสี่ยงด้านการลงทุนที่ปีนี้มีมากกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท
นายทรงพลกล่าวว่า พอร์ตการลงทุนหุ้นไทยได้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนลงทุนจากสิ้นปี 2567 ที่ระดับ 3% เป็น 5.89% กลยุทธ์ลงทุนหลักคือ เน้นลงทุนแบบรายตัวที่มีพื้นฐานดี มีการจ่ายเงินปันผลสูง มีแนวโน้มเติบโตดี พร้อมกับหุ้นกลุ่มเป้าหมายที่ให้ปันผลสูง คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง มองเป็นผลดีต่อธนาคารในการช่วยลดภาระผู้ประกอบการได้ดีขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ให้ปันผลสูง
“พอร์ตหุ้นไทยของ กบข.แบ่งวงเงินเป็น 2 ส่วน โดยวงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท กบข.บริหารเอง โดยใช้กลยุทธ์เน้นลงทุนใน SET 50 Free Float (SET50FF) แทนการลงทุนแบบเดิม สามารถสร้างผลตอบแทนต้นปีได้สูงกว่า 4% ส่วนวงเงินอีก 6,000 ล้านบาท ให้ 3 บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) เป็นผู้บริหาร ได้แก่ บลจ.ทิสโก้, บลจ.กรุงศรี และ บลจ.วรรณ รายละ 2,000 ล้านบาท”
เลขาธิการ กบข.กล่าวด้วยว่า ในอนาคต กบข.มีความสนใจที่จะลงทุน Senior Housing ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ โดยสินทรัพย์ดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนสูงถึง 8-12% ต่อปี ขณะปัจจุบันอยู่ระหว่างแก้กฎหมายและขั้นตอนอื่น ๆ อีกหลายขั้นตอน โดยศึกษาลงทุนในหลายประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย ยุโรป เป็นต้น
“มั่นใจว่าสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการสร้างผลตอบแทน และช่วยกระจายความเสี่ยงได้อย่างดี เราจะเริ่มลงทุน Senior Housing ในประเทศที่ลงทุนอยู่แล้วและมีผลตอบแทนที่เป็นกำไรก่อน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กบข.เพิ่มน้ำหนักลงทุนทองคำ ลดความเสี่ยงทรัมป์-ลุย Senior Housing
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net