โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

‘G1’ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สุดเจ๋ง โชว์ Side Flip และวิ่งเร็ว 7.2 กม./ชม. ตัวแรกในโลก !

BT Beartai

อัพเดต 09 เม.ย. 2568 เวลา 05.37 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 05.37 น.
‘G1’ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สุดเจ๋ง โชว์ Side Flip และวิ่งเร็ว 7.2 กม./ชม. ตัวแรกในโลก !

ในปี 2024 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ G1 ได้แสดงศักยภาพในหลายด้าน ทั้งท่าทางการต่อสู้ การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล จนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่เรากำลังดูหุ่นยนต์จริง ๆ หรือเป็นภาพจาก AI กันแน่

การออกท่าทางของ G1

ล่าสุด บริษัท Unitree จากประเทศจีน ผู้พัฒนา G1 ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการอัปเกรดระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้มีความฉลาดและตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งให้ ‘G1’ กลายเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่สามารถตีลังกาด้านข้าง (Side Flip) ได้สำเร็จ !

Unitree เผยให้เห็นความสามารถสุดล้ำของ G1 ในการทำ Side Flip หรือท่าตีลังกาด้านข้าง โดยหุ่นยนต์จะใช้ขาซ้ายในการรับน้ำหนักเป็นหลัก และสามารถทรงตัวได้แทบจะทันทีเมื่อเท้าอีกข้างแตะพื้น

ดูปกติว่าน่าทึ่งแล้ว แต่ถ้าเราดูในแบบสโลว์โมชันก็ยิ่งรู้สึกทึ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะจังหวะการลงพื้น ที่ G1 สามารถทรงตัวได้อย่างมั่นคงโดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือความเสียหายใด ๆ ราวกับนักกายกรรมมาเอง

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เราเห็นถึงความก้าวหน้าอย่างมากในด้านระบบการควบคุม การทรงตัว และความแม่นยำของหุ่นยนต์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้เข้าใกล้ความสามารถของมนุษย์มากยิ่งขึ้น

Side Flip ได้แล้วมันเจ๋งยังไง ?

หลัก ๆ จะเป็นเรื่องของการควบคุมแรง สมดุล และโมเมนตัมที่คำนวณ ‘ยาก’

เพราะการกระโดดของหุ่นยนต์ต้องอาศัยการปล่อยแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ ควบคู่ไปกับการจัดการโมเมนตัมของตัวหุ่นยนต์ ซึ่งต้องคำนวณและปรับแรงให้แม่นยำตลอดการเคลื่อนไหว ต้องรักษาสมดุลอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ล้มในตอนที่ลงมา ซึ่งต้องอาศัยเซนเซอร์ที่แม่นยำและระบบควบคุมที่ตอบสนองได้ในทันที

ความท้าทายที่ยากอีกหนึ่งอย่างก็คือ การพัฒนาโคดที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้อง และปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้รองรับแรงกระแทกหรือการคำนวณแรงกระทำต่าง ๆ

การตีลังกาหลัง (Backflip) ที่เราเคยเห็นในหุ่นยนต์เป็นท่าที่ต้องเขียนโคดซับซ้อนอยู่แล้ว แต่การตีลังกาด้านข้าง (Side Flip) กลับยากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากต้องอาศัยการควบคุมโมเมนตัมและสมดุลในแนวระนาบที่ซับซ้อนกว่ามาก ๆ

การตีลังกาหลัง (Backflip) ในหุ่นยนต์

การที่หุ่นยนต์ G1 สามารถกระโดด Side Flip ได้นั้น มาจากการฝึกโดยใช้เทคนิคหลักอย่าง ‘Reinforcement Learning’ ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก ที่ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหว โต้ตอบ และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในโลกจริงได้

เทคโนโลยีเดียวกันนี้ยังถูกนำไปใช้โดยบริษัท Figure ในการฝึกหุ่นยนต์ Figure 02 เพื่อให้เคลื่อนไหวและแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนมนุษย์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

G1 เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับมนุษย์

  • มีความสูง 4.3 ฟุต (1.3 เมตร)
  • น้ำหนักประมาณ 77 ปอนด์ (35 กิโลกรัม)
    ตัวหุ่นติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR แบบ 3 มิติ ทำให้สามารถมองเห็นรอบตัวได้แบบ 360 องศา
  • นอกจากจะเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วแล้ว G1 ยังสามารถเดินและวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 2 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 7.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย
คุณสมบัติของ G1

เก่งขนาดนี้ แล้วในอนาคตเราจะได้เห็นกองทัพฮิวแมนนอยด์ไหม ?

หากกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เกิดขึ้นจริง มันก็อาจมีข้อดีตรงที่เราสามารถส่งหุ่นยนต์ไปทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายได้ เช่น การกู้ระเบิด การลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยง หรือการสู้รบในแนวหน้า ก็จะช่วยลดความสูญเสียของทหารจริง ๆ ได้ด้วย และที่สำคัญคือสามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องพัก ไม่มีเหนื่อย ไม่ต้องกังวลเรื่อง ’สภาพจิตใจในการทำงาน’ ที่จำเป็นมากกับงานเสี่ยงภัยอันตราย

แต่ถ้าพูดเรื่องระบบหุ่นยนต์แล้วมันก็มีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัย หรือเรื่องการโดนแฮกระบบ เพราะหากระบบของหุ่นยนต์ถูกแฮก ก็อาจทำให้เกิดหายนะทางการทหารได้ เช่น หุ่นยนต์โจมตีฝ่ายเดียวกัน

อีกเรื่องคือหุ่นยนต์ไม่มีสำนึกทางศีลธรรม หากถูกตั้งโปรแกรมผิดพลาดหรือมี AI ที่ไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายได้ชัดเจน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่หุ่นยนต์ทำร้ายผู้คนทั่วไปโดยไม่ตั้งใจ

โดยรวมแล้วเทคโนโลยีนี้อาจช่วยเพิ่มศักยภาพทางทหารได้ แต่ก็ควรมีการควบคุมและมาตรการป้องกันที่ดี เพื่อไม่ให้กลายเป็นภัยคุกคามที่เราไม่สามารถควบคุมได้ในอนาคต

ทางบริษัท Unitree เผยว่า พวกเขาตั้งใจจะให้หุ่นยนต์ G1 รวมถึงรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต สามารถทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่ช่วยงานบ้านทั่วไป ไปจนถึงภารกิจในภาคอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งงานกู้ภัยในสถานการณ์อันตราย ซึ่งทั้งหมดนี้คือเป้าหมายในการพัฒนาให้หุ่นยนต์มีบทบาทช่วยเหลือมนุษย์ในหลากหลายด้านมากขึ้นในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...