โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐ ขึ้นภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม 25% ทุกประเทศ กระทบไทยอย่างไร?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 15.31 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 08.31 น.

KResearch วิเคราะห์ประเด็นร้อน "สหรัฐ" ขึ้นภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม 25% ทุกประเทศ กระทบไทยอย่างไรบ้าง?

วันที่ 3 มีนาคม 2568 อิศราวดี เหมะ นักวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) วิเคราะห์ประเด็นร้อน สหรัฐขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม 25% ทุกประเทศ กระทบไทยอย่างไร? โดยคาดว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยในภาพรวมจำกัดเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของสหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของไทยเสี่ยงกระทบมากกว่าเหล็ก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

ทำไมสหรัฐต้องขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม?

สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม เพราะต้องการลดการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตในประเทศ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตลดต่ำกว่า 80% ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 25% ทุกประเทศ รวมถึงยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้า และการให้โควตา มีผลตั้งแต่ 12 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นการปรับเงื่อนไขการเก็บภาษี"มาตรา 232" เพื่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อปี 2561 ที่เคยขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมบางรายการ 25% และ 10% ตามลำดับ จากทุกประเทศ แต่ภายหลังมีการยกเว้น/ให้โควตาบางประเทศ ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา เม็กซิโก เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น เป็นต้นต้น

การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐทุกประเทศแบบไม่มีข้อยกเว้น เป็นผลจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐมีการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น จนกระทบผู้ผลิตในประเทศ สะท้อนจากการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ โตเฉลี่ยปีละ 1296 และ 10% (CAGR 2563-2567) ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ผลิตในสหรัฐลดลงต่อเนื่องเฉลี่ยอยู่ที่ 70% และ 52% ตามลำดับ

สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม กระทบใครบ้าง?

การขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจะกระทบคู่ค้าหลักอย่างแคนาดา เม็กซิโก และจีน ขณะที่ไทย กระทบไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนนำเข้าไม่ถึง 2% การขึ้นภาษีนำเข้าในรอบนี้ ทำให้สหรัฐมีความต้องการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมลดลง และหันมาใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ผลกระทบส่วนใหญ่จึงน่าจะตกกับประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะแคนาดา เม็กซิโก และจีน ที่สหรัฐนำเข้ารวมกันกว่า 48% ขณะที่ไทยอาจได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากสหรัฐนำเข้าเพียง 15%

นอกจากนี้แคนาดาและเม็กซิโกเดิมทีได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม (มาตรา 232) ตั้งแต่ทรัมปีสมัยแรก และยังมีข้อตกลงการค้าเสรี USMCA ดังนั้นการปรับขึ้นภาษีนำเข้า 25% จะทำให้ราคาสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐจากประเทศเหล่านี้สูงขึ้นกว่าไทยและประเทศอื่นๆ แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง ทั้งพิกัดสินค้า ประเทศที่สหรัฐจะยกเว้น/บังคับใช้มาตราการ และท่าทีของประเทศต่างๆ เป็นต้น

ผลจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ กระทบไทยอย่างไร?

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของไทยอาจได้รับผลกระทบทางตรงมากกว่าเหล็ก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญ การขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ กระทบไทยแตกต่างกันในแต่ละรายสินค้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • เหล็ก ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปสหรัฐเพียง 5% ของการส่งออกเหล็ก อีกทั้งสิ้นค้าเหล็กส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งออกไปลหรัฐ เช่น เหล็กแผ่นรีดต่างๆ และเหล็กเส้น/ลวดเหล็ก ถูกเก็บภาษีนำเข้า 2596 อยู่แล้วสั่งแล้วสั่งแต่ทรัมป์สมัยแรก จึงทำให้ผลกระทบรอบนี้ไม่มากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น
    • ผลิตภัณฑ์เหล็ก ได้รับผลกระทบมากกว่าเหล็ก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย หรือมีสัดส่วน 23% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กทั้งหมด รวมถึงสินค้าที่ไทยส่งออกไปมาก เช่น ท่อเหล็กและเหล็กสิ่งก่อสร้าง ยังไม่เคยถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เหล็กปลายน้ำอื่นๆ ที่สหรัฐจะขยายขอบข่ายเพิ่มขึ้น
    • อะลูมิเนียม ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย หรือมีสัดส่วน 15% ของการส่งออกอะลูมิเนียมทั้งหมด โดยปัจจุบันไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% และจะเพิ่มเป็น 25% ทำให้ราคาส่งออกอะลูมิเนียมของไทยแพงขึ้น ทั้งนี้สินคำที่ไทยส่งสออกไปสหรัฐฯ มาก ได้แก่ ฟอยส์อะลูมิเนียม และอะลูมิเนียมแผ่นบาง

นอกจากนี้ต้องติดตามผลกระทบทางอ้อมจากการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิตของไทย

เมื่อความต้องการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐลดลง ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องมองหา ตลาดอื่นทดแทน ทำให้มีแนวโน้มที่เหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจะเพิ่มขึ้นในไทยและตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีนที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ รวมถึงบางส่วนที่จีนเคยส่งไปสหรัฐฯ ผ่านทางเม็กซิโกและบราชิลที่ต้องมองหาตลาดใหม่

อาเชียนเป็นตลาดส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมที่สำคัญของจีน โดยมีส่วนแบ่งตลาด 23% และ 20% ตามลำดับ ซึ่งผลทางอ้อมจากการขึ้นภาษีนำเข้ารอบนี้ของสหรัฐฯ จะทำให้จีนเข้ามาลงทุนหรือส่งออกสินค้าเข้ามาในไทยและอาเชียนมากขึ้น เป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิตของไทยที่อาจเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกหลักอย่างกลุ่มประเทศ CLMV

ผู้ประกอบการใน Supply Chain ได้รับผลกระทบอย่างไร?

ผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมของไทยลำบากต่อเนื่อง จากการแข่งขันขันรุนแรงกับสินค้านำเข้า แต่ธุรกิจปลายน้ำอาอาจได้ผลดีจากทางเลือกในตลาดที่มีมากขึ้น

ผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมของไทย เสี่ยงแข่งขันลำบากต่อเนื่องกับสินค้านำเข้าที่อาจกระจายตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยมีแนวโน้มลดลงอีก โดยเฉพาะเหล็กที่ปัจจุบันเหลือเพียง 44% สวนทางกับสัดส่วนการใช้เหล็ก นำเข้าที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ผลกระทบด้านราคา แม้ในระยะสั้นราคาเหล็กและอะลูมิเนียมจะเพิ่มขึ้นตามต้นทุนภาษี แต่หลังจากนี้คาดว่าผลจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้า จะทำให้ราคามีแนวโน้มลดลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2568 ราคาเหล็กและอะลูมิเนียมโดยเฉลี่ยของไทยอาจหดตัวจากปีก่อน 4% และ 396 ตามลำดับ แต่ทั้งนี้ราคาในแต่ละผลิตภัณฑ์อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความต้องการใช้ และปริมาณการผลิต รวมถึงราคาวัตถุดิบต้นน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีธุรกิจปลายน้ำบางส่วนอาจได้อานิสงส์จากการมองหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ เช่น ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ผลจากราคาที่มีแนวโน้มลดลงตามการแข่งขันและปริมาณสินค้าในตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมในสัดส่วนที่สูง มีทางเลือกในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เป็นตลาดนำเข้าหลักของไทย เช่น เหล็กแผ่นไร้สนิม เหล็ก ซิลิกอน เหล็กเพลากลม และอะลูมิเนียมเกรดพิเศษ เป็นต้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...