โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ พบแม่วัย 40+ มีลูกมากขึ้น แต่ Gen Z ยังลังเล ต้นทุนชีวิตสูง เกินกว่าจะเริ่มสร้างครอบครัว

Thairath Money

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 09.43 น.
ภาพไฮไลต์

หลังจากที่โลกเผชิญกับข่าวอย่าง “จำนวนประชากรเกิดใหม่น้อยลง” มาเป็นเวลาหลายปี ล่าสุดประเด็นนี้เริ่มมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เมื่อศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC เปิดเผยว่า อัตราการเกิดของเด็กในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% ในปี 2024 นับเป็นสัญญาณบวกแรกในรอบหลายปี

การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก “คุณแม่วัย 40 ต้น ๆ” ที่ตัดสินใจมีลูกมากขึ้นถึง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันคุณแม่ในวัย 30 และปลาย 20 ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

แม่ยุคใหม่ เลือกมีลูกเมื่อพร้อม

ในรายงานของ CDC ระบุว่า ตัวเลขนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ผู้หญิงในวัย 20 ปลาย ๆ ถึง 40 ต้น ๆ มีลูกเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยรุ่นและวัย 20 ต้น ๆ เลือกมีลูกน้อยลง โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผู้หญิงเลือกมีลูกในช่วงเวลาที่พร้อมมากขึ้น

แม้คนยุคมิลเลนเนียล หรือ Gen Y จะมีลูกน้อยกว่าคนรุ่นก่อน แต่ก็ยังเลือกมีลูกมากกว่ากลุ่ม Gen Z โดยในปี 2024 กลุ่มที่มีลูกมากที่สุดคือผู้หญิงวัย 30-34 ปี ตามด้วยกลุ่มอายุปลาย 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มต้น ๆ ของ Gen Z

Emily Oster ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ParentData.org ให้ความเห็นว่า ตัวเลขจาก CDC บ่งชี้ถึง 2 แนวโน้มใหญ่ในสังคมปัจจุบัน

  • หนึ่งคือ “การเลือกมีลูกช้าลง” แม้ความอุดมสมบูรณ์ของร่างกายจะสูงสุดในวัย 20 ต้น ๆ แต่ผู้หญิงกลับมีลูกน้อยลงในช่วงวัยนั้นมาตั้งแต่ยุค 1990 แล้ว

  • อีกหนึ่งคือ “เทคโนโลยีทางการแพทย์” ที่ทำให้ผู้หญิงสามารถควบคุมเวลาการมีลูกได้มากขึ้น เช่น IVF ที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้แม้จะอายุเข้าเลข 4

นอกจากนี้ ข้อมูลยังเผยว่า การคลอดในวัยรุ่นลดลง 3% จากปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าถึงการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น รวมถึงตัวเลือกอย่างการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ที่ให้โอกาสกับผู้หญิงสูงวัยมากขึ้น

Gen Z ยังไม่พร้อมมีลูก

Sarah Hayford ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ กล่าวเสริมว่า “คนรุ่นใหม่ใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกพร้อมที่จะมีลูก โดยเฉพาะด้านการเงิน”

“ผู้คนใช้เวลานานขึ้นกว่าจะรู้สึกว่า ‘ถึงเวลา’ ที่จะมีลูก” เธอกล่าว พร้อมระบุว่า คนรุ่นใหม่บางส่วนเลือกเรียนต่อจนจบระดับสูง เพื่อตามหางานที่มั่นคง และเก็บเงินซื้อบ้านในฝันก่อนจะเริ่มต้นครอบครัว

“เรากำลังเห็นพฤติกรรมที่เลื่อนการมีลูกออกไปในช่วงต้น แล้วจึงมาชดเชยในช่วงหลัง” Hayford กล่าวสรุป

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในปี 2024 จะดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่ฝ่ายบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องการผลักดันให้คนอเมริกันมีลูกมากขึ้น โดยกำลังพิจารณานโยบายหลากหลาย ตั้งแต่ “คลาสเรียนรู้รอบเดือน” ไปจนถึงการแจกเงินสด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครอบครัวที่มีลูก

แต่ปัญหาคือ แม้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยจะบอกว่าอยากมีลูกมากกว่านี้ แต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาตัดสินใจมีลูกจริง ๆ คือความท้าทายที่ยากกว่ามาก

Hayford เปรียบเทียบว่า หลายประเทศร่ำรวย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็เคยพยายามกระตุ้นอัตราการเกิดมาแล้ว ทั้งการให้โบนัสคนกลับใจหลังทำหมัน หรือแม้แต่การให้พ่อหยุดงานได้สี่วันต่อสัปดาห์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

“เงินสนับสนุนสามารถช่วยได้บ้าง แต่ต้องมากจริง ๆ” เธอย้ำ พร้อมเสริมว่า ข้อเสนอของทรัมป์ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการคลอดลูกในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐก่อนหักประกันเสียด้วยซ้ำ

ที่มา: Business Insider

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...