แพทย์ผิวหนัง เตือน 'น้ำกัดเท้า' คันมีขุยขาวเป็นหนัก แนะวิธีป้องกัน ระวังตัดเล็บก่อนลุยน้ำ
แพทย์ผิวหนัง เตือน ‘น้ำกัดเท้า’ คันมีขุยขาวเป็นหนัก แนะวิธีป้องกัน ระวังตัดเล็บก่อนลุยน้ำ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม กรมการแพทย์ เผยแพร่ข้อมูลเรื่อง “รู้ทันน้ำกัดเท้า” โดย พญ.ชินมนัส เลขวัต ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการพัฒนางานวิจัย สถาบันโรคผิวหนัง ระบุว่า โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากการระคายเคือง มีลักษณะโรคหลายชนิด ทั้งการอักเสบ ระคายเคืองและติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาความถี่ที่โดนน้ำ ผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ เซลล์ผิวหนังจะอุ้มน้ำบวมและเปื่อยฉีดขากได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น ง่ามนิ้วเท้า
โดยสามารถเช็กอาการของโรค โดยแบ่งตามระยะการเกิดโรคได้ดังนี้
ระยะที่ 1 : ช่วง 1-3 วันแรก ผิวหนังเปื่อยเมื่อแช่น้ำ ผิวหนังแดงคันแสบ ผิวหนังระคายเคือง และลอกบางๆ
ระยะที่ 2 : ช่วง 3-10 วัน อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อรา ผิวหนังจะเปื่อยมีรอยฉีกขาด มีอาการแดง บวม ปวดเจ็บ มีหนองหรือน้ำเหลืองซึม เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่มากกว่าเชื้อรา
ระยะที่ 3 : ช่วง 10-20 วัน ถ้าแช่น้ำต่อเนื่อง ผิวหนังแดงคันมีขุยขาว เปียก เหม็น ผิวหนังจะเปื่อยเป็นสีขาว เป็นขุยหรือลอกบางเป็นสีแดง ผื่นเปียกเหม็น เป็นการติดเชื้อรา
นอกจากนี้ แพทย์ผิวหนัง ยังเตือนอีกว่า หากอยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม ระวังน้ำปนเปื้อนสารเคมี ระวังไฟฟ้าดูด ควรรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด ระวังแมลงกัด และระวังโรคระบาดที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคอุจจาระร่วง และไข้เลือดออก
ส่วน การดูแลผู้ป่วยน้ำกัดเท้า มีดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำ
2.หากต้องสัมผัสน้ำให้ใส่รองเท้าบูท ล้างเท้าด้วยน้ำสบู่และเช็ดเท้าให้แห้ง
3.มีผื่นแดงเล็กน้อย ควรทายา
4.มีผื่นและมีรอยเปื่อยฉีกขาดของผิว มีอาการบวมแดง ปวดเจ็บ หรือเป็นหนอง เป็นอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์
5.เท้าแช่น้ำนานหลายสัปดาห์ต่อเนื่อง หรือนิ้วเท้าเกย หรือชิดกันอาจติดเชื้อราที่ง่ามนิ้วเท้า เกิดเป็นผื่นขุยเปียกขาว ควรใช้ยาทารักษาเชื้อรา
6.มีบาดแผลควรทำแผลและทายาฆ่าเชื้อโรค เช่น เบตาดีน
7.ระวังการตัดเล็บเท้าเพราะอาจเกิดบาดแผลเป็นทางเข้าของเชื้อโรค
8.ทำความสะอาดเท้า ง่ามเท้าของเล็บ ทุกครั้งหลังลุยน้ำ ด้วยน้ำและสบู่ แล้วเช็ดให้แห้ง