ฟิออเรนติน่า : ความปราชัยทั้งในและนอกสนาม
"ผมจะไม่สร้างความผิดพลาดแบบเดียวกับตอนที่เราขาย โรแบร์โต้ บาจโจ้ ผมจะไม่ขาย เฟเดริโก้ เคียซ่า แม้ว่าจะได้เงิน 100 ล้านยูโรก็ตาม"
นั่นคือคำยืนยันของ ร็อคโค่ คอมมิซโซ่ ประธานสโมสร ฟิออเรนติน่า ได้ลั่นวาจาไว้ในปี 2019 หลังจากเขามาเทคโอเวอร์สโมสรเพียงเดือนเดียว ทว่าในเวลาไม่ถึง 3 ปี ไม่ใช่แค่เพียงแค่คำพูดดังกล่าวไม่เป็นจริงแล้ว แต่ในช่วงตลาดหน้าหนาวต้นปี 2022 พวกเขาตัดสินใจขายนักเตะคนสำคัญอีกรายอย่าง ดูซาน วลาโฮวิช ให้กับคู่อริอย่าง ยูเวนตุส ด้วยค่าตัวรวมกว่า 80 ล้านยูโร
เซเรีย อา 1981-82 จุดเริ่มต้นของความเคืองแค้น
แม้ว่าโดยปกติในโลกฟุตบอลส่วนใหญ่ความเป็นอริระหว่างสองสโมสรมักจะถูกกำหนดขึ้นจากสถานที่ตั้งในละแวกใกล้เคียงกันหรือภูมิหลังที่เชื่อมโยงกับความเป็นมาของสโมสรเหล่านั้น
แต่ก็ยังมีลักษณะของความเป็นอริที่ถูกก่อตัวขึ้นจากประวัติศาสตร์สมัยใหม่จากเหตุการณ์ทั้งในและนอกสนามอาทิเช่นในกรณีของ ฟิออเรนติน่า และ ยูเวนตุส สองสโมสรชั้นนำจากอีตาลี ที่ตั้งอยู่ห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร
ฟิออเรนติน่า สโมสรหลักของเมือง ฟลอเรนซ์ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1926 และใช้เวลากว่า 30 ปี ถึงจะสามารถยกระดับขึ้นมาต่อกรกับมหาอำนาจลูกหนังในประเทศอย่าง ยูเวนตุส จนคว้าแชมป์ลีกมาครอง 2 หน ในปี 1956 และ 1969
ทว่าหลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มล้มลุกคลุกคลานหลายปีก่อนการมาถึงของยุคใหม่ที่นำโดยเจ้าของทีมคนใหม่อย่าง ฟลาวิโอ พอนเตลโล่ ในปี 1980 ที่ทำให้พวกเขากลับขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถวของลีกอีกครั้ง
จนถึงในซีซั่น 1981-82 ที่ ฟิออเรนติน่า ขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์อย่างสูสีกับ ยูเวนตุส และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นอริที่ฝังลึกกับยอดทีมจากตูริน
วันสุดท้ายของซีซั่นทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากันที่ 44 แต้ม โดย ฟิออเรนติน่า ต้องออกไปเยือน กาญารี่ ที่ยังต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้น ในขณะที่ ยูเวนตุส จะได้พบกับ กาตันซาโร ทีมกลางตารางอันดับ 7 ที่ไม่มีลุ้นอะไรแล้ว
โดยประเด็นที่จุดชนวนความข้ดแย้งเกิดขึ้นเมื่อประตูของ ฟรานเซสโก้ กราเซียนี ที่ยิงให้ ฟิออเรนติน่า ขึ้นนำถูกยกเลิกเนื่องจากผู้ตัดสินมองว่ามีการปะทะกับผู้รักษาประตูก่อน ทำให้เกมจบลงที่สกอร์ 0-0
ในขณะที่ฝั่ง ยูเวนตุส นั้นมาได้ประตูจากลูกจุดโทษของ เลียม บาร์ดี้ ในช่วงท้ายเกม ทำให้พวกเขาเฉือนชนะด้วยสกอร์ 1-0 และคว้าแชมป์ไปในท้ายที่สุด โดยมีข้อครหาที่ว่าฝั่ง กาตันซาโร่ ควรจะได้จุดโทษชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกสุมไฟขึ้นหลังจาก จิอันคาร์โล อันโตนโญนี มิดฟิลด์คนสำคัญของ ฟิออเรนติน่า กล่าววาทะหลังจบเกมผ่านการถ่ายทอดสดทั่วประเทศด้วยประโยคที่ว่า "พวกเขาขโมยแชมป์ไปจากเรา" และนำมาซึ่งสโลแกนอันเลื่องลือที่สะท้อนอารมณ์โกรธแค้นของแฟนบอลว่า "ขอเป็นที่สองดีกว่าโจร"
[]https://img.soccersuck.com/images/2022/01/29/2410.jpg[/]
ยูฟ่าคัพ 1990 ชนวนแห่งความเกลียดชัง
ไม่ว่าจะด้วยความผิดหวังหรือปัจจัยใดๆก็ตาม ผลงานของ ฟิออเรนติน่า เริ่มไม่สู้ดีนักและไม่ใกล้เคียงที่จะสัมผัสแชมป์อีกหลายปี ก่อนที่พวกเขาจะได้ครอบครองเพชรเม็ดงามแห่งวงการฟุตบอลอิตาเลี่ยน ที่จะกลายเป็นความหวังของแฟนบอลในอนาคต
ในปี 1985 พวกเขาคว้าตัวหนุ่มน้อยวัย 18 ปี นามว่า โรแบร์โต้ บาจโจ้ มาจากทีมลีกรองอย่าง วิเซนซ่า ด้วยค่าตัว 2.7 ล้านลีร่า (1.5 ล้านปอนด์) ก่อนที่เขาจะก้าวมาเป็นตำนานแห่งวงการฟุตบอลที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
แม้ก่อนหน้านี้ บาจโจ้ จะประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ของ วิเซนซ่า ด้วยวัยเพียง 16 ปี และยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้ไม่นานหลังจากนั้น
ทว่าชีวิตใหม่กับลีกสูงสุดของเขากลับเริ่มต้นได้ไม่สวยนักหลังเผชิญอาการบาดเจ็บต่อเนื่องและไม่ได้รับโอกาสลงสนามเท่าที่ควร จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ปี เจ้าตัวถึงก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีม
บาจโจ้ เริ่มลงสนามต่อเนื่องในซีซั่น 1987-88 และในปีต่อมาผลงานของเขาก็ก้าวกระโดดคว้ารางวัลดาวซัลโวของลีกด้วยการทำ 15 ประตู และพาทีมกลับไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ด้วยการจบอันดับ 7
ถือเป็นการจุดประกายแสงแห่งความหวังสำหรับแฟนบอล ฟิออเรนติน่า ที่รอคอยกลับไปสู่ความสำเร็จที่พวกเขาห่างหายมานานเกิดกว่าทศวรรษ ก่อนที่โชคชะตาจะนำพาพวกเขาโคจรมาเจอกับ ยูเวนตุส อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศของถ้วยยูฟ่าคัพปี 1990
ในยุคสมัยที่รอบชิงชนะเลิศรายการดังกล่าวยังแข่งกัน 2 เลก เกมนัดแรกลงแข่งขันกันที่ตูริน ทั้งสองทีมสู้กันอย่างสูสีและจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-1
ก่อนที่จะเกิดประเด็นปัญหาอีกครั้งหลังเจ้าบ้านได้ประตูขึ้นนำ 2-1 โดยฝั่งทีมเยือนมองว่า เซเลสต์ พิน กองหลังของพวกเขาโดนนักเตะของเจ้าบ้านผลักจนเสียจังหวะก่อนนำไปสู่ประตูดังกล่าว และสุดท้ายกลายเป็นฝั่ง ยูเวนตุส ที่ชนะไปด้วยสกอร์ 3-1
หลังเกมเกิดประเด็นขึ้นอีกครั้งในระหว่างที่ ดีโน ซอฟฟ์ กุนซือของเจ้าบ้านให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังจบเกม พิน กองหลังทีมเยือนที่พกความคับแค้นใจมาเต็มเปี่ยมตะโกนแทรกในขณะที่ ซอฟฟ์ กำลังตอบคำถามกับนักข่าวด้วยคำพูดว่า "หัวขโมย" อันเป็นจุดกระแสความเกลียดชังขึ้นมาในหมู่แฟนบอลอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ฟิออเรนติน่า ก็ทำได้แค่เสมอ 0-0 ในเลกที่ 2 และ ยูเวนตุส ก็เป็นฝ่ายสมหวังอีกครั้ง แต่นั้นยังไม่สร้างความค้บแค้นใจให้กันแฟนบอลของ ฟิออเรนติน่า มากเท่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
โรแบร์โต้ บาจโจ้ กับความปราชัยทั้งในและนอกสนาม
ภายหลังจากนั้นไม่นานสโมสรเริ่มประสบปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก ทำให้เจ้าของทีมอย่าง พอนเตลโล่ ตัดสินใจขายหนึ่งในนักเตะสำคัญของพวกเขาอย่าง บาจโจ้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
และสโมสรที่ให้ความสนใจก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคู่อริคนสำคัญอย่าง ยูเวนตุส ที่ทุ่มเงินระดับสถิติโลกในตอนนั้นที่ 25 ล้านลีร่า (8 ล้านปอนด์) คว้าตัวนักเตะมาร่วมทีม
การย้ายทีมครั้งนี้นำมาซึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ต้องจารึกของประวัติศาสตร์สโมสรหลังแฟนบอลกลุ่มใหญ่ตัดสินใจบุกไปถึงสำนักงานใหญ่ของทีมโดยมีการปาวัตถุอันตรายมากมายอาวุธอาทิ อิฐ, โซ่เหล็ก และ ระเบิดขวด
จนทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 50 รายและถูกจับกุมอีก 9 ราย จนประธานสโมสนอย่าง พอนเตลโล่ จำเป็นต้องลี้ภัยเนื่องจากความปลอดภัยและอำลาจากสโมสรในท้ายที่สุด
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความเป็นอริที่ก่อตั้งขึ้นระหว่างทั้งสองทีม ทำให้การเผชิญหน้ากันของคู่ยังคงสร้างบรรยากาศที่ดุเดือดขึ้นมาเสมอแม้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่ในสถานะทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันก็ตาม
หากมองจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วถือว่าเป็นความอริระหว่างสองสโมสรที่เกิดขึ้นมาจากความคับแค้นฝ่ายเดียวของ ฟิออเรนติน่า และแฟนบอลของพวกเขาที่มีต่ออีกฝั่ง ในขณะที่มุมมองของแฟนบอล ยูเวนตุส ส่วนใหญ่ก็มองว่าการพบกับคู่อริทีมนี้เป็นเพียงอุปสรรคระหว่างทางและเกมที่ยากมากเกมหนึ่งเท่านั้น
"ถ้าเป็นความเห็นจากฝั่งเรานะ เกมที่ต้องได้เจอกับ ฟิออเรนติน่า มันสำคัญมากแต่ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร ความเป็นอรินี่มันสัมผัสได้ที่ ฟลอเรนซ์ มากกว่าที่ ตูริน" แฟนบอลรายหนึ่งของ ยูเวนตุส ได้กล่าวไว้
[]https://img.soccersuck.com/images/2022/01/29/vlahovic-chiesa.jpg[/]
ความเจ็บปวดที่ฉายซ้ำ
“การได้สวมเสื้อของ ฟิออเรนติน่า มานานกว่า 11 ปี มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะย้ายไป ยูเวนตุส มันเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้นแหละ”
นั่นคือคำพูดของเด็กปั่นของสโมสรที่ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อหมายเลข 10 และกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลนามว่า เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ที่ได้กล่าวไว้ในปี 2015 ก่อนเขาจะย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ใน 2 ปีต่อมาด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร
กลับกลายเป็นเรื่องชินชาสำหรับแฟนบอลของ ฟิออเรนติน่า เสียแล้วเพราะก่อนหน้านั้นไม่นานผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมอย่าง เนโต้ ก็ลั่นวาจาไว้ว่า
“ผมจะไม่ย้ายไป ยูเวนตุส เพราะมันถือเป็นการทรยศต่อแฟนบอลของ ฟิออเรนติน่า” ก่อนที่เขาจะใช้เวลาเพียงครึ่งปีเพื่อผิดคำสัญญาดังกล่าวและไปรับบทบาทเป็นนายประตูมือสองให้กับทีมคู่อริ
ท่ามกลางความผิดหวังซ้ำซากหลายทศวรรษแต่การมาถึงของเจ้าของใหม่อย่าง ร็อกโก้ คอมมิสโซ่ เศรษฐีชาวอิตาเลี่ยนอเมริกัน ในปี 2019 ก็ให้กับแฟนบอลของ ฟิออเรนติน่า กลับมามีความหวังได้ในระดับหนึ่ง
คอมมิสโซ่ พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่จะพาทีมประสบความสำเร็จและรั้งตัวอนาคตของทีมอย่าง เฟเดริโก้ เคียซ่า เด็กปั่นอะคาเดมี่ ผู้ซึ่งเป็นลูกชายของตำนานดาวเตะอย่าง เอ็นริโก้ เคียซ่า ในขณะที่นักเตะกำลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนถูกยกให้เป็นดาวดวงใหม่ของทีมชาติอิตาลี
ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเหมือนหนังม้วนเดิม นักเตะย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ในปีต่อมาด้วยสัญญายืมตัว 2 ปี พร้อมซื้อขาดที่มูลค่ารวมกันประมาณ 60 ล้านยูโร ก่อนที่ภายหลัง คอมมิสโซ่ จะออกมาอธิบายเรื่องดังกล่าวด้วยถ้อยคำง่ายๆว่า
“พวกเขาซื้อตัว เคียซ่า ได้ยังไงนะเหรอ? ก็ขโมยเขาไปจากพวกเราไง เพราะพวกเขาให้เงินนักเตะเยอะมาก”
วลาโฮวิช กับภาพทับซ้อนของ บาจโจ้
แฟนบอลของ ฟิออเรนติน่า เสียใจได้ไม่นาน อยู่ๆศูนย์หน้าดาวรุ่งของพวกเขานามว่า ดูซาน วลาโฮวิช ที่ทีมคว้าตัวมาจาก ปาร์ติซาน เบลเกรด เมื่อปี 2018 ก็ระเบิดฟอร์มขึ้นมายิงไปถึง 21 ประตูจากการลงสนาม 37 นัดในลีกเมื่อซีซั่น 2020-21
เจ้าตัวเริ่มตกเป็นข่าวกับหลายทีมทั่วยุโรป ในช่วงตลาดซัมเมอร์ปีนั้น แต่สุดท้ายสโมสรก็ยังรั้งตัวเขาไว้ได้และ คอมมิสโซ่ เองก็ลั่นวาจาว่าจะพยายามต่อสัญญาใหม่กับนักเตะและมอบค่าเหนื่อยระดับสถิติของสโมสร จนแฟนบอลแฮปปี้กับถ้วนหน้า
ในขณะที่ตัวนักเตะยังคงสานต่อผลงานยิงไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 24 นัดในช่วงครึ่งซีซั่นแรก พาทีมเกาะกลุ่มลุ้นพื้นที่โซนยุโรปด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก
ช่วงพักเบรคหนีหนาวการเจรจาสัญญาใหม่เริ่มไม่มีความคืบหน้า ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการย้ายทีมต่อเนื่องโดยเฉพาะหลายทีมจากพรีเมียร์ลีก ที่มีการยืนยันว่าพยายามจะดำเนินการคว้าตัวนักเตะมาร่วมทีม ก่อนฝันร้ายจากตูรินที่คอยตามหลอกหลอนแฟนบอล ฟิออเรนติน่า จะก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
ช่วงเริ่มต้นของตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวของยุโรป ยูเวนตุส ที่กำลังระส่ำระสายจากผลงานในลีกที่ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการจบสกอร์ของแนวรุก จนทำให้พวกเขาตกเป็นข่าวกับศูนย์หน้าหลายรายทั่วยุโรป
ทว่าด้วยปัญหาเรื่องการเงินและการที่พวกเขาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในข้อหาปลอมแปลงบัญชี จนถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าทางเลือกของพวกเขาควรจะเป็นนักเตะที่ค่าตัวย่อมเยาว์หรืออาจจะเป็นการยืมตัวในใช้งานเบื้องต้นเท่านั้น
และแล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของแฟนบอล ฟิออเรนติน่า สำนักข่าวหลายแห่งเริ่มรายงานว่า ยูเวนตุส ดำเนินการอย่างจริงจังในการคว้าตัว วลาโฮวิช มาร่วมทีม
ภาพสะท้อนในวันที่พวกเขาเสียนักเตะคนสำคัญอย่าง บาจโจ้ ให้กับคู่อริย้อนกลับมาอีกครั้ง และเพียงแค่สัปดาห์เดียวศูนย์หน้าชาวเซอร์เบีย ก็ได้สวมเสื้อสีดำขาวของ ยูเวนตุส เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัวรวม 80 ล้านยูโร
[]https://img.soccersuck.com/images/2022/01/29/854598e4dae3c359960ac9ac3542db7a08f8a05c2ec18f29.jpg[/]
ก้าวต่อไปของ ม่วงมหากาฬ
ฟิออเรนติน่า เพิ่งคว้าตัว อาร์ตูร์ คาบราล กองหน้าอนาคตไกลจาก บาเซิ่ล มาร่วมทีมค่าตัวประมาณ 14.5 ล้านยูโรบวกเงื่อนไขเพิ่มเติม หลังจากยืนยันการปล่อยตัว วลาโฮวิช ให้กับ ยูเวนตุส เพียงวันเดียว
ในขณะที่ปัจจุบันพวกเขารั้งอยู่อันดับ 7 ของตารางคะแนน ตามหลังอันดับ 6 อย่าง โรม่า แค่ 2 แต้มและแข่งน้อยกว่า 1 นัด ทำให้ความหวังที่จะได้กลับไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ยังคงเปิดกว้าง
ท้ายที่สุดแล้วก็ถือเป็นเรื่องปกติในโลกฟุตบอลที่จะต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะทั้งในและนอกสนาม และด้วยปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่ง นักเตะ, ผู้จัดการทีม หรือแม้แต่เจ้าของทีม ที่เข้ามาและจากไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือประวัติศาสตร์ของสโมสรและการดำรงอยู่ของแฟนบอล
ความเกลียดชังของแฟนบอล ฟิออเรนติน่า ที่มีต่อ ยูเวนตุส อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและไร้ความหมายสำหรับแฟนบอลทีมอื่น แต่ความเกลียดชังเหล่านั้นมันถูกหล่อหลอมขึ้นมาพร้อมกับความผิดหวังลักษณะเดิมๆ และเศษซากของประกายแสงแห่งความหวังที่ถูกดับไปโดยคู่อริตัวฉกาจและยังคงวนเวียนมาเยาะเย้ยด้วยความสำเร็จที่พวกเขายังไปไม่ถึง
ถึงกระนั้นทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมไม่มีอะไรที่คงอยู่แน่นอน โลกของฟุตบอลล้วนแล้วแต่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามยุคสมัย และตราบใดที่ฟุตบอลและสโมสร ฟิออเรนติน่า ยังดำรงอยู่ ความโกรธแค้นเหล่านี้อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้พวกเขาประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งสักวัน