โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาเป็นมารดาเลี้ยง (มี E Book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 13.04 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 13.04 น. • เมื่อวานนี้
“มีอะไรในใจบอกแม่มาซิ เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้วแม่ปวดใจยิ่งนัก

ข้อมูลเบื้องต้น

ชะตาพลิกผัน จากนักฆ่าสาว ให้ทะลุมิติมาเป็นหญิงสาวในยุคอดีต

แต่!!!

ร่างที่ลูซี่ฟ่านทะลุมาอยู่มิได้มีทรวดทรงสะโอดสะองดั่งร่างของเธอที่จากมา เธอทะลุมาอยู่ในร่างของหญิงอ้วนฉุ ที่รูปร่างเกินร้อย (ร้อยโล) ใบหน้าหาความงามไม่เจอ ทั้งอ้วนทั้งขี้เหร่สุดๆ

และที่สำคัญ ร่างนี้แต่งให้กับบัณฑิตหนุ่มที่หล่อเหลาหุ่นกระชากใจ เป็นอาจารย์สอนที่สถานศึกษา และยังเป็นพ่อม่ายเรือพ่วง ลูกสอง

แต่เพราะสามีไม่รัก นางจึงมักใจร้ายกับเด็กๆเสมอ ทั้งทุบตีทั้งทารุณสารพัด เอาความเจ็บแค้นใจไปลงที่เด็กตัวเล็กๆทั้งสองคน

สามีที่นางได้มาเป็นเพราะนางอยากได้ จึงให้บิดาบังคับให้แต่งกับนางด้วยความไม่เต็มใจ เพียงเพราะเพื่อเงินทุนที่บิดาเสนอหยิบยื่นให้ตอนที่สถานศึกษากำลังขาดทุน เขาจึงจำยอมรับข้อเสนออย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วลูซี่ฟ่านจะต้องใช้ชีวิตในร่างนี้อย่างไร ลูกก็ไม่เคยมี อย่าว่าแต่ลูกเลย แม้กระทั่งแฟน ในชาติที่แล้วนางยังไม่เคยมีเลย

…….

มาเสริฟอีกเรื่องแล้วนะคะ นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ ไม่เน้นดราม่า ไม่ปวดตับ อ่านสบายๆ เบาๆ คลายเครียดนะคะ เนื้อหาในเรื่องอาจดูไม่สมเหตุสมผล ตัวละครและสถานที่ในเรื่องไม่มีอยู่จริง ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสมมุติ มาจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ

มีทั้งหมด42ตอน มีอีบุ๊คนะคะ

..เมื่อวานนี้..

©️ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2537©️

ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ ลอกเลียน แบบ หรือดัดแปลง ไม่ว่าจะ ทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด โดย ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็น ลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษ ตามกฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ส่งท้ายปีเก่า กับปีใหม่ที่ไม่ได้อยู่ฉลอง

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงจุดพลุเฉลิมฉลองวันสุดท้ายของปีดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสงสีสันสวยงามตระการตา พลุลูกแล้วลูกเล่าถูกจุดขึ้นไปย้อมสีของท้องฟ้ายามราตรี ต่างเปล่งประกายแต่งแต้มให้ท้องฟ้าที่มืดมนให้สวยงามสว่างไสวยิ่งนัก เสียงดนตรีบรรเลงเพลงต้อนรับปีใหม่พร้อมกับเสียงไชโยโห่ร้อง สนุกสนาน ของงานเฉลิมฉลองดังกึกก้องไปทั่วทุกหนแห่ง

ในขณะที่ทุกคนกำลังฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน ร่างหญิงสาวคนหนึ่งกลับร่วงลงมาจากดาดฟ้าของตึกสูงร้างใจกลางเมืองหลวง

กรี๊ด!!!

คนกระโดนตึก!!

ร่างบางในชุดทะมัดทะแมงสีดำ สวมรองเท้าบูทหนังสีดำผมรวบตึงทรงหางม้า ลอยละลิ่ว ดิ่งลงกระทบพื้นซีเมนต์เบื้องล่าง ชวนให้เป็นภาพที่น่ากลัวสยดสยองแก่ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ฝูงชนเริ่มล้อมวงเข้ามาดูอย่างกล้ากลัวๆ และอยากรู้อยากเห็น ต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแช่ หญิงนิรนามที่ไม่มีใครรู้จัก นอนตายอย่างสยดสยองอย่างโดดเดี่ยว เสียงไซเรนของรถกู้ภัย รถพยาบาล และรถตำรวจดังขึ้นประสานกันก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

ลูซี่ ฟ่าน เป็นเด็กกำพร้า บิดามารดาไม่ทราบที่มา เธอถูกเลี้ยงดูในบ้านเด็กกำพร้า จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้ใจดีรับเธอไปเลี้ยงดูอุปถัมภ์ ในฐานะบุตรสาว เหมือนกับว่าชีวิตของเธอจะสวยงาม เพราะคนที่รับเธอไปเลี้ยงนั้น มีฐานะร่ำรวย จนเรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเกาลูน ประเทศฮ่องกง มิสเตอร์ โรเจอร์ ฟ่าน

ใครๆก็ต่างอิจฉาในความโชคดีของเธอ ที่ได้เป็นคุณหนูใหญ่ผู้ที่จะมาสืบทอดธุรกิจต่อจากบิดาเลี้ยง แต่! เรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้ ลูซี่ ถูกเลี้ยงดูให้เป็น'นักฆ่าสาว' ที่เบื้องหน้าคือ คุณหนู ฟ่าน ผู้อ่อนโยน งดงาม และเพียบพร้อมที่ใครๆต่างก็หมายปอง อยากสมัครเป็นเขยขวัญของ มิสเตอร์ฟ่าน

ตั้งแต่เด็กที่เธอเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์สกุลฟ่าน เธอต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง และยังต้องเรียนพิเศษทั้งภาษา และความรู้ทุกแขนงวิชา แม้กระทั่งวิชา ทำอาหารและจัดดอกไม้ ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอดูอ่อนแอและอ่อนโยนในสายตาของคนนอก แต่สำหรับคนในองค์กร ลูซี่คือนักฆ่ามือพระกาฬ ที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุด

เธอจะทำหน้าที่คอยเก็บกวาดเส้นทางขวากหนามมากมายที่คอยขัดผลประโยชน์ของมิสเตอร์ฟ่าน โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ และไม่คิดว่าการตายของเจ้าพ่อใหญ่โตในฮ่องกงนั้น จะเป็นฝีมือของ ลูซี่ หญิงสาวที่อ่อนโยนน่าทะนุถนอมคนนี้

วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการเฉลิมฉลอง กับครอบครัวและเพื่อนพ้อง ลูซี่ ได้รับคำสั่งจากบิดาให้ไปลอบสังหาร ต้าลู่ฉี นักธุรกิจใหม่ไฟแรงของวงการสีเทาที่ขณะนี้กำลังมาแรง เป็นคู่แข่งทางการค้าอาวุธและยาเสพติดของ มิสเตอร์ฟ่าน

ลูซี่ซ่อนกายอยู่บนตึกร้างสูง ที่ก่อสร้างไม่เสร็จ ในมือถือ สไนเปอร์ เตรียมขึ้นลำกล้องพร้อมที่จะเจาะทะลุร่างเป้าหมาย เธอซ่อนกายอยู่ในตึกนี้มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ กำจัดเสี้ยนหนามให้บิดาคืองานของเธอ

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กระสุนปริศนาลอยทะลุผ่านศรีษะของเธอ โดยที่เธอไม่ทันได้รู้ตัวว่ามันมาจากทิศทางใด และจากมัจจุราชตนใด ที่มาพรากชีวิตของเธอ สติของเธอดับวูบลงทันที ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงวี้ด ของลมที่เข้ามาในหูของเธอ

เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ร่างของเธอถูกจับโยนทิ้งดิ่งลงมาจากตึกร้างชั้นที่30 ร่างกายเละและสยดสยองเพียงใด

.

.

.

วี้ ~ ~

ร่างอวบอ้วนของสตรีที่หน้าตาน่าเกลียด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยตุ่มสิว บางตุ่มก็เห่อแดง บ้างก็สุกจนมีน้ำหนอง บ้างก็ดำเพราะรอยแกะเกา นอนหายใจรวยระรินอยู่บนพื้น

จูเจียวเหม่ย ที่แปลว่าหญิงสาวที่งดงามและอ่อนโยน ช่างแตกต่างจากนิสัยที่แท้จริงของนางยิ่งนัก

จูเจียวเหม่ยเป็นบุตรสาวคนเล็ก ของเถ้าแก่ภัตตาคาร'ชิงหลง' นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ตอนเด็กๆนางมีหน้าตาที่งดงามน่ารัก ใครๆต่างก็คาดเดาว่า โตขึ้นนางจะต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองเป็นแน่

ด้วยความที่เป็นลูกหลง เพราะว่ามารดาของนางตั้งครรภ์นางตอนที่อายุมากแล้ว นางจึงมีอายุห่างจากพี่สาวที่ถัดกันถึง13ปี ด้วยความที่เป็นลูกคนเล็กและยังเป็นน้องน้อยคนสุดท้อง บรรดาพี่ๆและบิดามารดาต่างก็พากันประคบประหงม วางไว้บนฝ่ามือดุจไข่ในหิน สิ่งใดที่นางอยากได้หรือต้องการเพียงแค่นางเอ่ยปาก ไม่นานสิ่งนั้นจะมากองตรงหน้าของนางทันทีไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง ของกินอร่อยๆมากมาย ที่บรรดาพี่ๆมักขนมาปรนเปรอนาง

จนกระทั่ง จากเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าชัง กลับกลายเป็นหญิงสาวร่างอวบอ้วนน้ำหนักเกินกว่าที่ตาชั่งธรรมดาจะชั่งได้ แขนขาอวบอ้วน พุงย้อยย้วย จนนางต้องใช้ผ้าหลายพับตัดชุด เรื่องใบหน้าไม่ต้องพูดถึง จากเค้าโครงเดิมที่เหมือนว่าจะโตขึ้นมางดงาม กลับกลายเป็นแก้มยุ้ยจนปิดกระทั่งมองไม่เห็นว่าจมูกหรือดวงตา มีเพียงปากน้อยๆที่ขยับแทบจะตลอดเวลา นางชอบกินทุกอย่างกินได้ในปริมาณที่มากและกินทั้งวัน แม้กระทั่งตอนดึกๆนางยังต้องลุกขึ้นมากินของว่างรองท้อง

พี่ชาย พี่สาวต่างออกเรือนไปจนหมด มีเพียงแค่นางที่ยังไร้วี่แวว เนื่องจากกิตติศัพท์เลื่องลือของนาง ทำให้ไม่มีใครกล้าส่งแม่สื่อมาสู่ขอ เพราะกลัวว่าเมื่อได้นางเป็นภรรยา หรือสะใภ้ บ้านของพวกเขาคงล่มจมเพราะนางแน่นอน เรื่องนี้ทำให้บิดามารดาของนางหนักใจเป็นอย่างยิ่ง

จนกระทั่งวันหนึ่งนางได้นั่งอยู่บนชั้นสองของภัตตาคารของบิดา หลังจากที่นั่งรอสาวใช้ที่นางให้ไปซื้อขนมเจ้าดังมาให้ ขณะที่นางเหม่อมองดูผู้คนที่สัญจรผ่านหน้าร้านไปมา สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากันร่างสูงสง่าในชุดสีฟ้า ที่กำลังเดินผ่านและยิ้มทักทายให้กับคนที่เดินสวนกัน

ใบหน้าที่หล่อเหลา ผิวที่ขาว รูปร่างสูงโปร่ง ช่างน่าชวนให้หลงใหล จูเจียวเหม่ยแทบจะลืมไปว่านางนั่งอยู่บนชั้นสองของร้าน นางรีบพาร่างอวบอ้วนตุ๊ต๊ะ ลงบันไดไปด้วยความรีบเร่ง เนื่องจากร่างกายที่อวบอ้วนจึงทำให้นางคลาดจากบัณฑิตหนุ่มรูปงามคนนั้นไปจนได้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นางถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ นอนซมอยู่บนเตียง เฝ้าคะนึงหาแต่ชายหนุ่มรูปงาม จนทำให้บิดาและมารดาเป็นห่วงกังวลใจยิ่งนัก

"เหม่ยเอ๋อร์ลูกเป็นอะไรไป ดูสิข้าวปลาไม่ยอมแตะต้อง จนซูบผอมไปมากแล้ว" มารดาของนางเอ่ยถามขึ้นเมื่อมาเยี่ยมนางในห้องนอน

"ข้าเอ่อ.."จูเจียวเหม่ยอ้ำอึ้ง

"มีอะไรในใจบอกแม่มาซิ เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แม่ปวดใจยิ่งนัก"

"ข้า… อยากได้.."

"มีอะไรที่ลูกสาวของแม่อยากได้ รีบบอกแม่มา แม่จะรีบให้คนไปหามาให้" ฮูหยินจูกล่าวกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พลางลูบศรีษะของนางด้วยความเอ็นดู

"สามี! สามีเจ้าค่ะ"

"….."

“มีอะไรในใจบอกแม่มาซิ เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้วแม่ปวดใจยิ่งนัก” “ข้า… อยากได้..” “มีอะไรที่ลูกสาวของแม่อยากได้ รีบบอกแม่มา แม่จะรีบให้คนไปหามาให้” “สามี!! สามีเจ้าค่ะ”

: น้องอยากมีหลัวค่าคูมแม่

อยากได้สามี

เมื่อฮูหยินจูได้ฟังบุตรสาวพูด ก็ถึงกับกล่าวอะไรไม่ออก ใจหนึ่งนั้นก็นึกดีใจที่บุตรสาวเติบโตและรู้จักอยากได้อย่างอื่นนอกจากของกินเสียที แต่อีกใจหนึ่งนางก็รู้สึกอดเป็นห่วงไม่ได้ บุตรสาวของนางรูปร่างอ้วนท้วนและยังกินจุขนาดนี้ชายหนุ่มคนใดจะยอมรับนางได้ และรักนางอย่างจริงใจ

"เหม่ยเอ๋อร์ ลูกไม่สบายหรือเปล่า หรือว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม แม่จะให้คนไปหาซื้อมาให้กิน" นางจับมือของบุตรสาวขึ้นมาลูบ เมื่อจูเจียวเหม่ยได้ยินมารดาพูดเช่นนั้น นางก็ถึงกับชักมือกลับ และสะบัดหน้าหนีทันทีด้วยความแง่งอน

"ท่านแม่ ไหนท่านแม่บอกว่า ท่านแม่จะหามาให้ลูกทุกอย่างอย่างไรล่ะเจ้าคะ"

ฮูหยินจูจึงต้องง้อบุตรสาว ด้วยความที่รักบุตรสาวมากนางจึงได้ถามต่อว่า

"ชายหนุ่มบ้านไหนที่ลูกอยากได้หรือ หรือว่าเป็นบ่าวในจวนแม่จะสั่งคนไปเรียกมาให้"

"ท่านแม่! ข้ามิได้ตาต่ำมองบ่าวพวกนั้นหรอกเจ้าค่ะ ผู้ที่ข้าอยากได้นั้นเขาทั้งสูงสง่าและรูปงามยิ่งนัก" จูเจียวเหม่ยพูดพลางทำตาเพ้อฝัน

"ชายหนุ่มตระกูลใดกัน ทำให้ลูกแม่ถึงกับพร่ำเพ้อได้ถึงขนาดนี้"

"ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าได้พบเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่หน้าภัตตาคารของเรา" จูเจียวเหม่ยผุดลุกขึ้นนั่ง ตอบมารดาด้วยสายตาที่ไหวระริก พร้อมทั้งบิดไปมาด้วยความขวยเขิน เป็นที่น่าเอ็นดูในสายตาของผู้เป็นแม่ยิ่งนัก

"แล้วเขามีรูปร่างลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรเล่า"

จูเจียวเหม่ยเล่าให้มารดาฟังโดยละเอียดถึงบุคคลที่นางเพ้อฝันอยู่ทุกโมงยาม

ฮูหยินจูนำเรื่องของบุตรสาวไปปรึกษากับนายท่านจู จากนั้นไม่นาน นายท่านจูถึงกับเรียกตัวนักวาดฝีมือเอกมาที่จวนเพื่อวาดภาพชายในฝันของบุตรสาวทันที

เมื่อได้ภาพตามคำบอกเล่าของจูเจียวเหม่ย นายท่านจูก็ให้คนออกสืบหาบุรุษผู้ที่สุดมีใบหน้าเหมือนในภาพวาดที่มีทันที จนกระทั่งได้รู้ว่า ชายหนุ่มผู้นั้นคืออาจารย์เจ้าของสถานศึกษาที่เปิดอยู่ท้ายเมืองนั่นเอง และยังสืบได้อีกว่าตอนนี้ทางสถานศึกษาของเขากำลังประสพปัญหาด้านการเงินอยู่พอดี

เมื่อได้ยินเช่นนี้ด้วยความที่รักบุตรสาวมาก นายท่านจูจึงวางแผนให้เจ้าหนี้ไปเร่งรัดหนี้สินของสถานศึกษาแห่งนั้น

หลงอู๋ฉี ชายหนุ่มรูปงามพ่อม่ายเรือพ่วงสองคน เขารับช่วงเปิดสำนักศึกษาสืบต่อตามปณิธานของตระกูล บัณฑิตหนุ่มพ่อม่ายเมียตาย ต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง ปีนี้เขาอายุ28ปี ถือว่ายังหนุ่มแน่น ไม่แปลกที่มักจะมีสาวน้อยสาวใหญ่ รวมถึงฟู่เหรินที่ออกเรือนแล้ว มาแอบชอบพอเขาอยู่มากมาย

แต่เพราะความที่รักที่มีต่อภรรยาที่ตายจากไป และบุตรชายทั้งสองที่ยังเล็ก จึงทำให้เขามักจะปฏิเสธไมตรีจาก สาวๆน้อยใหญ่ที่มาทอดสะพานให้เหล่านั้น แต่ก็มิวายที่สาวๆยังแวะเวียนมาอยู่เนืองๆ

จากความเอื้อเฟื้อและมีเมตตาของเขา เด็กๆที่มาเรียนในสำนักศึกษาของเขา บางคนก็เป็นเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ไม่มีเบี้ยพอจะจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ เขาจึงให้เด็กๆช่วยเหลืองานตอบแทนเป็นค่าเล่าเรียน ที่สำนักศึกษาเล็กๆน้อยๆ ยังมีหอพักให้เหล่าลูกศิษย์ที่บ้านไกลได้อยู่พักที่นี่อีกด้วย หลงอู๋ฉีจึงแบกรับค่าใช้จ่ายมากมาย ทำให้สำนักศึกษาเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน เขาจึงได้แบกหน้าไปกู้เงินเพื่อมาเป็นค่าอาหารและค่าหนังสือให้กับลูกศิษย์

"หากท่านไม่ชำระดอกเบี้ยกับเงินต้นทั้งหมดให้ เห็นทีข้าคงจะต้องขอยึดสำนักศึกษาของท่านเสียแล้ว เพราะนี่ก็3ปีมาแล้ว ดอกเบี้ยที่ท่านติดค้างก็เริ่มทบทวีขึ้น ข้าเองก็ต้องทำมาหากินหวังว่าท่านอาจารย์หลงคงเข้าใจ"

"ขอรับ ขอเวลาข้าอีกสักหน่อยเถอะ ข้าขอพูดกับลูกศิษย์ของข้าเสียก่อน เพราะว่าพวกเขาก็คงไม่มีที่ไปเช่นกัน" หลงอู๋ฉี พูดกับเจ้าหนี้เถ้าแก่ร้านออกเงินกู้ เด็กบางคนที่เขารับอุปการะในสำนักศึกษา เป็นเด็กกำพร้าที่เขาชวนมาอยู่ด้วยเพราะความสงสาร หากไม่มีสำนักศึกษานี้แล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะยังเลี้ยงดูเด็กนับสิบเหล่านั้นต่อไปได้อย่างไร

หลังจากเถ้าเงินกู้กลับไป เขาก็รู้สึกหนักใจ คิดหาหนทางที่จะนำเงินไปคืนร้านปล่อยเงินกู้ได้อย่างไรดี ยิ่งคิดยิ่งมืดแปดด้าน

เมื่อกลับถึงบ้านก็ได้แต่นั่งเหม่อลอยครุ่นคิด และทอดถอนหายใจจนบุตรชายทั้งสองสังเกตเห็น

"ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป ขอรับ" หลงอู๋หมิง บุตรชายคนโต อายุ5หนาวเอ่ยถามบิดาด้วยความเป็นห่วง เขาเห็นบิดานั่งทอดถอนใจตั้งแต่กลับมาจากสำนักศึกษาแล้ว

หลงอู๋เซิน บุตรชายคนเล็กปีนี้อายุ3หนาว คลานเข้ามานอนหนุนตักบิดาด้วยความออดอ้อน "ท่างพ่อ ม่ายซาบาย เหลอ ขอลับ ห้ายลูก นวกห้าย ม้าย ขอลับ" เด็กน้อยหัวจุกตาโตแก้มป่อง เอียงคอถามบิดาด้วยความใสซื่อ พลางผุดลุกขึ้นยืนทุบไหล่ให้บิดา ส่วนหลงอู๋หมิงเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าน้องชาย เขานั่งลงใช้มือน้อยๆบีบนวดขาให้บิดาเช่นกัน

หลงอู๋ฉี มองบุตรชายทั้งสองด้วยสายตาที่รักและเอ็นดู มองมือขาวเล็กๆป้อมๆ ของแต่ละคนกำลังนวดให้เขาอย่างตั้งใจ ลูกๆคือแก้วตาดวงใจของเขา ถึงแม้ว่าภรรยาของเขาจะจากไปหลายปี ตั้งแต่คลอดบุตรชายคนเล็กได้เพียงสามเดือน แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหามารดาใหม่ให้เด็กๆ เนื่องจากเขาเกรงว่าหญิงที่เขาแต่งเข้ามาจะไม่รักบุตรชายของตน และจะทำร้ายทุบตีบุตรชายของตน เหมือนดังเช่นตัวอย่างที่มีให้เห็นทั่วไป ที่มารดาเลี้ยงข่มเหงรังแกลูกเลี้ยง

สายของวันที่นัดแนะกับเถ้าแก่เจ้าของร้านเงินกู้ เขาก็ได้มีโอกาสต้อนรับ เถ้าแก่ใหญ่จากภัตตาคาร ชิงหลง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจบ้างพอสมควร

"คารวะ เถ้าแก่จู ท่านมาเยี่ยมเยือนข้าน้อยถึงสำนักศึกษา ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ"

เถ้าแก่จูมองดูชายหนุ่มตรงหน้า ท่าทางของบัณฑิตหนุ่มช่างสง่างามทั้งรูปร่างและกิริยาเพียบพร้อมสมดั่งที่เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งของเมือง มิน่าล่ะบุตรสาวสุดที่รักของเขาจึงได้พร่ำเพ้อใฝ่ฝันหา เขาจึงมองด้วยสายตาที่ชื่นชมก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า

" ขออภัยที่ต้องละลาบละล้วง ข้าได้ข่าวว่าตอนนี้สำนักศึกษาของท่าน กำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤติ ได้ยินว่าท่านกำลังหาเงินทุนมาจ่ายหนี้สินใช่หรือไม่"

หลงอู๋ฉีเองไม่ได้แปลกใจนัก เพราะว่าช่วงหลายวันมานี้ เขาได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือหยิบยืมขอกู้เงินจากเถ้าแก่หลายที่ แต่ก็กลับถูกปฏิเสธออกมาทั้งหมดเนื่องจากเขาเองไม่มีสิ่งใดไปค้ำประกัน จึงไม่มีใครให้เขายืมเงินเลย

"ไม่ขอปิดบังเถ้าแก่ เป็นจริงดังที่ท่านกล่าวมา ช่วงนี้ข้าน้อยกำลังหาทางหยิบยืมกู้เงินมาเพื่อจ่ายหนี้ให้กับเถ้าแก่ร้านเงินกู้จริงๆ" เขากล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม

กิริยาของชายหนุ่มเป็นที่ถูกตาถูกใจเถ้าแก่จูยิ่งนัก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไม่ผิดหวังที่บุตรสาวของเขาหมายปองชายผู้นี้ นี่แหละอนาคตบุตรเขยของเขา เขาจึงรีบยื่นข้อเสนอให้ชายหนุ่มทันที

"หากข้ายินยอมช่วยเหลือเงินทุนเหล่านั้นให้ท่าน ไม่ทราบว่าอาจารย์หลงจะยินดีหรือไม่"

หลงอู๋ฉีถึงกับตื่นเต้นด้วยความยินดี เฃาไม่นึกมาก่อนเลย ว่าจะมีผู้ใจดีเดินทางมาหยิบยื่นความช่วยเหลือถึงที่ ทั้งๆที่หลายวันมานี้ เขาออกตระเวนหาขอความช่วยเหลือจนทั่วทั้งเมืองหลวงแล้วกลับไม่มีผู้ใดยินยอมช่วยเหลือเขาเลย

"ข้าน้อยยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าข้าน้อยไม่มีสิ่งใดที่จะค้ำประกันให้เถ้าแก่เลยนะขอรับ"

"มีสิหากเจ้ารับปากจะทำตามข้อเสนอของข้าข้อหนึ่ง หนี้สินทั้งหมดของสถานศึกษาของอาจารย์หลงนั้น ข้ายินดีจะไปจ่ายให้ทั้งหมดและยังให้เงินทุนอีกก้อนหนึ่งด้วย"

"ข้อเสนอ อะไรหรือขอรับ?"

: พ่อเองก็ถูกใจลูกเขยคนนี้เหมือนกันนะ

เหตุผลที่นางต้องร้าย

"ข้อเสนอ อะไรหรือขอรับ?" หลงอู้ฉีถาม

เถ้าแก่ใหญ่แห่งภัตตาคารชิงหลง ซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอ่ยขึ้นอย่างสบายๆคล้ายกับเป็นเรื่องของลมฟ้าอากาศทั่วไป

"ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน ว่าท่านอาจารย์หลงจะต้องรับบุตรสาวของข้าเป็นภรรยา"

หลงอู่ฉีถึงกับอึ้งค้าง นึกไม่ถึงว่าเถ้าแก่จูจะยื่นข้อเสนอแปลกประหลาดเช่นนี้ออกมา

"ข้าน้อยไร้วาสนา มิอาจเอื้อมจะรับคุณหนูมาเป็นภรรยาได้หรอกขอรับ ใครๆต่างก็ทราบกันดีว่า ข้าน้อยนั้นเป็นพ่อม่ายลูกติด ความหวังดีครั้งนี้ ข้าน้อยขอรับไว้แค่ในใจ"

เถ้าแก่จูคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เขาจึงวางแผนมาอย่างดี เจ้าหนี้พร้อมกับชายฉกรรจ์นับสิบ ต่างพากันเข้ามาถึงในสำนัก

"ท่านมีเงินมาจ่ายหนี้ข้าหรือยัง วันนี้ข้ามาทวงตามสัญญาที่ครบกำหนด" นายหน้าเงินกู้ยืนประจันหน้ากับหลงอู๋ฉี โดยมีชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงบึกบึนดั่งคนใช้แรงงานยืนเรียงหน้ากระดานคุมเชิงอยู่ข้างหลัง

"เอ่อ ข้ากำลังจะไปหาท่านที่ร้านอยู่พอดี คือข้า.." หลงอู๋ฉีพูดไม่ออก มองดูเหล่าชายหนุ่มที่ทำท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือ ที่รอคอยคำตอบอยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง

"ตอนนี้ข้ายังไม่มี แต่ข้าขอเวลาอีกหน่อยได้รึไม่"

"ไม่ได้ พวกเรา รื้อให้หมด" หลังได้รับคำสั่งจากนายหน้าออกเงินกู้ เหล่าชายฉกรรจ์ต่างก็เฮโล แยกย้ายกันไปตามเรือนต่างๆที่ใช้สอนหนังสือ เสียงอาจารย์และลูกศิษย์ที่กำลังเรียนอยู่ก็ส่งเสียงร้องอย่างตกใจ

"อย่า!! ได้โปรด ข้าขอร้อง อย่าทุบทำลายของเลย " หลงอู๋ฉีวิ่งไปห้ามชายเหล่านั้นพัลวัน เด็กๆต่างพากันตกใจวิ่งกรูกันออกมายืนตัวสั่น บ้างก็ร้องไห้ พากันจับกลุ่มอยู่ข้างนอกโดยมีอาจารย์คอยปลอบอยู่

หลงอู๋ฉีเห็นเด็กๆร้องไห้ก็พลันให้ปวดใจ ยิ่งเห็นหนังสือเรียนถูกโยนออกมา ห้องเรียนที่โดนรื้อจนกระจัดกระจาย โต๊ะเขียนหนังสือถูกทุ่มออกมาข้างนอกล้มหักเสียหาย เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนชายหนุ่มตั้งตัวแทบไม่ทัน เขาทำอะไรไม่ถูก เหลียวซ้ายมองขวาจนกระทั่งเหลือบไปเห็นเถ้าแก่จูที่ยืนกอดอกมองอยู่ เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วจับชายเสื้อของเถ้าแก่จู พลางขอร้องว่า

"เถ้าแก่ ข้ายอมแล้ว ข้ายอมรับข้อเสนอของท่าน ได้โปรดช่วยข้าด้วย"

เถ้าแก่จูได้ยินก็ยิ้มอย่างยินดีหันไปคุยกับ นายหน้าร้านเงินกู้ "เถ้าแก่ฟง หนี้ของอาจารย์หลงข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง โปรดบอกให้ลูกน้องของท่านหยุดเถิด"

เมื่อได้ยินเช่นนั้นนายหน้าเงินกู้ก็สั่งให้ลูกน้องหยุดและคุยกับเถ้าแก่ตกลงกันสองสามประโยคแล้วจึงพาลูกน้องกลับไป ทิ้งความเสียหายไว้เบื้องหลัง เขากลับไปอย่างอารมณ์ดีเพราะงานนี้เขาได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ทั้งเงินคืนได้ทั้งดอกเบี้ยงาม และยังได้ค่าจ้างเล่นละครอีก

"พวกเจ้ากลับไปรับรางวัลที่ท่าเรือ ข้าจะให้คนเอาไปจ่ายให้ที่นั่น"เขาหันไปบอกเหล่าชายฉกรรจ์ที่เขาว่าจ้างมา คนพวกนี้เป็นจับกังอยู่ที่แถวท่าเรือ พวกเขาได้รับข้อเสนอค่าจ้างงามให้มาแสดงละคร งานง่ายๆ แค่ทำลายข้าวของ ไหนเลยพวกเขาจะไม่อยากทำ อีกทั้งค่าจ้างยังแพงกว่าแบกของทั้งวันอีกต่างหาก

หลงอู๋ฉีมองซากความเสียหายอย่างปวดใจ เขาทรุดตัวลงคุกเข่า หมดกัน สิ่งที่บรรพบุรุษของเขาเพียรสร้างมาด้วยความยากลำบาก ต้องมาพังลงด้วยน้ำมือในรุ่นของเขา และยังเกือบจะสูญเสียสำนักศึกษาไปอีก หากเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษที่ปรโลกได้

เถ้าแก่จูรู้สึกผิดในใจ เขาทำรุนแรงไปหรือเปล่า เขายื่นมือแตะที่บ่าของชายหนุ่ม คนที่บุตรสาวอยากได้เป็นสามีเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดังว่า

"ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้คนมาสร้างให้ใหม่ เอาให้ดีกว่าเดิม ดีหรือไม่ลุกขึ้นเถิด ท่านเป็นถึงอาจารย์หากทำตัวอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าลูกศิษย์ จะทำให้พวกเขาขวัญเสีย ท่านต้องเป็นเสาหลักให้พวกเขาสิ"

หลงอู๋ฉีได้ยินคำพูดของเถ้าแก่จู ก็ถึงกับซาบซึ้งใจ เถ้าแก่จูช่างเป็นพ่อพระเสียจริง เขาลุกขึ้นแล้วหันไปคำนับขอบคุณ

"ข้าน้อยยินดีตอบแทนบุญคุณของเถ้าแก่ เพียงแต่ ข้ามีข้อแม้สักอย่างได้หรือไม่ "

"ได้ ว่ามา"

"ข้าน้อยขอทำพิธีแบบง่ายๆ เพียงกราบไหว้ฟ้าดิน ไม่จัดงานเลี้ยงจะได้หรือไม่" หลงอู๋ฉีกล่าว

"ไม่มีปัญหา เพียงเจ้ายอมแต่ง ข้าก็พอใจแล้ว"

หลังจากแต่งงานกัน จูเจียวเหม่ยต้องมาอยู่ที่บ้านของสามี ตอนแรกนางนั้นระริกระรี้ดีใจเป็นยิ่งนัก เที่ยวเดินอวดเฉิดฉายไปทั่วทั้งตลาด ว่านางได้อาจารย์หลง ผู้ชายที่หญิงสาวทั้งหลายไฝ่ปอง มาเป็นสามี ทำให้ผู้คนในเมืองไม่เพียงแต่เหล่าสตรี พวกบุรุษในเมืองต่างพาวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ด้วยความไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างอาจารย์หลง จะรักชอบสตรีอ้วนอัปลักษณ์เช่นนี้ เรื่องของจูเจียวเหม่ยที่ได้แต่งให้อาจารย์หลวจึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่สนุกปากของชาวบ้านร้านตลาดไปอีกนาน

นานวันเข้า จูเจียวเหม่ยเริ่มไม่มีความสุข ตั้งแต่แต่งงานกันมาได้เดือนกว่า หลงอู๋ฉีไม่เคยมานอนร่วมหอกับนางเลย เขาหลบหน้าหลบตานาง แม้กระทั่งเวลากินข้าว เขาก็ไม่เคยร่วมโต๊ะกับนางเลยสักครั้งเดียว กลางคืนก็กลับมาจนดึกดื่น แล้วหนีหน้าไปนอนห้องกับบุตรชาย ทิ้งให้นางต้องนอนรอวันร่วมหอ ที่แม่ของนางและใครๆต่างก็พร่ำสอนวิธีเอาใจสามียามอยู่บนเตียงให้กับนาง จูเจียวเหม่ยพยายามดักรอพบหน้าเขา แต่เขากลับทำท่าทางคล้ายกับรังเกียจนาง ตื่นเช้าเขาก็พาบุตรชายทั้งสองออกไปสำนักศึกษา เป็นอยู่เช่นนี้ จนกระทั่งเจียวจูเหม่ยเริ่มไม่พอใจ

นางมาอยู่ที่นี่กับสาวใช้คนสนิทอีกหนึ่งคน

"อาหวั่น เจ้าว่าท่านพี่รังเกียจข้าไช่หรือไม่"

"โธ่ฮูหยินเจ้าขา นายท่านคงยุ่งกับการก่อสร้างปรับปรุงสำนักศึกษาอยู่นะเจ้าคะ บ่าวว่าหลังจากที่เสร็จจากสำนักศึกษาแล้ว นายท่านคงมีเวลาให้ฮูหยินเจ้าค่ะ" อาหวั่น สาวใช้ได้แต่ปลอบใจนายหญิงของตน ทั้งๆที่ภายในใจนั้นรู้ดีว่าอาจารย์หลงคงมิอาจทนร่วมหอกับนายหญิงของนางได้เพราะเหตุใด

นานวันเข้าสำนักศึกษาก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่หลงอู๋ฉียังเป็นเหมือนเดิมเขายังไปนอนกับบุตรชายทั้งสองเช่นเคย จูเจียวเหม่ยจึงได้โกรธและพาลโมโห เด็กพวกนั้นคือเสี้ยนหนามของนาง หากไม่มีเด็กๆ มีหรือที่สามีของนางจะไม่ใส่ใจนาง

นับแต่นั้นมา จูเจียวเหม่ยจึงหาทางกลั่นแกล้งเด็กๆในยามลับหลังหลงอู๋ฉีเป็นประจำ แล้วยังขู่ว่าหากพวกเขาไปฟ้องบิดานางจะฆ่าพวกเขาเสีย ทำให้เด็กๆกลัวไม่กล้าบอกเรื่องที่โดนแม่เลี้ยงทุบตี หรือทำร้ายให้บิดาทราบเลย

หลงอู๋ฉีเองก็ยุ่งอยู่กับสถานศึกษาที่ตอนนี้ เขาได้เงินสนับสนุนจากพ่อตาขยับขยาย ต้อนรับทั้งนักเรียนใหม่ และรับอาจารย์มาสอนเพิ่ม เนื่องจากตอนนี้สำนักศึกษาของเขา ปรับปรุงใหญ่โต ตกแต่งสวยงาม จนใครๆก็อยากส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน

เขาจึงไม่เคยรับรู้ว่า ขณะที่เขาไม่อยู่บ้าน บุตรชายทั้งสองของเขาถูก จูเจียวเหม่ยทำอะไรกับพวกเขาบ้าง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...