คุณพ่อทูนหัว (รีอัพ)
ข้อมูลเบื้องต้น
++++++++++++
เสือไม่กินลูก…แต่ถ้าลูกอุปถัมภ์มันก็…อีกเรื่อง?
"สำนึกไว้ด้วยว่า เพราะมีอลัน แกถึงได้เกิดมาได้ ชีวิตแกเป็นของพี่ชาย แกต้องเสียสละให้พี่ได้ทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นพวกฉันก็ไม่รู้ว่าจะให้แกเกิดมาเพื่ออะไร! "
นั่นคือสิ่งที่อีริคถูกครอบครัวพูดกรอกหูมาตั้งแต่เด็ก เพราะคนในครอบครัวถือว่าเขาเกิดมาเพื่อรักษาชีวิตพี่ เขาควรถูกมองเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละ แต่กลายเป็นว่าเขาเหมือนเป็นหนี้ชีวิตพี่ชาย เพียงเพราะพ่อยอมให้แม่มีเขาเพิ่มมาอีกคน เพราะตอนเด็กพี่ชายป่วยเป็นลูคีเมีย หมอแนะนำให้แม่ของเขามีลูกอีกคน เพื่อที่จะได้หาเด็กที่สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาชีวิตพี่ชายไว้ แค่การมีเขาทำให้แม่เสียชีวิตตอนคลอด นั่นทำให้เขาเป็นลูกชายที่พ่อเกลียด สิ่งดีในชีวิตเขาที่พ่อมองเห็นคือ เขาสามารถช่วยชีวิตพี่ได้ แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ เขาต้องมีชีวิตเพื่อพี่ชาย เสียสละทุกอย่างให้พี่ แม้แต่ต้องแต่งงานเพื่อให้ผู้หญิงของพี่ตัดใจจากเขา…
นั่นทำให้เขาต้องเลือกใครสักคน ใครสักคนที่จะไม่เรื่องเยอะ ควบคุมง่าย ไม่พูดมาก ไม่สร้างปัญหา พร้อมให้เขาชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้…ซึ่งคนรอบตัวลงความเห็นว่าควรเป็นเธอ "บัวบูชา" …ลูกสาวคนเดียวของอดีตบอดีการ์ดของครอบครัวเขา เพราะเธอเป็นเด็กซื่อๆ เรียบร้อย เธอว่าง่าย ครอบครัวเธอก็กำลังต้องการเงิน ยินดียกเธอให้และพร้อมทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง นั่นตรงตามสเป็ค (เมียหลอกๆ) ที่อีริคต้องการพอดี ด้วยเหตุนี้จึงต้องเป็นเธอ
cr. ขอบคุณคาเรคเตอร์ตัวละคร คิมซูฮยอน ยุนอา
โหลด e-book Dek-D : https://novel.dek-d.com/ebook/2778/
บทที่ 1 (1)
+++
เฮลิคอปเตอร์ที่ติดโลโก้ ‘Longzhou Industry’ ร่อนลงที่ลานจอดหน้าคฤหาสน์หรูที่ตั้งโดดเด่นกลางภูมิทัศน์แบบเนินเขาสลับไร่และฟาร์มในเขาใหญ่ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มลงจอดได้อย่างมั่นคง ครู่ต่อมาผู้ช่วยนักบินก้าวลงมาเปิดประตูห้องผู้โดยสารเพื่อให้ ‘อีริค โจว’ ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจว ผู้มั่งคั่งก้าวลง
ครอบครัวโจวเป็นตระกูลใหญ่ภูมิลำเนาอยู่ที่ฮ่องกง แต่มีอสังหาริมทรัพย์อยู่ทั่วโลก ดั้งเดิมตระกูลโจวร่ำรวยได้จากธุรกิจเหมืองแร่ซึ่งทำมาจนถึงปัจจุบัน แต่ขยายธุรกิจไปทำเกี่ยวกับสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภครวมถึงยังมีหุ้นในบริษัทประกอบธุรกิจสื่อสารรายใหญ่ในภาคพื้นเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดแม่ผู้ล่วงลับของอีริค นักธุรกิจหนุ่มวัยยี่สิบเก้าที่ทำงานเก่งจนทุกคนยอมรับความสามารถ ยกเว้นแค่คนคนเดียว คนที่เขาอยากให้ยอมรับที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง แต่กระนั้นเขาก็ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ในทุกวันหวังเอาใจบิดา
“ขอต้อนรับกลับบ้านครับคุณรีส” หลิวหยวนกัง หัวหน้าบอดี้การ์ดวัยกลางคน เข้ามาต้อนรับพร้อมโค้งศีรษะลงให้ผู้เป็นนายอย่างสุภาพ คิดว่าจะรับกระเป๋าจากมือชายหนุ่มที่แต่งตัวใส่สูทเข้มตามมาดนักธุรกิจหนุ่ม แต่เมื่ออีกฝ่ายกระโจนลงจากฮอฯ ได้ก็ก้าวผ่านหน้าเขาไปทันที ทำให้ต้องรีบตามหลังให้ทัน
“คุณพ่ออยู่ไหน ห้องทำงาน?” อีริคตะโกนถามแข่งเสียงฮอฯ ขณะยังคงก้าวไปข้างหน้ามุ่งหน้าสู่ตัวคฤหาสน์ใหญ่ “บอกพ่อให้แล้วใช่มั้ยว่าทำไมฉันถึงช้า”
“ครับ ผมเรียนท่านแล้วว่าคุณรีสอยู่เจรจากับคนงานเหมืองที่ประท้วงหยุดงาน แล้วคุณทำงานสำเร็จ ท่านพอใจมาก ออกปากชมคุณด้วยครับ”
คราแรกนั้นชายหนุ่มมีรอยยิ้ม แต่เหมือนจะนึกได้ “อย่ามาพูดให้ฉันดีใจหยวนกัง คุณพ่อไม่เคยชมฉัน”
“แต่ผมว่าท่านก็ต้องภูมิใจ เพราะเหมืองที่เม็กซิโกมีปัญหามานาน คุณแก้ปัญหาได้ ท่านย่อมภูมิใจเป็นธรรมดา คุณก็รู้ผมรู้ใจนายใหญ่ดี” หยวนกังเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดของนายใหญ่ตระกูลโจวมานานเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด เปรียบเสมือนมือขวาที่ทำงานแทนได้เหมือนตัวท่านทำเอง “ผมรู้ว่านายใหญ่เป็นคนปากหนัก โดยเฉพาะกับคุณรีส แต่เชื่อเถอะว่าท่านภูมิใจในตัวคุณ”
คำพูดนั้นทำให้อีริคเดินช้าลง ก่อนจะหันมามองคนที่เดินตามหลังมา เขารู้ว่าที่บอดี้การ์ดมากประสบการณ์รายนี้พูดอย่างนี้ก็เพราะอยากให้เขาสบายใจ ถึงมันจะเป็นคำโกหกแต่เมื่อมองเจตนาแล้วก็ทำให้คนฟังรู้สึกดีได้
“ว่าแต่พ่ออยู่ไหน”
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มในใบหน้าของหยวนกังเลือนหายไป เพราะรู้ว่าคำตอบจะทำให้ผู้เป็นนายน้อยเศร้าใจกับมัน “นายใหญ่ออกไปได้สักครู่แล้วครับ”
อีริคคิดว่าพ่อยังอยู่เพราะตลอดมาหลิวหยวนกังมักอยู่ข้าง ‘เดวิส โจว’ เสมอ “มาไม่ทันสินะ แต่ทำไมลุงยังอยู่นี่ล่ะ”
“ผมยังมีงานค้างที่นี่ครับ สองสามวันผมจึงจะตามไปดูแลนายใหญ่”
“ฉันขอเวลาพ่อแค่ช่วงนี้…ก็ให้ไม่ได้สินะ”
ไม่เห็นจะต้องผิดหวัง น่าจะชินได้แล้ว อะไรทำให้เขากล้าคาดหวังว่าพ่อที่ไม่เคยฟังคำขอของเขาจะยอมอยู่เจอ คงเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทำงานได้ดี เป็นลูกที่ดี แก้ปัญหาต่างๆ ได้มากมาย มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าอะไรๆ จะเปลี่ยน แต่สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม
“ฉันไม่น่าคาดหวังเลยใช่มั้ย ไม่น่าคาดหวังว่าคุณพ่อจะอยู่เจอฉัน”
หยวนกังมองนายน้อยอย่างเห็นใจ พยายามช่วยพูดให้แล้วแต่สุดท้ายก็…
‘อะไรนะ! จะไม่ไปเป็นเพื่อนอลัน?! แกคิดว่าแกมีสิทธิ์เลือกขนาดนั้นเลยเหรอรีส! สำนึกไว้ด้วยว่า เพราะมีอลัน แกถึงได้เกิดมาได้ ชีวิตแกเป็นของพี่ชาย แกต้องเสียสละให้พี่ได้ทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นพวกฉันก็ไม่รู้ว่าจะให้แกเกิดมาเพื่ออะไร!’
นั่นคือสิ่งที่อีริคถูกครอบครัวพูดกรอกหูมาตั้งแต่จำความได้ ด้วยคนในครอบครัวโดยเฉพาะบิดา ถือว่าเขาเกิดมาเพื่อรักษาชีวิตพี่ชาย เพราะตอนพี่ยังเด็กได้ป่วยเป็นลูคีเมีย หมอแนะนำให้แม่ของเขามีลูกเพิ่มอีกคน จะได้มีเด็กที่สามารถบริจาคไขกระดูกเพื่อรักษาชีวิตพี่ชาย มันเป็นหนทางรักษาเดียวที่มองเห็น แม้มีความเสี่ยง แต่แม่ที่ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงก็ยอมท้อง ทั้งที่พ่อไม่เห็นด้วย
สิ่งเลวร้ายตามมาเมื่อการคลอดอีริคทำให้แม่เสียชีวิต สร้างความเสียใจให้กับคนเป็นสามี ความเสียใจที่ไม่รู้ว่าจะไปลงที่ไหน นอกจากเด็กที่เพิ่งเกิดมา อีริคจึงกลายเป็นลูกชายที่ถูกพ่อเกลียด ทุกครั้งที่มองหน้าเขาพ่อก็จะโมโหใส่ไม่เคยพูดดีๆ ด้วย วันเกิดของเขาถูกละเลย เมื่อมันคือวันตายของผู้หญิงที่พ่อรัก
สิ่งดีในชีวิตอีริคที่พ่อมองเห็นคือ การมีเขาสามารถช่วยชีวิตอลันได้สำเร็จ พี่ชายเขาหายขาดจากโรคร้าย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ แต่สิ่งที่อีริคคิดว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนคือ เขายังคงเป็นคนที่พ่อเกลียด ตั้งแต่เด็กพ่อไม่เคยเห็นความเจ็บปวดของเขาจากการถูกเจาะจนร่างพรุนเพื่อรักษาชีวิตพี่ชาย เพราะถ้าพ่อเห็นก็คงไม่ทำให้เขารู้สึกเหมือนไร้ตัวตนในชีวิตพ่ออย่างที่เคยรู้สึกตลอดมา
“แล้วงานที่พ่อจะให้ฉันทำล่ะ” อีริคเงยหน้าขึ้นมาได้เสมอ ต่อให้นึกน้อยใจแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นผู้ชายคนเดิมคนที่พร้อมจะทำตัวเป็นลูกที่ดี ทำตามที่พ่อต้องการ “พ่อบอกลุงไว้ใช่มั้ย”
“ครับ ท่านสั่งงานไว้กับผมแล้ว จริงๆ ท่านว่าจะอยู่เจอคุณรีสนะครับ แต่เพราะมีงานด่วนเข้ามา ท่านจึงได้…”
“เป็นแบบนี้อลันยังจะมาที่บ้านอีกมั้ย” อีริคเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากได้ยินคำโกหก หรือไม่ก็ไม่อยากให้หยวนกังต้องลำบากหาเหตุผลมาพูดให้เขาสบายใจ “คงไม่สินะ” เพราะลูกชายคนโปรดไม่มาแล้ว พ่อของเขาจึงพร้อมจะไป “อลันถึงจีนแล้วใช่มั้ย”
“ครับ เห็นโทร.มาบอกนายใหญ่แล้ว บอกว่ากำลังจะไปหาคุณจางจื่ออี๋”
ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงทำให้อีริคชะงักไปเล็กน้อย ประจวบกับโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น มีสายเรียกเข้าชื่อที่ถูกบันทึกไว้คือ ‘จางจื่ออี๋’ ชายหนุ่มถอนหายใจ กดตัดสายทิ้งแล้วก็มีการโทร.เข้ามาซ้ำอีก หยวนกังเห็นสีหน้าลำบากใจของเจ้านายก็เข้าใจ เขาจึงบอกว่าจะไปรอที่ห้องทำงาน ปล่อยนายให้คุยโทรศัพท์ลำพัง
“ฮัลโหล รีส” บทสนทนาเป็นภาษาจีน ภาษาที่อีริคฟังเข้าใจและพูดได้คล่อง และรู้ว่าคู่สายโทร.เข้ามาเพื่ออะไร ชายหนุ่มยังคงไม่พูดใดๆ นอกจากรอฟัง “หมายความว่าไง ที่บอกว่ามาเจอไม่ได้แล้ว ถ้าคุณไม่มาเป็นตัวแทนของหลงโจวอินดัสทรีแล้วใครมา ใครจะเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น”
“อลัน คุณพ่อให้อลันไปแทนผม” ตอบกลับเป็นภาษาเดียวกับคู่สนทนา “ท่านมอบหมายงานอื่นให้ผมแล้ว ผมคงไม่ได้ไปที่จีนพักใหญ่”
“แล้วที่คุณรับปากว่าจะพาฉันเที่ยวล่ะ จะผิดสัญญาไม่ได้นะรีส คุณบอกว่าถ้าประชุมเสร็จจะพาฉันไปญี่ปุ่นด้วย คุณจะพาฉันเที่ยวที่ญี่ปุ่น”
“อลันพาคุณไปได้ ผมบอกเขาไว้แล้ว พี่ชายผมรู้จักที่เที่ยวดีๆ มาก”
“นี่เป็นแผนคุณใช่มั้ย แกล้งรับปากฉัน เพื่อเปิดโอกาสให้อลัน ฉันบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ได้สนใจพี่ชายคุณ ฉันชอบคุณ ถึงคุณไม่ชอบฉัน ฉันก็ไม่เคยว่า แต่ทำไมต้องทำแบบนี้…คุณไม่ใช่คนแบบนั้นไม่ใช่เหรอรีส พ่อของคุณบังคับคุณใช่มั้ย อลันขอให้คุณทำแบบนี้ใช่มั้ย”
‘รีสช่วยฉันหน่อยนะ ถ้าฉันออกปากชวนจื่ออี๋คงไม่มา แต่ถ้านายชวนเธอต้องมาแน่ๆ …นายลำบากใจเหรอ…หรือว่านายก็ชอบเธอ ถ้านายชอบฉันก็ไม่ว่านะ แต่เราคงต้องแย่งจีบผู้หญิงคนเดียวกัน ฉันไม่ยอมให้นายหรอกนะ ต่อให้นายมีแต้มต่อในฐานะที่เป็นเพื่อนคุณจื่ออี๋มาก่อนก็เถอะ’
ในตอนที่ถูกตั้งคำถาม อีริคไม่ได้รู้สึกว่าชอบจางจื่ออี๋มากนัก เขาแค่สนใจ รู้สึกดีที่เจอคนที่เหมือนคุยภาษาเดียวกัน พูดกันรู้เรื่อง คบไว้ก็ไม่เสียหาย ตอนนั้นเขายังไม่คิดถึงเรื่องความรัก เขายังมีสิ่งที่อยากทำมากกว่าตามจีบผู้หญิง ยังอยากเรียน อยากทำงาน ทำให้พ่อยอมรับในตัวเขาจึงได้ปฏิเสธไป
‘งั้นนายต้องช่วยฉันนะรีส ช่วยฉันจีบคุณจื่ออี๋ นี่แหละว่าที่พี่สะใภ้นาย ฉันรักคนนี้ รักจริงหวังแต่งด้วย นายเคยบอกว่าคุณจื่ออี๋เป็นคนดี เป็นคนน่ารักไม่ใช่เหรอ นายไม่อยากได้เธอมาเป็นคนในครอบครัวเหรอ’
“รีส…ว่าไง ครอบครัวคุณบังคับคุณใช่มั้ย บังคับให้คุณหลีกทางให้อลันจีบฉันใช่มั้ย ให้คุณมาหลอกว่าจะพาฉันเที่ยว ให้ฉันตกลงแล้วก็…”
“เปล่า ผมตั้งใจจะพาคุณเที่ยวจริงๆ” นั่นคือความจริง อีริคจะทำตามสัญญาที่จางจื่ออี๋ขอไว้ เพราะเขาผลัดเธอมาเรื่อย “ผมขอโทษด้วย แต่ไปกับอลัน คุณจะไม่ผิดหวัง แค่นี้นะจื่ออี๋ ผมมีงานต้องไปทำ”
หญิงสาวบอกว่าอย่าเพิ่งวางสาย “ฉันไม่ได้อยากไปกับอลัน ฉันอยากไปกับคุณ คุณอยู่ที่ไหนฉันจะไปหา อยู่อังกฤษ? วันก่อนคุณบอกว่าอยู่ที่อังกฤษ”
“เปล่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไทย”
“งั้นเดี๋ยวฉันบินไปหานะ คุณอยู่ที่บ้านที่เขาใหญ่ใช่มั้ย”
“อย่าเลย” ความเป็นเพื่อนทำให้อีริคลำบากใจที่จะตัดสัมพันธ์ ถ้าพูดแรงไปก็จะกลายเป็นมองหน้ากันลำบาก เพราะสุดท้ายก็ยังต้องเจอกัน แต่ครั้นจะทำสนิทสนมมากมันก็ไม่ได้ “ผมไม่สะดวกต้อนรับคุณ”
“คุณไม่ต้องต้อนรับฉัน เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว ฉันดูแลตัวเองได้ ฉัน…”
“ผมกำลังจะแต่งงาน ผมคงไม่มีเวลาคอยเทกแคร์คุณ แต่ถ้าคุณอยากมาจริงๆ ก็ให้อลันพามาก็ได้ ผมจะได้แนะนำให้คุณได้รู้จักว่าที่ภรรยาผม”
หลังคำพูดนั้นคู่สายนิ่งไป ในขณะที่อีริคก็พอเดาได้ว่าเธอคงเสียใจ
“คุณใจร้ายมากนะรีส คุณใจร้ายกับฉันมาก…”
สายถูกตัดไป ในขณะที่อีริคก็ถอนหายใจ “ผมขอโทษ…”
บทที่ 1 (2)
“ตกลงคุณรีสว่ายังไงครับ” หัวหน้าบอดี้การ์ดรอคำตอบจากผู้เป็นนาย ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งมองออกไปนอกระเบียงห้องทำงาน ทอดสายตาไปไกลตามเนินหน้าบ้านที่ทอดสูงต่ำ สีเขียวของทิวทัศน์โดยรอบดูจะทำให้จิตใจที่ไม่โปร่งใสของเขาคลายลงได้บ้าง “ถ้าคุณไม่แย้งอะไร ผมจะได้แจ้งครอบครัวเธอ เวลากระชั้นเข้ามาแล้ว นายใหญ่ให้คนหาฤกษ์แล้วนะครับ ท่านไม่อยากให้ชักช้าและช่วงนี้ท่านไม่อยากให้คุณรับสายคุณจางจื่ออี๋ด้วย”
อีริคผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเบือนหน้ากลับมาในห้อง “เธอชื่ออะไร”
คนจะแต่งงานกัน ยังต้องมาถามชื่อกันอีกหรือ มันควรเป็นอย่างนี้หรือ แต่จะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะว่าที่เจ้าสาวคนนี้เขาไม่ได้เลือกเอง เป็นคนที่ถูกเลือกมาจากผู้หญิงหลายคน แล้วบอกว่าจะให้เขาชี้นิ้วเอาคนที่ต้องการในวันนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลือก เพราะคนเป็นพ่อได้เคาะให้แล้ว ว่าต้องเป็นเธอคนนี้
“บัวบูชา อรุโณชาครับ” หยวนกังตอบพลางส่งแฟ้มเอกสารให้ผู้เป็นนาย “อายุสิบเก้า เป็นเด็กเรียบร้อย ว่าง่าย ไม่น่าจะมีปากมีเสียงอะไร พ่อแม่ตายหมดแล้ว อยู่ในปกครองของยาย แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจคือน้าชายของเด็ก ทางนั้นร้อนเงิน พร้อมจะยอมรับเงื่อนไขเราทุกอย่าง แค่คุณรีสตกลง ผมจะไปรับตัวเธอมาได้เลย”
“อรุโณชา?” อีริครู้สึกคุ้นกับนามสกุลของเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่เขาถืออยู่ “เหมือนเคยเห็นที่ไหน”
“คนนี้เป็นลูกสาวของจ่าเฉลิม อรุโณชา” คำว่าจ่าเฉลิมดูมีความหมายกับอีริค เพราะสีหน้าชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินชื่อ “ครับ…เด็กคนนี้คือคนที่คุณรีสเคยบอกว่าจะเป็นพ่อทูนหัวให้เมื่อสิบกว่าปีก่อน…ผมยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้นะครับ คุณรีสที่ตอนนั้นยังไม่สิบขวบด้วยมั้ง แต่คุณบอกว่าจะเป็นพ่อทูนหัวให้ลูกจ่าเฉลิม ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตอนนั้นคุณเข้าใจความหมายมั้ย คุณพูดว่าจะเป็นให้เพราะสงสารจ่าที่มาขอให้เพื่อนๆ เป็นพ่อทูนหัวให้ลูกสาว ก็มีแต่คนปฏิเสธ…”
‘พ่อทูนหัว? ทำไมทุกคนถึงไม่อยากเป็นล่ะ’
‘พวกเขาว่าผมใช้ชีวิตบ้าระห่ำ ทำงานแบบไม่กลัวตาย พวกเขากลัวว่าถ้าผมตาย จะต้องมาเลี้ยงลูกสาวให้ผมครับ’ คำพูดทีเล่นทีจริงของเหล่าบอดี้การ์ดดูจะเป็นเรื่องจริงจังในสายตาของเด็กชายอีริค ‘เพื่อนพวกนี้ใช้ไม่ได้สักคนครับ เสียแรงบอกว่าเป็นเพื่อนตายกัน’
‘หาไม่ได้ก็จะแย่เหรอจ่า…งั้นผมเป็นให้ก็ได้ ผมจะเป็นพ่อทูนหัวให้ลูกของจ่า ถ้าจ่าตาย ผมจะเลี้ยงลูกให้ ว่าแต่ลูกจ่าจะชื่ออะไรนะ ผมจะจำไว้ ลูกสาวใช่มั้ย’
“ชื่ออะไรนะ?” อีริคนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “บัวบูชา? ฉันว่าจ่าไม่ได้บอกชื่อนี้กับฉัน รู้สึกว่าจะชื่อ…”
“ลูกบัว” หยวนกังตอบได้ในทันทีเพราะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย “หนูลูกบัว”
“ใช่…” อีริคจำคำพูดของเฉลิมได้แล้ว “ลูกบัว…เมียจ่าชื่อบัว รู้สึกจะชื่อบัวแก้ว พอมีลูกก็เลยตั้งชื่อว่าลูกบัว…ตอนนั้นฉันฟังแล้วขำชะมัด”
หยวนกังสังเกตเห็นว่า นายน้อยดูจะให้ความสนใจบัวบูชามากขึ้นตั้งแต่รู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของผู้ชายที่เคยช่วยชีวิตตัวเองไว้ ผู้ชายที่บ้าระห่ำ รักงานยิ่งกว่าสิ่งใด ยอมตายในหน้าที่เพื่อปกป้องผู้เป็นนาย
อีริคหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาดู มองรูปถ่ายตรงหน้า สบตากันผ่านรูปถ่ายอีกครั้งอย่างพินิจมากขึ้น หญิงสาวในชุดนักเรียนจัดว่าเป็นคนหน้าสวยหวาน แต่เธอมีแววตาเศร้า
“อายุสิบเก้า…เพิ่งจบม.ปลาย? ยังเด็กไปสำหรับการจะถูกจับแต่งงาน ครอบครัวคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่เรียนอยู่เหรอ มหา’ ลัยปีหนึ่งใช่มั้ย”
“เธอไม่ได้เรียนต่อครับ” คำตอบนั้นทำให้อีริคประหลาดใจ เด็กวัยนี้ควรได้เรียนไม่ใช่หรือ “ชีวิตลูกบัวลำบาก น่าสงสารมาก เสียพ่อ เสียแม่และเหมือนเธอจะเสียทุกอย่าง”
สิ่งที่อีริครู้คือหลังจ่าเฉลิมเสียชีวิต ทางบริษัทก็ให้เงินกับภรรยาไปก้อนหนึ่ง เป็นเงินก้อนใหญ่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถใช้เลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวไปจนเธอเติบโตดูแลตัวเองได้ ซื้อบ้านซื้อรถได้ ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็อยู่ได้อย่างสบาย
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมชีวิตบัวบูชาถึงได้กลายเป็นอย่างที่ลุงว่าได้”
“หลังจ่าเสีย ห้าปีต่อมาภรรยาแกก็ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต ลูกบัวจึงตกไปอยู่ในอุปการะของญาติฝ่ายแม่ จำได้ว่าตอนงานศพภรรยาจ่า น้าผู้ชายของลูกบัวก็ดูเป็นคนดี ยายของเธอก็ดูใจดี ผมก็เลยไว้ใจ ไม่ได้ตามดูต่อ”
อีริครู้สึกว่านั่นเหมือนจะกลายเป็นความรู้สึกผิดในใจของหัวหน้าบอดี้การ์ดวัยกลางคน แล้วถ้าจะให้เดาหยวนกังคงเป็นคนเสนอชื่อบัวบูชามาให้พ่อของเขาเลือก แล้วอะไรทำให้ผู้ชายมากประสบการณ์คนนี้ทำอย่างนั้น ยอมที่จะให้เด็กผู้หญิงที่กำลังอยู่ในวัยเรียนต้องมาแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้า
“นับจากนั้นผมก็ขาดการติดต่อกับหนูลูกบัวไป จนเมื่อเดือนก่อนผมได้มีโอกาสกลับมาไทย ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมนึกถึงจ่าเฉลิม ก็เลยแวะไปหาที่บ้าน แต่ปรากฏว่าเจ้าของไม่ใช่คนเดิมแล้ว บ้านถูกขายไปเป็นของคนอื่นนับสิบปีแล้ว ผมเลยแวะไปที่สุสานจ่า แล้วก็ได้เจอหญิงสาวคนหนึ่ง…เพียงแค่เห็นครั้งแรกผมก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นลูกของจ่า ไม่ใช่เพราะผมจำได้ว่าเธอเหมือนจ่า…เธอไม่เหมือนพ่อเลยสักนิด เด็กคนนั้นเหมือนแม่ สวยเหมือนแม่”
นั่นคือสิ่งที่อีริคดูจะเห็นด้วย ผู้หญิงในรูปตรงหน้าเขาโชคดีที่เธอไม่เหมือนพ่อ พ่อที่มีใบหน้าดุดัน ผิวเข้ม เขาจำได้ว่าตอนเด็กยังคิดเลยว่าถ้าเด็กที่เขาบอกว่าจะเป็นพ่อทูนหัวให้เกิดมาหน้าเหมือนพ่อคงน่าสงสารแย่
“หนูลูกบัวน่าสงสารมากครับคุณรีส เธอดูตัวผอม แต่งตัวมอซอเสื้อผ้าเก่าๆ แค่เห็นก็รู้ว่าใช้ชีวิตลำบาก…ผมตามไปดูที่บ้าน จึงรู้ว่าเธออาศัยอยู่กับครอบครัวน้าชายที่มีภรรยาเห็นแก่ตัว แต่ลูกบัวเป็นเด็กดีมาก ช่วยทำงานบ้าน ช่วยยายเอาขนมไปขายหารายได้เพิ่ม ถึงจะดูยากลำบากแต่ลูกบัวก็ดูมีความสุขตอนที่ได้อยู่กับยาย เธอยิ้มได้อย่างสดใส ไม่เหมือนชีวิตของเธอเลย”
หยวนกังเล่าต่อว่าเขาได้มอบเงินให้ยายก้อนหนึ่ง และให้เบอร์โทร.ไว้ บอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรอยากให้ช่วยก็ติดต่อมา ส่วนเขาก็กำลังคิดจะหาโอกาสคุยกับนายใหญ่ให้ช่วยบัวบูชา แต่แล้วก็เกิดเรื่อง
“เมื่ออาทิตย์ก่อน ยายของลูกบัวโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือจากผม เห็นว่าน้าสะใภ้จะให้ลูกบัวแต่งงานเพื่อล้างหนี้ ยายไม่อยากให้หลานต้องตกนรก บอกให้ลูกบัวหนี แต่ลูกบัวก็ไม่ไปเพราะห่วงยาย ยายร้อนใจและอยากให้ผมช่วยลูกบัว พอนายใหญ่บอกให้ผมหาผู้หญิงมาแต่งงานกับคุณรีส ผมก็เลยเสนอลูกบัว บอกว่าเธอคือลูกจ่าเฉลิม…”
หยวนกังเฝ้าสังเกตท่าทีของอีริค ชายหนุ่มยังคงไม่พูดอะไร นอกจากมองรูปของบัวบูชานิ่งๆ “แต่ถ้าคุณรีสไม่ชอบลูกบัว ก็ปฏิเสธได้นะครับ”
“แล้วลุงได้คุยกับเจ้าตัวรึยัง เธอรู้หรือยังว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไง”
“ถ้าหมายถึงเรื่องมาเป็นเจ้าสาวให้คุณรีส…ยังครับ ตอนนี้เธอรู้แค่ว่าน้าสะใภ้จะให้เธอแต่งงานกับเจ้าหนี้เงินกู้”
“แล้วก็ยอมงั้นเหรอ” อีริคดูหงุดหงิดเบาๆ ถ้าคำตอบคือใช่
“ต่อให้ไม่ยอม ลูกบัวก็เลือกไม่ได้หรอกครับ ยายของลูกบัวถึงได้มาขอให้ผมช่วย ผมไปเจรจากับน้าและน้าสะใภ้ของลูกบัวไว้แล้ว ถ้าคุณรีสไม่มีปัญหา ผมพร้อมจะไปรับลูกบัวมาทันที”
“รอให้ฉันตัดสินใจ? แต่ต่อให้ฉันไม่เลือก ลุงก็ยังต้องไปช่วยเธอไม่ใช่เหรอ” อีริคอ่านสายตาผู้มากวัยกว่าออก ซึ่งหัวหน้าบอดี้การ์ดเองก็พยักหน้ารับ “งั้นก็ไปด้วยกันเลย ฉันจะไปด้วย”
นั่นคือสิ่งที่หยวนกัง ไม่เคยคาดหวัง “จะดีเหรอครับ”
“ทำไม? ฉันเป็นพ่อทูนหัวเด็กคนนั้น…” สีหน้าของอีริคดูผ่อนคลายลงเมื่อขยับลุกขึ้นจะทำอย่างที่พูด “ยังไม่นับเรื่องที่เด็กนั่นจะมาเป็นเมียฉัน ถ้านี่คือคนที่พ่อชี้นิ้วเลือกให้ฉัน ฉันก็ควรไปรับเธอด้วยตัวเอง…มันคือสิ่งที่ควรทำ”
นั่นไม่ใช่คำประชด เพราะต่อให้นี่เป็นการเลือกที่ไม่ได้ใส่ใจ…
แต่นี่อาจเป็นของชิ้นแรกและชิ้นเดียวในชีวิตที่พ่อเลือกให้เขา
“บัวบูชา” นั่นคือชื่อของผู้หญิงแปลกหน้า ที่ต่อไปเธอจะกลายมาเป็นคนสำคัญในชีวิต “ยินดีที่ได้รู้จัก…หวังว่าเราจะเข้ากันได้นะ…ลูกบัว”
“ข้าวต้มมัดจ้ะ ข้าวต้มมัดยายผ่องจ้ะ หอมหวานสดๆ ใหม่ๆนะจ๊ะ” เสียงร้องเรียกลูกค้าเจื้อยแจ้วเรียกสายตาของอีริคให้หันตามต้นเสียงไป จึงเห็นหญิงสาวผิวขาวที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีอ่อนสวมกางเกงวอร์มสีดำสวมรองเท้าผ้าใบยืนเรียกลูกค้า แขนข้างหนึ่งเธอคล้องตะกร้าหวายใบใหญ่ไว้ ในขณะที่มืออีกข้างก็หยิบขนมใส่ถุงขายให้ลูกค้าที่มาซื้อ ใบหน้ามีรอยยิ้มกระจ่าง “ยี่สิบบาทค่ะ ขอบคุณนะคะ ข้าวต้มมัดมั้ยจ๊ะ ข้าวต้มมัดค่ะ”
ชายหนุ่มยังคงยืนมองอยู่อย่างนั้น มองบัวบูชาขายขนมตั้งแต่ที่ยังเต็มตะกร้าจนเริ่มพร่องกินเวลากว่าสามชั่วโมง ตลอดเวลาที่ขายขนมเธอยืนร้องเรียกลูกค้า มือก็ถือตะกร้าไม่เคยวางลงพื้น มีบ้างที่เปลี่ยนแขนถือ ซึ่งดูก็น่าจะรู้ว่าคงปวดไหล่ไม่น้อย บ่อยครั้งที่หญิงสาวยกมือขึ้นปาดเหงื่อ แต่เมื่อมีลูกค้าเดินมาเธอก็พร้อมจะยิ้มให้แล้วขายขนมด้วยสีหน้ามีความสุข
“คุณรีสไม่ต้องคอยก็ได้นะครับ ผมไปตามหนูลูกบัวกลับบ้านเลยก็ได้”
“ไม่เป็นไร ให้เธอทำไปเถอะ ยังไงซะ วันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่ฉันจะให้ลูกบัวมาทำแบบนี้ เหมือนขนมก็ใกล้จะหมดแล้วนี่…เดี๋ยวจะไปช่วยเหมาให้”
“จริงๆ แล้วคุณรีสช่วยลูกบัวเหมาตั้งแต่แรกได้นะครับ ไม่น่าให้เธอต้องยืนขายอยู่ตั้งสองสามชั่วโมง”
“ทำแบบนั้นก็เหมือนจะใจร้ายกับลูกค้าประจำนะ”
หยวนกังนิ่วหน้าเผลอมองหน้านายน้อยที่คล้ายจะมีอารมณ์เบาๆ แต่จะเพราะอะไรล่ะ หรือเพราะว่ายืนมองอยู่นานจึงเริ่มเบื่อและหงุดหงิด แต่จะว่าไปก็ไม่มีใครสั่งให้ทำ จะกลับไปรอที่รถก็ได้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหงุดหงิดกับเรื่องรอ
“ลูกค้าหนุ่มๆ ก็เพียบเลยนี่ ดูเป็นลูกค้าประจำซะด้วย”
คุณหึง? ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเพิ่งเจอ
“คุณรีสกำลังอารมณ์เสียอยู่ใช่มั้ยครับ” คนถูกถามละสายตาจากบัวบูชามาได้ “เสียงคุณดูห้วนๆ คุณไม่พอใจที่มีหนุ่มมาคุยกับหนูลูกบัว? ในฐานะไหนครับ ว่าที่สามี หรือว่าแค่ในฐานะพ่อทูนหัวที่ไม่ชอบให้ใครมาเกาะแกะลูกสาว”
แววตาขวางนั้นทำให้คนรอคำตอบยิ้มแห้งๆ รีบหาทางลงให้ตัวเอง “ก็ต้องอย่างหลังสินะครับ เพราะคุณเพิ่งเจอหนูลูกบัว ก็ไม่น่าจะเกิดอาการหึงได้…แล้วนั่นคุณรีสจะไปไหนครับ”
หยวนกังตั้งใจว่าจะตามนายน้อยที่ถือร่มเดินออกไป แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกางร่มตรงไปหาบัวบูชาก็หยุดรอดูอยู่ห่างๆ เพิ่งสังเกตเห็นว่าฝนเริ่มลงเม็ด แม้ยังไม่หนัก แต่คนก็เริ่มวิ่งหาที่หลบ ในขณะที่บัวบูชายังคงยืนขายขนมอยู่ที่เดิม ใช้ชายคาป้ายรถเมล์เป็นที่หลบ
“หือ?” สิ่งที่เรียกรอยยิ้มของหยวนกังได้คือบัวบูชาเอาถุงพลาสติกใสมาคลุมผม ก่อนจะรีบหยิบถุงขนมให้ลูกค้าที่เข้าไปซื้อ ซึ่งเป็นชายหนุ่มแต่งตัวคล้ายพนักงานออฟฟิศทั่วไป คงเป็นลูกค้าประจำของบัวบูชาด้วย เพราะมีการยืนคุยอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งเห็นนายน้อยของหยวนกังถือร่มเดินเข้าไปยืนต่อหลัง ทำเหมือนจะต่อแถวรอซื้อ แต่ความจริงแล้วก็แค่จะไปยืนกดดัน คนที่จะมาทำเจ้าชู้ใส่ลูกอุปถัมภ์และว่าที่ภรรยา
เอาแล้ว…คุณจะทำอะไรครับคุณรีส หยวนกังยังคงเฝ้าดูอยู่ห่างๆ มองภาพที่ลูกค้าประจำของบัวบูชารีบขยับวิ่งขึ้นรถเมล์ที่เพิ่งเข้ามาจอด เปิดโอกาสให้คนที่บัวบูชาคิดว่าเป็นลูกค้ารายใหม่เข้าไปหยุดอยู่ข้างหน้าเธอ
“รับเท่าไหร่ดีคะ” แม่ค้าไม่ได้มองหน้าลูกค้าก็เอ่ยถาม ยังไม่มีเสียงตอบเธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง กับการเห็นผู้ชายหน้าตาดีมากๆ คนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า ดูอย่างไร เขาก็ไม่น่าจะใช่คนที่จะมาซื้อขนมข้าวต้มมัดของเธอ “รับข้าวต้มมัดเหรอคะ”
คนถูกถามยังไม่ตอบ แต่เขามองไปที่ตะกร้าหวายของเธอ “หมดนี่เท่าไหร่…ฉันจะเหมาหมด”
เมื่อมีคนมาเหมาขนม แม่ค้าก็ดีใจยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสมากในสายตาของอีริค สดใสทั้งแววตาและสีหน้า แค่มีคนเหมาขนมก็ดีใจขนาดนี้เลยหรือ
“ร้อยยี่สิบค่ะ ถ้าพี่เหมาหมด ลูกบัวลดให้ยี่สิบบาท เหลือร้อยถ้วนก็ได้ค่ะ…รับมั้ยคะ”
คนถูกถามพยักหน้า แม่ค้าจึงรีบหยิบขนมใส่ถุง นั่นทำให้อีริคมีเวลามองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า เห็นว่าที่ข้อแขนเธอมีรอยแดงจากหูตะกร้า แดงก่ำทั้งสองแขน คงเจ็บไม่น้อย
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” ส่งให้พร้อมยิ้มกว้าง “ลูกบัวซ้อนถุงให้ด้วยนะคะ กลัวว่าจะขาด” อีริครับขนมมาแล้ว แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้พกเงินมาด้วย ไม่ได้หยิบกระเป๋าสตางค์มา “ทำไมคะ ลืมกระเป๋าเหรอคะ”
คนจะเหมาขนมมองสบตาแม่ค้า อยากลองใจ “ครับ”
เธอเหมือนหน้าเสีย ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “พี่มายังไงคะ จะให้หนูรอมั้ย พี่กลับไปเอาได้มั้ยคะ หรือว่าจะเอามาให้วันหลัง” บอกไปอย่างนั้นแล้วเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ไม่ได้สิ ลูกบัวมาขายขนมวันนี้วันสุดท้ายแล้ว”
แสดงว่ายายผ่องคงบอกไปแล้วว่า พรุ่งนี้จะมีคนมารับเธอไปอยู่ด้วย
“งั้นไม่เป็นไร พี่เป็นลูกค้าคนสุดท้าย ลูกบัวยกให้ค่ะ”
“จะดีเหรอ ของซื้อของขาย แบบนี้ก็ขาดทุนแย่สิ”
“มันก็จริงค่ะ แต่พี่ไม่มีตังค์ไม่ใช่เหรอคะ ลูกบัวให้ค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” บอกพลางจะเดินออกไปเสียอย่างนั้น แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ผ่านหน้าลูกค้าสายตาก็หันไปเจอคนที่เธอรู้จัก “ลุงหยวนกัง? ไหนว่าจะมาพรุ่งนี้คะ หรือว่าวันนี้แวะมาหาลูกบัวก่อน ทางนั้นยกเลิกเหรอคะ ไม่เอาลูกบัวไปอยู่ด้วยแล้วใช่มั้ยคะ”
คำพูดนั้นบอกให้อีริครู้ว่าหญิงสาวไม่ได้อยากไปอยู่กับเขาสักนิด นั่นทำให้เขาหน้ายุ่งเบาๆ แต่ก็ยังไม่พูดอะไร ในขณะที่หยวนกังก็ยกมือรับไหว้เมื่อบัวบูชานึกได้แล้วยกมือไหว้ แล้วเธอก็หันมาพูดกับอีริค ยังคงไม่รู้ว่าชายหนุ่มมากับลุงหยวนกังของเธอ
“พี่รับไปเถอะค่ะ ลูกบัวให้จริงๆ ไม่ต้องจ่ายค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้หยวนกังเลิกคิ้วสงสัย จนบัวบูชาต้องเฉลย
“พี่ชายคนนี้อยากกินข้าวต้มมัดค่ะ แต่ลืมกระเป๋าตังค์ ลูกบัวบอกว่ายกให้ก็ยังไม่กล้ารับไป…เอ๊ะ! หรือว่าพี่ไม่มีเงินค่ารถกลับคะ”
บัวบูชาถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง อีริคยังคงไม่พูดอะไร จนหยวนกังต้องช่วยแก้ไขสถานการณ์ “คุณรีสอยากกินขนมข้าวต้มมัดเหรอครับ”
“คุณรีส?” บัวบูชาเหมือนมีอาการตกใจ เมื่อเห็นอาการนอบน้อมของหยวนกังต่อผู้ชายที่ถือร่มตรงหน้าเธอ อย่าบอกนะว่าเขาคือ “คุณอีริค โจว?”
เมื่อหยวนกังพยักหน้าให้ บัวบูชาตกใจยิ่งกว่าเดิม มือไม้อ่อนจนตะกร้าหวายตกพื้น ในขณะที่ดวงตาก็ยังจ้องหน้าชายหนุ่ม “ไม่ได้เป็นคนแก่เหรอคะ? ก็แม่เขียนบอกไว้ว่าคุณรีสเป็นพ่อทูนหัวให้ลูกบัว…แต่ทำไมยังดู…เด็กจัง”
“เด็กจัง?” เป็นคำพูดที่ดูหยาบคายมากสำหรับอีริค “เธอคิดว่าฉันอายุเท่าไหร่กัน!”
ผู้ชายตรงหน้าที่ทำหน้าขรึมใส่เธอ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะอายุถึงสามสิบ
ต่อให้เขาไม่ใช่เด็ก แต่คนที่จะเป็นพ่อทูนหัวเธอได้
ควรมีอายุกว่านี้ไม่ใช่หรือ…
บทที่ 2 (1)
๒
+++++++++
“ไปอยู่บ้านท่านต้องเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่ายรู้มั้ยลูก” ยายผ่องวัยเจ็ดสิบสอนหลานด้วยคำพูดเดิมๆ อีกครั้งขณะที่ช่วยหลานพับเสื้อใส่กระเป๋า หลานที่มีสีหน้ากังวลแต่ก็รับคำผู้ชรา “จำไว้นะลูก เวลาเจอคนที่ดีกับเรา เราต้องทำดีกับเขาให้มากกว่า แล้วถ้าเจอคนที่ไม่ชอบเรา เราควรทำยังไงจำที่ยายสอนได้มั้ย”
“เราไม่จำเป็นต้องไม่ชอบเขากลับ ไม่ต้องไปพยายามทำให้เขาชอบเรา ควรเลี่ยงการมีเรื่อง แล้วก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีก็พอค่ะ” นั่นคือสิ่งที่ยายสอนมาตั้งแต่เด็ก และบัวบูชาก็ยึดถือมาเสมอ มันทำให้เธอไม่เคยมีเรื่องกับใคร ต่อให้ไม่ใช่คนที่เป็นที่รัก แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเกลียดเธอ “ยายจ๋า ลูกบัวต้องไปอยู่ที่อื่นจริงเหรอ ลูกบัวไม่อยากทิ้งยายไว้ที่นี่”
“ทิ้งที่ไหนกัน หนูแค่ไปทำงาน หนูโตแล้วจะมายืนขายขนมอยู่แบบนี้ไม่ได้นะลูก หนูควรมีงานที่มั่นคง พ่อกับแม่หนูก็คงดีใจและหมดห่วงที่ลูกบัวได้ไปทำงานกับเจ้านายคนเก่าของพ่อ คุณหยวนกังก็สนิทกับพ่อหนู ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ ยายก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องหนูได้แค่ไหน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้อำพรก็คงจะหาเรื่องพูดให้น้าเฉลียงยกหนูให้พวกนักเลงเก็บหนี้แถวนี้”
บัวบูชาเห็นด้วยกับคำพูดของยาย เธอก็กลัวว่าสักวันจะเป็นอย่างนั้น แต่เพราะไม่เคยแยกจากยายทำให้ใจเสีย นึกถึงวันที่จะต้องแยกจากน้ำตาก็พานจะไหล จึงทิ้งตัวลงนอนหนุนตักยาย ดึงมือเหี่ยวย่นมากอดไว้แนบแก้ม มองสบตาสีน้ำข้าวที่ก้มมองเธอด้วยแววตาห่วงใย
“ไม่ต้องห่วงยายหรอกลูก ต่อให้น้าเฉลียงเป็นคนที่ฟังเมียจนเหมือนเป็นน้าที่ไม่ดีนัก ปกป้องหนูไม่ได้ แต่น้าก็เป็นลูกที่ดี น้าดูแลยายได้ดี ไม่เคยทอดทิ้ง หนูไม่ต้องห่วงยายนะลูก ไปทำงานกับคุณรีส”
ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงทำให้บัวบูชามีสีหน้าเครียดขึ้น นึกถึงการพบเจอเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมาแล้วก็ใจโหวงเหวงพิกล ‘คุณรีส’ หรือ ‘อีริค โจว’ ที่เธอรู้จักคือพ่อทูนหัว ที่เธอเคยเห็นแค่ชื่อบนการ์ดอวยพรที่เหน็บในไดอารี่ของแม่ผู้ล่วงลับ การ์ดใบนั้นเหน็บไว้ในหน้ากระดาษที่แม่เขียนถึงวันที่เธอเกิด
‘วันจันทร์ที่ ๖ เดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๓’
เวลาบ่ายโมงครึ่งคือเวลาเกิดของดอกบัวบูชาของแม่ ตอนที่หนูเกิดพ่อไม่ได้อยู่ด้วย เพราะหนูคลอดก่อนกำหนดลางานไม่ได้ แต่พอนายของพ่อ ‘คุณรีส อีริค โจว’ รู้เรื่องก็บอกให้พ่อรีบบินกลับมาหาหนู พ่อกลับมาพร้อมกับการ์ดอวยพรใบหนึ่งที่เขียนคำอวยพรว่า
‘สุขสันต์วันเกิดเบบี๋ลูกบัว น่ารัก สวย สดใส แข็งแรงนะ …พ่อทูนหัวรีส’
ddddd
ลูกบัวรู้ไหมจ๊ะ พ่อเฉลิมของหนูเล่าว่า คุณรีสเขียนคำอวยพรเอง วาดรูปหมี ใส่ดาว และผีเสื้อให้หนู แม่เก็บการ์ดอวยพรนี้ไว้ในบันทึกเรื่องของหนู เพื่อว่าวันหนึ่งหนูโตขึ้นหนูจะได้อ่านและได้รู้ว่าพ่อทูนหัวของหนูน่ารักแค่ไหน
สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะลูกรัก
บัวบูชาของแม่
“ยายหนู…” เสียงเรียกของยายผ่องทำให้บัวบูชาที่หลับตานึกถึงการ์ดใบนั้นลืมตาขึ้น “ไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้หนูต้องตื่นแต่เช้า เตรียมตัวไว้รอคุณๆ มารับ”
“คุณลุงหยวนกังบอกว่าจะเข้ามาสายๆ ค่ะ” บัวบูชายังไม่ยอมปล่อยมือยาย “ถ้าลูกบัวไม่อยู่ ยายต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ลูกบัวจะโทร.หายายทุกวัน ยายต้องไม่ลืมกินยานะ”
ดวงตาสีน้ำข้าวมองหลานด้วยความรัก “ไม่ต้องห่วงหรอกลูก ยายดูแลตัวเองได้”
“ลูกบัวขอให้พี่ต้นช่วยดูแลยาย ยายมีอะไรก็บอกพี่ต้นนะ ถ้าคิดถึงลูกบัวก็ให้พี่ต้นโทร.หานะจ๊ะ” บัวบูชาเอ่ยถึงพี่ชายข้างบ้านที่สนิทโตมาด้วยกัน เป็นคนที่พึ่งพาได้และเธอก็ไว้ใจที่สุด ไว้ใจกว่าคนในบ้านนี้ ไม่ใช่ว่าคนที่บ้านนี้ไม่ดี แต่พวกเขาจะไม่ค่อยได้ใส่ใจยาย โดยเฉพาะบรรดาลูกพี่ลูกน้องลูกของน้าชาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ชอบคนแก่ขี้บ่นอย่างยายผ่อง พูดแต่ว่าบัวบูชาเป็นหลานรักคนเดียว “ลูกบัวไปอยู่โน่นคงคิดถึงยายแย่ ไม่ได้นอนกอดยายแล้ว ลูกบัวจะนอนกอดใคร”
ตั้งแต่สูญเสียมารดาไปบัวบูชาก็นอนแต่กับยาย “ยายว่าเดี๋ยวหนูก็มีคนนอนด้วยลูก”
หญิงสาวไม่เข้าใจความหมายของคำพูด เลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะนึกได้ “ก็ไปเป็นคนใช้เขา คงต้องนอนกับคนอื่นนี่เนอะยาย แต่ต่อให้มีคนนอนด้วย เขาก็คงไม่ให้ลูกบัวนอนกอด เหมือนนอนกับยายหรอก”
ผู้มากวัยกว่ายิ้ม ยังไม่ได้บอกหลานเรื่องต้องไปแต่งงาน “หนูได้เจอคุณรีสแล้วใช่มั้ยลูก…เธอเป็นยังไงบ้าง”
บัวบูชาทำท่าจะตอบได้ในทันที แต่แล้วก็หยุดคิด “ก็ดีค่ะ ดูแตกต่างจากที่คิดไว้ นึกว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อ ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้”
“เด็ก?” ยายผ่องได้รู้ข้อมูลของอีริคมาบ้างจากหยวนกัง ซึ่งบอกว่าเขาเป็นคนดี ใจดี เป็นคนหนุ่ม ลูกชายคนเล็กของอดีตเจ้านายของเฉลิม ต่อให้การแต่งงานครั้งนี้จะเหมือนแต่งเพื่อตัดปัญหาบางอย่างให้กับทางฝ่ายชาย แต่คำพูดของหยวนกังก็ทำให้ยายผ่องมีความหวัง อย่างน้อยก็มีความหวังกว่าการต้องให้หลานตกไปเป็นเมียของพวกนักเลงเก็บค่าดอกเบี้ยรายวันแถวนี้ “ทำไมหนูพูดว่าเด็ก คุณรีสดูเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ เห็นคุณหยวนกังบอกว่าจะสามสิบแล้ว”
“เหรอคะ? เขาหน้าเด็กค่ะยาย เห็นตอนแรกลูกบัวนึกว่าจะสักยี่สิบห้าได้” คนเล่าพยายามนึกถึงความรู้สึกแรกที่เจอ ภาพผู้ชายตัวสูงโปร่งกางร่มเดินมาหาเธอ ถ้าไม่ติดว่าคิดเข้าข้างตัวเองไป เธอรู้สึกว่าเขาพยายามจะยื่นร่มออกมากางให้เธอ “เป็นคนผิวขาว ตาแหลมๆ ดูดุค่ะ แต่หน้าตาดีมาก ตัวสูงมากเลยค่ะ”
“แล้วหนูชอบเธอมั้ยล่ะ ชอบคุณรีสมั้ย”
“ค่ะ” ตอบได้ในทันที แต่เหมือนนึกได้ว่าถูกสายตามากประสบการณ์มองมาอย่างพินิจ “หมายถึงเขาก็ดูใจดีค่ะ แต่เหมือนเขาไม่ค่อยชอบลูกบัวเท่าไหร่ หลังจากที่ลูกบัวบอกว่าเขาเด็ก ก็เหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจเล็กๆ แล้วก็แยกตัวกลับเลย สั่งให้ลุงหยวนกังมาส่งลูกบัวค่ะ ไม่งั้นยายคงได้เจอ”
“พรุ่งนี้ก็คงได้เจอ จะได้เจอทุกคนในบ้าน” พอยายพูดถึงพรุ่งนี้ คนหลานก็ใจหาย ขยับลุกขึ้นนั่งทำท่าจะร้องไห้ “ไม่เอาลูก…หนูจะไปเจอเรื่องดีๆ ต้องไม่ทำหน้าเศร้าแบบนี้ จำได้มั้ยยายบอกว่าเวลาหนูไม่ยิ้ม หน้าหนูดูเศร้า แล้วตาหนูดูเศร้า หนูต้องยิ้ม ยิ้มให้มากๆ แล้วคนจะยิ้มตามหนู”
“ดูเหมือนคำพูดยายจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่กับคุณรีสนะคะ…เพราะลูกบัวยิ้มให้ เขาก็ไม่ยอมยิ้มตามลูกบัวเลย แถมทำหน้ายุ่งใส่ ไม่รู้จะไม่พอใจอะไรลูกบัว ทั้งที่ลูกบัวใจดี จะยกขนมให้ฟรี แต่สุดท้ายก็ยังบอกให้ลุงหยวนกังจ่ายค่าขนม บอกให้จ่ายร้อยยี่สิบด้วยนะคะ ไม่ยอมให้ลดให้”
“จริงเหรอ…แล้วหนูแน่ใจนะว่าไม่ได้ไปทำ ไปพูดอะไรให้คุณเขาโกรธเอา”
บัวบูชาทำหน้าคิด แล้วก็ส่ายหน้า “ยังไม่ทันได้พูดอะไร…เท่าไหร่เลยค่ะ ก็แค่บอกว่าคุณเขาดูเด็ก นั่นคือคำชมไม่ใช่เหรอคะ ใครๆ ก็อยากหน้าเด็ก…ไม่เข้าใจเลยว่าจะโกรธทำไม”
ผู้เป็นยายไม่ได้พูดอะไร นอกจากอมยิ้มแล้วยกมือลูบผมหลานรัก
“ต่อไปหนูต้องระวังนะลูก จะพูดอะไรก็ให้ระวัง โดยเฉพาะกับคุณรีส…หลังจากพรุ่งนี้ชีวิตหนูก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณรีสแล้ว ต้องคอยสังเกตว่าเธอชอบไม่ชอบอะไร ถ้ายังไม่รู้ก็พูดให้น้อยลง จะได้ไม่ทำให้เธอขุ่นใจ”
“ถ้าไม่ติดว่ารู้เรื่องก่อนแล้ว ลูกบัวคงคิดว่ายายพูดเหมือนจะส่งหลานสาวไปแต่งงานเลยนะคะ” คนที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก แล้วก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะโผเข้าไปกอดคนที่เธอรัก “วันนี้ขอนอนกอดยายให้ฉ่ำปอดหน่อยนะคะ เพราะคงอีกนานเลยกว่าจะได้กลับมากอดยาย…ไปค่ะ ไปนอนกันนะ ยายเล่านิทานให้ลูกบัวฟังหน่อยนะ”
“โตเป็นสาวแล้วยังจะใช้คำว่าให้ยายเล่านิทานให้ฟังอีก…ลูกบัวหนอลูกบัว ใครมาได้ยินก็เข้าใจผิดคิดว่าหลานยายเป็นเด็กไม่รู้จักโตหรอก”
หญิงสาวไม่ว่าอะไรนอกจากหัวเราะ เธอไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้อยากจะบอกใครว่าการเล่านิทานในความหมายของเธอคือการให้ยายเล่าเรื่องราวต่างๆ ของพ่อและแม่ของเธอให้ฟัง เมื่อครั้งที่ทั้งคู่รักกันจนได้แต่งงานและมีลูกสาวที่น่ารัก…เรื่องราวของครอบครัวเธอ ก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย
“วันนี้เอาเรื่องที่พ่อรู้ว่าแม่ท้องนะคะ…” เรื่องราวเหล่านั้นหญิงสาวฟังไม่เคยเบื่อ “เริ่มตอนที่พ่อตกใจจนทำปืนหล่นจากมือน่ะค่ะ เล่าต่อจากนั้นนะ”
บัวบูชาตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวลงมาเตรียมอาหารให้ทุกคน นั่นคือข้าวต้มปลา ทำทุกอย่างเสร็จพร้อมเสิร์ฟก็ตอนเจ็ดโมง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นน้าเฉลียงเดินออกไปช่วยยายรดน้ำต้นไม้ที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติ ถ้าวันหยุดไม่ต้องรีบออกไปทำงาน น้าชายของเธอก็จะมาดูแลมารดา แต่คนที่ทำให้หญิงสาวประหลาดใจคืออำพร น้าสะใภ้ที่ไม่เคยตื่นก่อนสิบโมงเลยสักวัน ทว่าวันนี้กลับอาบน้ำแต่งตัวลงมาข้างล่างตั้งแต่เช้า บัวบูชาไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้น้าสะใภ้มายืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะจะมารอรับเช็คก้อนโตจากอีริค ซึ่งก่อนหน้านี้จ่ายให้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง
“หอมจัง วันนี้ทำอะไรกินจ๊ะลูกบัว” อำพรดูจะใจดีกับบัวบูชาเป็นพิเศษ ก็เพราะเป็นตัวเงินตัวทองที่นอกจากจะทำให้ล้างหนี้ได้ ยังเหลือเงินก้อนใหญ่ไว้ถลุงอีก “ข้าวต้มปลา…น่ากินจัง ขอน้าชามนึงนะ”
“ค่ะ เดี๋ยวลูกบัวไปเรียกน้าเฉลียงกับคุณยายก่อนนะคะ จะได้มากินพร้อมกัน” อำพรพยักหน้ายิ้มหวานให้หลาน ทำให้เจ้าตัวยิ้มตาม “อ้อ แล้วพี่หนิงกับน้องเมล์ล่ะคะ ตื่นรึยัง…งั้นเดี๋ยวลูกบัวไปปลุกมากินข้าวพร้อมกันนะคะ”
“น้าไปตามเอง ลูกบัวไปตามน้าผู้ชายกับยายมาแล้วตั้งโต๊ะรอละกัน”
อำพรเสนอตัวเพราะรู้ว่าถ้าลูกบัวไปปลุกลูกสาวทั้งสองของหล่อนเองคงจะทำให้งานกร่อย นอกจากสองคนนั้นจะไม่ลงมา บัวบูชายังจะโดนด่าให้จ๋อยไปอีก
“หนิง ยายหนิง ตื่นได้แล้ว วันนี้แม่บอกไว้แล้วใช่มั้ยให้ตื่นแต่เช้ามาส่งลูกบัว ยายหนิง” เคาะห้องลูกสาวคนโตเสร็จก็ไปเคาะประตูห้องลูกสาวคนเล็ก “รถเมล์ ตื่นได้แล้วลูก เมล์!”
สลับเคาะสองห้องแต่ผลคือเงียบทั้งคู่ คนแม่เริ่มอารมณ์เสียเปลี่ยนจากเคาะเป็นทุบ พร้อมกับเรียกเสียงดัง ก็ยังเงียบจึงไปเอากุญแจบ้านมาเปิดอย่างหัวเสีย เข้าไปเห็นสภาพห้องที่ทั้งรกและสกปรกก็หงุดหงิด อีกทั้งลูกสาวยังนอนหลับอุตุบนเตียง พอแม่เรียกเสียงดัง รำคาญก็ตะโกนด่าว่าหนวกหู
“แม่จะแหกปากทำไมเนี่ย วันนี้วันเสาร์ หนูจะนอน ออกไปได้แล้ว”
“เออ ถ้าแกไม่ลุก แกก็ไม่ต้องเอาแล้วรถคันใหม่! ฉันจะไม่ซื้อรถให้แกอย่างที่สัญญาก็ได้ นอนไปเลย แล้วเชิญโหนรถเมล์ไปมหา’ ลัยต่อไปละกัน” คราวนี้ได้ผล ลูกสาวคนโตผุดลุกรีบตะกายจากผ้าห่มมาหาแม่ โผเข้ากอดบอกว่าตื่นแล้ว “หนูแค่ล้อเล่น วันนี้เลยใช่มั้ยแม่ ไปจองรถวันนี้เลยใช่มั้ย แม่จะได้เงินที่ขายยายลูกบัววันนี้ใช่ปะ”
“ฉันบอกแกไว้แล้วไง” ลูกสาวแต่ละคนกว่าจะยอมตื่นได้ก็ต้องเอาของที่อยากได้มาล่อ คนโตก็รถเก๋งป้ายแดงที่จะขับไปเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนคนเล็กก็โทรศัพท์รุ่นใหม่ราคาเกือบครึ่งแสน พอมีของมาล่อตาล่อใจใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีสองพี่น้องก็อาบน้ำแต่งตัวพร้อมลงไปข้างล่าง “ป่ะ ทำตัวดีๆ ด้วยนะ อย่าก่อเรื่อง แล้วไม่ต้องไปพูดอะไรไม่ดีให้ลูกบัวมันจ๋อยล่ะ คิดซะว่าพวกแกจะได้รถได้โทรศัพท์ใหม่ก็เพราะมัน”
“แต่หนูไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีผู้ชายแก่หน้าโง่ ยอมจ่ายเงินซื้อตัวมันตั้งสามล้าน” ลูกสาวคนโตอดไม่ได้ “นี่ครอบครัวเรายังมีบุญนะ ที่แม่ยังไม่ให้มันไปแต่งกับไอ้จิ๊กโก๋เก็บเงินดอกของแม่ นั่นปลดหนี้หลักหมื่น”
“แกอย่าพูดเสียงดังไป ขืนพ่อแกได้ยินจะซวยกันหมด” อำพรจุปาก มองลงไปข้างล่าง “แล้วก็จำที่แม่บอกไว้ว่า ต้องทำตัวดีๆ กับลูกบัวไว้ ไม่แน่นะ เผื่อผัวแก่ที่มันไปแต่งงานด้วย เอ็นดูมันขึ้นมา พวกเราก็จะได้สบายด้วย”
“ผัวแก่…ต้องแก่ขนาดไหนถึงยอมจ่ายเงินขนาดนี้ แค่นึกก็ขนลุกแล้ว” ลูกสาวคนโตทำหน้าตาเหมือนขยะแขยง ก่อนจะหัวเราะเยาะ “ไม่ใช่แก่จนไม่มีปัญญาจะทำอะไรแล้วนะแม่”
“พูดอะไร ไร้สาระน้องก็อยู่ด้วย” อำพรทำเป็นดุ ก่อนจะหัวเราะตาม “แต่ถ้าแก่ขนาดนั้นก็ดี เผื่อผัวมันตายเร็ว เราจะได้มรดก หรือถ้าญาติผัวมันไม่ยอม เราก็จะได้เอานังลูกบัวกลับมาขายต่อได้ ยังขายได้ว่าบริสุทธิ์เพราะผัวเก่าแก่ตาย!”
สองแม่ลูกหัวเราะ ขณะที่ลูกคนเล็กที่เหมือนเคยเจอหยวนกังจะพูดบ้าง “ก็ไม่ได้แก่มากหรอก หนูเจอวันก่อน อายุน่าจะพอๆ กับพ่อ ดูเขาแข็งแรงดีออก ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
สองแม่ลูกดูผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้เศร้าสลดอะไร นอกจากยกไหล่แล้วก็ปรับสีหน้าพากันเดินเข้าไปในห้องครัว ที่บัวบูชากำลังตักข้าวต้มใส่ถ้วยเสิร์ฟให้ทุกคนเพิ่งเสร็จ เธอยิ้มกว้างดีใจที่เห็นลูกพี่ลูกน้องยอมตื่นเช้ามากินอาหารที่เธอทำ
“มาจ้ะน้องเมล์มานั่งตรงนี้ วันนี้พี่ทำข้าวต้มปลาของโปรดน้องเมล์ล่ะ”
บอกพลางขยับเก้าอี้ให้น้อง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินดียินร้าย ก่อนจะหันไปเจอสายตาของมารดา จึงแค่หันไปขอบคุณแล้วยิ้มให้บัวบูชาแบบส่งๆ ซึ่งหญิงสาวแม้จะรู้และเห็นพฤติกรรมยอมดีกับเธออย่างเสียไม่ได้ของน้อง ก็ทำเป็นมองไม่เห็น ยิ้มให้ แล้วจึงไปนั่งข้างๆ ยาย ตักเนื้อปลาในถ้วยข้าวต้มของตัวเองให้
“ไม่เป็นไรค่ะยาย ยายกินเถอะ วันนี้ลูกบัวไม่ค่อยหิว เห็นแบบนี้แล้วใจหาย คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาทำกับข้าวให้ทุกคนได้กินกัน”
“ทำยังกับจะต้องไปไกล” เฉลียงเงยหน้าขึ้นจากถ้วยข้าวต้มแสนอร่อยที่หลานสาวทำให้ “เห็นคุณแม่ว่าบ้านที่ลูกบัวจะไปอยู่ก็ไม่ได้ไกลจากที่นี่ อยู่แค่เขาใหญ่เอง ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ไว้วันหยุดน้าจะพาทุกคนไปเยี่ยม”
“ใช่แล้วจ้ะ ไปอยู่โน่นก็คิดถึงพวกเราบ้างนะ ทางนี้คงคิดถึงแย่ ดีนะที่ยังมีคุณแม่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะมีใครคอยทำกับข้าวอร่อยๆ ให้กิน” คำพูดนั้นของอำพรบ่งบอกว่าต่อไปนี้หล่อนหมายตาใครไว้ทำงานบ้านแทนบัวบูชา แต่เมื่อเห็นสายตาของสามีก็รีบแก้คำพูด “หมายถึงว่าน้าก็ทำอาหารไม่อร่อย ก็ยังดีที่มีคุณแม่อยู่ด้วย”
“ต่อไปยายหนิงกับเมล์ก็หันมาลงครัวทำงานบ้านด้วยล่ะ ต่อไปนี้ไม่มีลูกบัวคอยทำให้แล้ว ต้องหัดช่วยแม่ทำงาน คุณย่าก็แก่แล้ว อย่าให้ต้องมาทำงานงกๆ ให้คนมีเรี่ยวมีแรงกินเลย” เฉลียงบ่น แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ากำลังจะทำให้บรรยากาศกร่อย จึงเปลี่ยนเรื่อง โดยตักชิ้นปลาของตัวเองให้หลาน “กินซะลูก นัดทางคุณหยวนกังไว้กี่โมงนะลูก”
“แปดโมงเช้าค่ะ เห็นบอกว่าคงอยู่นานไม่ได้ จะมารับแล้วก็รีบกลับเลย เพราะเห็นว่าคุณรีสมีงานต่อค่ะ”
“คุณรีส?” ดูเหมือนอำพรและลูกสาวจะไม่รู้จักคนที่บัวบูชาเอ่ยถึง “คุณรีสคือใครน่ะคุณ”
“ก็เจ้านายของคุณหยวนกังไง คนที่ลูกบัวจะต้องไปแต่งงานกับเขา”
ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สามแม่ลูกที่ประหลาดใจกับคำตอบของเฉลียง บัวบูชาถึงกับทำช้อนหล่นจากมือ เธอตกใจจนหน้าซีด
“ถึงกับมารับเองเลยเหรอ” อำพรยิ้มให้สามีกับคำตอบที่ได้รับก่อนจะหันมาหาบัวบูชา “ทำตัวดีๆ ให้เขาเอ็นดูนะลูก คนแก่น่ะ เขาชอบเอาใจ”
ทุกคนยกเว้นยายผ่อง ตีความหมายสีหน้าตกใจของบัวบูชาผิดไป
“จะได้เห็นซะทีนะว่า ผัวลูกบัวจะแก่ เอ๊ย จะหน้าตาเป็นไง” ลูกสาวคนโตยกไหล่เบะปากเบาๆ ก่อนจะหัวเราะคิกหันไปกระซิบกับคนน้อง “หวังว่าจะหนุ่มกว่าตาลุงหยวนกังที่แกเห็นนะรถเมล์”
เสียงพูดของสองพี่น้องดังพอจะให้บัวบูชาได้ยิน
แต่เหมือนตอนนี้เธอจะหูอื้อ…ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินน้าชายพูด
เธอจะไปที่บ้านนั้นเพื่อไปทำงานรับใช้…ไม่ใช่ไปแต่งงาน
ที่สำคัญผู้ชายอย่างคุณรีสจะมาแต่งงานกับเธอทำไม
ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น…มันคงเป็นแค่เรื่องที่น้าเฉลียงเข้าใจผิด
คุยท้ายตอน : ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอกำลังใจส้มผักด้วยกันคอมเมนต์คุยด้วยหน่อยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ