โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองประวัติศาสตร์ชนชาติจีน ที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลายร้อยชาติพันธุ์ เพื่อเปรียบเทียบ และขยายขอบเขตของประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ไปให้ไกลกว่ายุคสุโขทัย 700 ปี

The Structure

อัพเดต 10 มี.ค. 2567 เวลา 19.27 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2567 เวลา 12.27 น. • The Structure

นิยามของคำว่า “คนจีน” โดยทั่วไปแล้ว หมายถึงคนที่สืบเชื้อสายมาจากคนของแผ่นดินที่ปัจจุบันเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้สืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่ในทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทยของเรา แต่ในเชิงรายละเอียดแล้ว คนจีนนั้น ประกอบไปด้วย เชื้อสายชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อยกว่า 200 ชาติพันธุ์ [1] (แต่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีนเพียง 56 ชาติพันธุ์เท่านั้น [2])

และชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในหมู่คนจีนนั้น คือ “ชาวฮั่น” ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด มากกว่า 90% ของประชากรชาวจีนในปัจจุบัน และชาวฮั่นถือได้ว่าเป็นกลุ่มชนที่มีบทบาทมากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของประเทศจีน

แต่คำถามที่น่าสนใจ แม้แต่ในหมู่คนจีนเองก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้คือ “ฮั่นแท้คืออะไร?” เนื่องจากตลอดประวัติศาสตร์จีน 5 พันปี ซึ่งชาวฮั่นมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นนั้นเกิดขึ้นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชนชาติจีนยุคราชวงศ์เซี่ย (2070 – 1600 ปีก่อนคริสตกาล) พื้นที่ในปกครองของยุคนั้นถือได้ว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพื้นที่ของประเทศจีนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ปรากฏหลักฐานว่าราชวงศ์ชาง (1600 – 1045 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นราชวงศ์ถัดมา ราชวงศ์มีพื้นที่ในปกครองเพียง 1.25 ล้านตารางกิโลเมตร [3] ในขณะที่จีนในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ นิยามของคำว่า “ชาวฮั่น” ก็เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่คำว่า “คนจีน” ที่ปรากฏในภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ฉิน” จากราชวงศ์ฉิน ซึ่งเป็นยุคแรกที่จีนปกครองด้วยระบอบจักรวรรดิ ถูกก่อตั้งก่อนหน้าราชวงศ์ฮั่นเพียง 15 ปี

อีกทั้งตลอดหน้าประวัติศาสตร์จีนนับจากนั้นมา ชาวฮั่นมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุค “5 ชนเผ่า 16 อาณาจักร” (ค.ศ. 304 – 439) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินจีนทางตอนเหนือถูกปกครองโดยชนเผ่า 5 ชนเผ่า (ซฺยงหนู, เจี๋ย, เซียนเป่ย, ตี และเชียง)

และในช่วงเวลาดังกล่าว ชนเผ่าทั้ง 5 เหล่านั้นต่าง “ถูกกลืนกินทางวัฒนธรรม” เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นชาวฮั่น ใช้ชื่ออย่างฮั่น ใช้ชีวิตอย่างฮั่น และเรียกตัวเองว่าชาวฮั่น ซึ่งการหลอมกลืนดังกล่าวนั้นทำให้ชื่อของทั้ง 5 ชาติพันธุ์ไม่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จีนอีกเลย

นอกจากนี้ ราชสกุลหลี่ ซึ่งเป็นผู้ปกครองจีนในยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 907) ภายหลังการรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่นได้อีกครั้งนั้น ความจริงแล้วก็เป็นชาวเซียนเป่ยที่แอบอ้างว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากหลี่ กวง นายพลชื่อดังในยุคราชวงศ์ฮั่น [4]

ทำให้เห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 5 พันปีของจีนนั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยคนชนชาติเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ผ่านการหลอมรวมด้วยปัจจัยต่าง ๆ มาตลอด

นิยามของ “ชาวจีน” ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เริ่มต้นขึ้นในราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1636 – 1912) ซึ่งเป็นยุคที่ชาวแมนจู ซึ่งถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยขึ้นมาปกครองแผ่นดินจีน ซึ่งพื้นที่ในปกครองของชิงในเวลานั้น ยังรวมเอากลุ่มชาติพันธุ์มองโกล ซึ่งเคยปกครองจีนมาก่อนในยุคราชวงศ์หยวน โดยกุบไลข่าน พระราชนัดดา (หลาน)ของเจงกิสข่าน

ทำให้นักวิชาการในราชวงศ์ชิง สร้างแนวคิดชาตินิยมเพื่อหลอมรวมชาติพันธุ์ต่าง ๆ เอาไว้ในปกครอง และในเวลาต่อมา ทั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีน และพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง ก็รับเอาแนวคิดดังกล่าวขึ้นมาพัฒนาต่อ เพื่อการปกครองแผ่นดินที่ประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน [5]

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน จะประกาศนโยบาย “จีนเดียว” เพื่อการอ้างสิทธิเหนือไต้หวัน แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็ยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของผู้คนในประเทศ ซึ่งแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์ของชาวจีนในไต้หวันนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเรื่องนี้ เนื่องจากทั้ง 2 รัฐต่างก็สืบทอดแนวคิดชาตินิยมจีนซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากราชวงศ์ชิงเหมือนกัน—

แน่นอนว่าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยของเราเอง ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เกิดขึ้นจากการหลอมรวมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันภายใต้แนวคิดชาตินิยมไทย ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับที่ ดร. ซุน ยัตเซ็น เองก็ผลักดันแนวคิดชาตินิยมจีนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ในทางวิชาการแล้ว ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยของเรานั้น ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยจุดกำเนิดของภาษาไทย ในยุคสุโขทัย ทำให้ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยของเรามีอายุเพียง 700 ปีเท่านั้น และตามบันทึกในประวัติศาสตร์ของชนชาติเรา เพียงระบุเอาไว้ว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทย ไม่ได้หมายความว่าทรงคิดค้นภาษาไทย

และเป็นที่น่าสนใจว่า กลุ่มชาติพันธุ์จีนบางกลุ่มนั้น มีภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษาไทยมาก อีกทั้งภาษาไทยนั้นถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นภาษาที่พบในหลายพื้นที่ในเมียนมา, ลาว, จีน และอินเดีย

นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานเชิงโบราณคดีที่ยืนยันว่า พื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีอารยธรรมที่เก่าแก่ย้อนไปได้ไกลกว่าสุโขทัย เช่นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 5 พันปี พอ ๆ กับอายุของประวัติศาสตร์จีน (และเก่าแก่กว่าอังกอร์ของกัมพูชา)

ดังนั้น ถ้าหากนักประวัติศาสตร์ไทย ไม่ยึดติดกับการประดิษฐ์อักษรไทย แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้คนที่เคยอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยของเรานั้น ย่อมจะย้อนไปได้ไกลเป็นพันปีด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

[1] Chih-yu Shih (2004), “Negotiating Ethnicity in China: Citizenship as a Response to the State”, ISBN 0-415-28372-8.

[2] “Into China Ethnically Conglomerate: China’s 56 Ethnic Groups”, https://en.chinaculture.org/focus/focus/minzuwang/2010-06/08/content_381865.htm

[3] Peter Turchin, Jonathan Adams and Thomas Hall (2006), “East-West Orientation of Historical Empires and Modern States”, http://jwsr.pitt.edu/ojs/jwsr/article/view/369/381

[4] Sanping, Chen (Nov 1996). “Succession Struggle and the Ethnic Identity of the Tang Imperial House”. Journal of the Royal Asiatic Society. Third Series. 6(3): 379–405., https://www.cambridge.org/core/journals/journal-of-the-royal-asiatic-society/article/abs/succession-struggle-and-the-ethnic-identity-of-the-tang-imperial-house/9833A3C945A374DD9BF864C5D318EFF9

[5] Gang Zhao (2006), “Reinventing China: Imperial Qing Ideology and the Rise of Modern Chinese National Identity in the Early Twentieth Century”, https://web.archive.org/web/20140325231543/https://webspace.utexas.edu/hl4958/perspectives/Zhao%20-%20reinventing%20china.pdf

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...