ลาว มุ่งเป็นผู้ผลิตปุ๋ยอันดับ 3 ของโลก หลังรัสเซีย-เบลารุส ถูกคว่ำบาตร บวกจีนยื่นมือเข้าช่วย
ลาว ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ อันดับ 3 ของโลก หลังชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียและเบลารุส เผยเร่งขยายขุดเจาะโพแทสเซียมคลอไรด์ บวกจีนให้ความช่วยเหลือ
วันที่ 25 ธันวาคม 2537 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ลาว กำลังเร่งการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์เพื่อตอบสนองอุปสงค์จากจีนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ส่งผลให้การจัดส่งวัตถุดิบจากรัสเซียและเบลารุสหยุดชะงักลง
ในเดือนพ.ย. รัฐบาลลาวได้ให้สิทธิแก่บริษัท 18 แห่ง ในการสำรวจและขุดโพแทสเซียมคลอไรด์ บนพื้นที่กว่า 162,000 เฮกตาร์ ในพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงแขวงเวียงจันทน์ แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต
รัฐบาลลาวมีแผนจะสร้างโรงงานปุ๋ยขนาดใหญ่ 3 แห่ง โดยคาดว่ามีปริมาณสำรอง 133,600 ล้านตัน และบริษัทจีนจะมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้าง โดยสื่อของรัฐบาลลาวรายงานว่า ลาวตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่าโพแทช มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของลาวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เหมืองโพแทชส่วนใหญ่ในลาวยังคงยังคงปิดตัวลงและไม่ได้ดำเนินการต่อ ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากราคาตกต่ำในตลาดทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยอุปทานโพแทสเซียมตึงตัวทั่วโลก ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งการขาดแคลนเป็นผลจากกการที่ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียและเบลารุส โดยรัสเซียถูกคว่ำบาตรการจากการรุกรานยูเครน และเบลารุสถูกคว่ำบาตรจากประเด็นสิทธิมนุษยชน
รัสเซียและเบลารุสคือผู้ผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์รายใหญ่ของโลก โดยข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศ ครองสัดส่วนเกือบ 40% ของการผลิตทั่วโลกในปี 2563
นับแต่นั้นมา ลาวก็กลายเป็นผู้ส่งออกที่มีศักยภาพที่สำคัญ โดยการส่งออกโพแทสเซียมคลอไรด์ ตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงพ.ย. 2566 มีมูลค่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปีก่อนหน้า และกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักเป็นอันดับ 2 ของลาว รองจากไฟฟ้า จากเดิมที่ไม่ได้อยู่ในสินค้าส่งออกหลัก 10 รายการของประเทศด้วยซ้ำ
จีน มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ โดยการส่งออกแร่โพแทชมายังลาวเพิ่มขึ้น 8 เท่า นับตั้งแต่ปี 2563 และคิดเป็น 87% ของการส่งออกแร่โพแทชทั้งหมดของลาว
นายเคนิชิโร ยามาดะ จากสำนักงานองค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในเวียงจันทน์ กล่าวว่า จีนมองว่าลาวเป็นซัพพลายเออร์ทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โครงการรถไฟลาว-จีน ความยาว 1,000 กิโลเมตร เชื่อมต่อเวียงจันทน์กับคุนหมิง ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2564 ได้ช่วยส่งเสริมการส่งออกให้เฟื่องฟูขึ้น และทำให้การขนส่งสินค้าปริมาณมากข้ามชายแดนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยนายเหยา ปิน ประธานหอการค้าลาว-จีน กล่าวว่า รถไฟมีบทบาทสำคัญในการทำให้ลาวกลายเป็นศูนย์กลางหลักที่มีศักยภาพ ในการส่งออกแร่โพแทช
ทั้งนี้ การที่ลาวพึ่งพาจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ก่อให้เกิดความกังวลมาโดยตลาอด โดย ณ สิ้นปี 2565 หนี้สาธารณะภายนอกประเทศของลาว คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 84% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้จีน โดยการพึ่งพาจีนได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงสร้างกับดักหนี้ ซึ่งหากลาวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็อาจเปิดทางให้จีนอาจเข้ายึดครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของลาวได้
อ้างอิง : asia.nikkei.com