จับตาทิศทางลูกหนังไทย ศักราช 2568 ภารกิจสำคัญทัพช้างศึก-ชบาแก้ว
จับตาทิศทางลูกหนังไทย ศักราช 2568 ภารกิจสำคัญทัพช้างศึก-ชบาแก้ว
วงการฟุตบอลไทย พร้อมเดินหน้าเปิดศักราชใหม่ 2568 ด้วยความท้าทายเพิ่มยิ่งขึ้นอีก ซึ่งมีสิ่งที่ต้องจับตาทิศทางของวงการลูกหนังไทย กับภารกิจสำคัญต่างๆ มากมายในหลากหลายระดับที่ยังคงรอคอยอยู่ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของทีมชาติชุดต่างๆ และแนวทางการบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ
ปีที่ 2 ของมาดามแป้ง นายกบอลไทย
เริ่มต้นที่การบริหารงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การดำเนินงานของ“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ลำซ่ำ นายกสมาคม ซึ่งเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 2 ในการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายใหญ่แห่งวงการลูกหนังไทย ซึ่งในรอบปีแรกของการทำงานที่ผ่านมาถือว่ามาดามแป้งฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ใต้พรมของสมาคม และยังมีผลงานชิ้นโบว์แดงกับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฟีฟ่า คองเกรส ครั้งที่ 74
ขณะเดียวกัน มาดามแป้ง ยังได้เดินเครื่องประสานงานความร่วมมือกับชาติต่างๆ เพื่อร่วมมือพัฒนา โดยได้ลงนาม MOU ร่วมกับสหพันธ์ฟุตบอลกาตาร์ ภายใต้กรอบความร่วมมือหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเยาวชน ซึ่งกาตาร์มีความพร้อมเรื่องศูนย์ฝึก แคมป์เก็บตัว และยังเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก U17 ตั้งแต่ปี 2025-2029 รวมถึงโอกาสการจัดเกมกระชับมิตรระหว่างสองประเทศในทุกรุ่นอายุด้วย
รวมทั้งยังได้ลงนาม MOU กับสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย เพื่อพัฒนาความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านฟุตบอลหญิงที่ซาอุดีอาระเบียต้องการคำแนะนำและช่วยเหลือจากไทย เนื่องจากขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังให้ความสำคัญเรื่องฟุตบอลหญิง การพัฒนาฟุตบอลเยาวชนชาย แลกเปลี่ยนวิทยาการ และองค์ความรู้ระหว่างกัน ทั้งด้านโค้ชผู้ฝึกสอน การวิจัย ด้านกฎหมาย และการพัฒนาผู้ตัดสิน
สำหรับกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย สองประเทศที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ทำ MOU ด้วยนั้น ต่างเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดดในวงการฟุตบอล โดยกาตาร์เป็นทั้งเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อปี 2022 และเจ้าภาพ เอเชี่ยนคัพ เมื่อปี 2023 รวมถึงยังคว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพ 2 สมัยติดต่อกัน ในปี 2019 และ 2023 ขณะที่ซาอุดีอาระเบียก็เพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2034
ถือเป็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ในปีแรกของมาดามแป้งที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้ก้าวหน้าภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ในขวบปีที่ 2 ของมาดามแป้งจะเป็นการยกระดับการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในการบริหารงานโดยเฉพาะเรื่องเดิมที่ยังคงแก้ไม่ตกเสียที
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ของการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ที่จะถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการเพิ่มมูลค่าให้สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นเงินสนับสนุนจุนเจือให้กับสโมสรต่างๆ ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะทีมเล็กๆ ที่ไม่มีมีเงินถุงเงินถังเหมือนกับทีมใหญ่ๆ ซึ่งเรื่องเงินถือเป็นเรื่องสำคัญของสโมสรฟุตบอลที่จะสามารถอยู่รอดได้ในยุคของวงการฟุตบอลไทยสมัยนี้
รวมไปถึงเรื่องของการจัดโปรแกรมการแข่งขันต่างๆ ของลีกในประเทศที่ยังกลายเป็นประเด็นดราม่า กับการขยับคิวเตะไปมา จนทำให้โปรแกรมเตะผิดเพี้ยนไปจากปกติ จนส่งผลกระทบไปถึงหลายสโมสรในหลายมิติ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดในการจัดโปรแกรม เพื่อให้มีความลงตัวมากที่สุดกับทุกๆ สโมสร
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดโปรแกรมการแข่งขันฟีฟ่า เดย์ ของทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ซึ่งในปีนี้จะมีฟีฟ่าเดย์ในช่วงเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน, ตุลาคม และพฤศจิกายน รวมทั้งการวางโปรแกรมฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ว่าจะสามารถจัดการแข่งขันในปีนี้ได้อย่างลงตัวตามโปรแกรมฟีฟ่าเดย์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นคิวเตะฟุตบอล เอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนที่ดี และมีความเหมาะสม
ช้างศึกตะลุยคัดเลือกเอเชี่ยนคัพ
ขณะที่ขุนพลนักเตะ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีโปรแกรมสำคัญในปีนี้ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก ซึ่งทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) ได้จับสลากแบ่งสายการแข่งขันออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วปรากฏว่า ทีมชาติไทยจับติ้วมาอยู่ในกลุ่มดี ร่วมกับ เติร์กเมนิสถาน, ไต้หวัน และศรีลังกา
สรุปผลจับสลากแบ่งสายฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก ดังนี้ กลุ่มเอ : ทาจิกิสถาน, ฟิลิปปินส์, มัลดีฟส์, ติมอร์ เลสเต / กลุ่มบี : เลบานอน, เยเมน, ภูฏาน, บรูไน / กลุ่มซี : อินเดีย, ฮ่องกง, สิงคโปร์, บังคลาเทศ / กลุ่มดี : ไทย, เติร์กเมนิสถาน, ไต้หวัน, ศรีลังกา / กลุ่มอี : ซีเรีย, อัฟกานิสถาน, เมียนมา, ปากีสถาน / กลุ่มเอฟ : เวียดนาม, มาเลเซีย, เนปาล, ลาว
สำหรับการแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก จะเริ่มแข่งนัดแรกวันที่ 25 มีนาคม 2568 โดยจะคัดเอาแชมป์กลุ่มของแต่ละกลุ่ม จำนวน 6 ชาติผ่านเข้ารอบ รวมกับ 18 ชาติที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก โซนเอเชีย รอบสาม รวมทั้งเป็น 24 ทีม จะได้ฟาดแข้งรอบสุดท้ายของเอเชี่ยน คัพ 2027 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 15 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2570 ต่อไป
นับเป็นทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าผลการจับสลากแบ่งสายที่ออกมานั้นจะไม่ถือว่าเป็นงานหนักในการเผชิญหน้ากับ เติร์กเมนิสถาน, ไต้หวัน และศรีลังกา แต่จะประมาทคู่แข่งขันในระดับเอเชียไม่ได้ โดยเชื่อว่า มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือชาวซามูไรแห่งทัพช้างศึกได้มีการวางแผนเตรียมทีมล่วงหน้าเอาไว้แล้ว และเชื่อมั่นว่าจะทำผลงานได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน
และแน่นอนว่า ในศึกคัดเอเชี่ยน คัพ 2027 จะตรงกับปฏิทินฟีฟ่า เดย์ ดังนั้นทีมชาติไทยจะได้ขุมกำลังนักเตะชุดดีที่สุดจากแต่ละสโมสรมารับใช้ชาติในครั้งนี้ ทำให้ทัพช้างศึกจะจัดเต็มขุนพลแข้ง เพื่อเป้าหมายในการผ่านรอบคัดเลือกไปสู่การแข่งขันรอบสุดท้าย ที่ซาอุดีอาระเบีย
ชบาแก้วหวนคืนบอลโลกสมัย3
ในส่วนของนักเตะสาว “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่กับการหวนคืนไปสู่การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกให้ได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เคยไปฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มาแล้ว 2 สมัยติดต่อกัน ในยุคที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ยังเป็นผู้จัดการทีม เริ่มจากเมื่อปี 2015 ที่ประเทศแคนาดา และเมื่อ 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส
สำหรับปีนี้ทีมฟุตบอลสาวไทยจะมีภารกิจในรายการฟุตบอลโลก 2027 รอบคัดเลือก ซึ่งจะเริ่มคัดเลือกของโซนเอเชีย ในระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน-5 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่รอบสุดท้ายจะแข่งขันที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเจ้าภาพ ในระหว่างวันที่ 1-21 มีนาคม 2569 เพื่อคัดเลือกทีมตามโควต้า 6+2 ทีม ผ่านเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ในปี 2027 ที่ประเทศบราซิล
ที่ผ่านมา “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ และ “โค้ชหนึ่ง” ดร.หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลหญิง ได้ร่วมมือทำงานกับคณะทำงานจากสหพันธ์ฟุตบอลแห่งยุโรป หรือยูฟ่า และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือเอเอฟซี เพื่ออบรมเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาฟุตบอลหญิงในด้านต่างๆ จากคำปรึกษาของยูฟ่า และเอเอฟซี ในการพัฒนาวงการฟุตบอลหญิงไทย
โดยเฉพาะการเขียนแผนพัฒนาฟุตบอลหญิงร่วมกัน ภายใต้เส้นทาง Road to Brazil 2027 พร้อมระดมเฟ้นหาแข้งลูกครึ่งสาวไทยจากทั่วโลก เพื่อคัดเลือกติดทีมชาติไทย เพื่อเป้าหมายให้ทัพชบาแก้วติดเป็น 1 ใน 6 ทีมที่ได้ไปฟุตบอลโลกแบบอัตโนมัติ หรืออย่างน้อยที่สุด 2 ทีมในรอบเพลย์ออฟ์
ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับทีมฟุตบอลหญิงไทย และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อต่อยอดสู่เป้าหมายใหญ่ร่วมกันที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
ภารกิจบอลไทยทวงแชมป์ซีเกมส์
ทีมฟุตบอลไทยห่างหายจากการครองแชมป์มหกรรมกีฬาซีเกมส์ไปอย่างยาวนาน ทั้งทีมชายและทีมหญิง โดย ทีมฟุตบอลชาย ได้แชมป์ซีเกมส์ครั้งล่าสุด เมื่อ 2017 ในการแข่งขันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งครั้งนั้นเฉือนชนะเจ้าภาพมาเลเซีย 1-0 แต่จากนั้นเป็นต้นมาในซีเกมส์ 3 ครั้งหลังสุดไม่เคยได้แชมป์ และได้เพียงแค่รองแชมป์ 2 ครั้งเท่านั้น
นับตั้งแต่ซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ทีมไทยตกรอบแรกไปแบบพลิกความคาดหมาย จากนั้นซีเกมส์ 2021 ที่ประเทศเวียดนาม ทีมไทยผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ แต่ก็พลาดท่าพ่ายต่อคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เวียดนาม 0-1 และซีเกมส์ 2023 ที่ประเทศกัมพูชา ทีมไทยทะลุเข้าถึงรอบชิงอีกครั้ง แต่ก็อกหักพ่ายต่อ อินโดนีเซีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-5 พร้อมเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายกระฉ่อนไปทั่วโลก
ขณะที่ ทีมฟุตบอลหญิงไทย คว้าแชมซีเกมส์ครั้งล่าสุดต้องย้อนกลับในกีฬาซีเกมส์ 2013 ที่ประเทศพม่า แต่จากนั้นทีมแข้งสาวไทยไม่สามารถก้าวไปถึงการคว้าแชมป์อาเซียนได้เลย และต้องตกเป็นรองแข้งสาวเวียดนาม ที่ประกาศศักดาครองแชมป์ซีเกมส์ต่อเนื่อง 4 สมัยติดต่อกัน ไล่ตั้งแต่ในกีฬาซีเกมส์ 2017, 2019, 2021 และ 2025
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ 33 ประเทศไทยจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการชิงชัยในระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ดังนั้นทีมฟุตบอลชายและหญิงทีมชาติไทยต่างมีเป้าหมายสถานเดียวเท่านั้นคือ การทวงแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์กลับคืนมาในแผ่นดินไทยให้ได้ ซึ่งเป็นภารกิจทวงแชมป์ซีเกมส์ และเป็นสิ่งที่แฟนบอลชาวไทยรอคอยมานานแล้ว
สำหรับทีมฟุตบอลชาย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ภายใต้การคุมทัพของ ทาคายูกิ นิชิกายะ กุนซือชาวญี่ปุ่นเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนด้วยแนวทาง เจแปน เวย์ ตามแบบฉบับของทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ซึ่งรูปแบบและแนวทางการทำทีมชาติไทย ชุด 23 ปี จะมีความสอดคล้องและสามารถยกระดับนักเตะสู่ทีมชาติชาติไทย ชุดใหญ่ อย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายสำคัญที่สุดในปีนี้คือการคว้าแชมป์ซีเกมส์ในรอบกว่า 8 ปี
ขณะที่ทีมฟุตบอลหญิงได้มีการเตรียมทีมมาอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของ“โค้ชหนึ่ง” ดร.หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ซึ่งได้มีการผสมผสานนักเตะชุดเก่า และนักเตะดาวรุ่งสายเลือดใหม่ เข้ามาผนึกกำลังร่วมกัน ซึ่งในศึกซีเกมส์ 2025 บนแผ่นดินไทยในครั้งนี้จะนับเป็นทัวร์นาเมนต์สำคัญในช่วงปลายปีของทัพชบาแก้วที่แบกรับความกดดันกับการทวงแชมป์ซีเกมส์ในรอบ 12 ปี
รากฐานสำคัญของระบบเยาวชน
นอกเหนือจากโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติชุดต่างๆ แล้ว อีกสิ่งที่ถือเป็นรากฐานสำคัญก็คือ การพัฒนาระบบเยาวชนไทยของฟุตบอลไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการวางแนวทางการพัฒนานักฟุตบอลเยาวชน ทั้งในรูปแบบของการจัดโครงการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งการจัดการแข่งขันขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีในการแสดงศักยภาพฝีเท้าของบรรดาเหล่านักเตะดาวรุ่ง
ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็ได้มีการวางแผนในการพัฒนาระบบเยาวชนไทยกันอย่างเต็มที่ทั้งในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้เห็นผลออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นในรอบปีนี้ การพัฒนาระบบเยาวชนไทยของฟุตบอลให้มีทิศทางชัดเจน จึงเป็นอีกสิ่งที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศ รวมทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จะต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง
และแน่นอนว่าอีกไม่นานนี้ผลผลิตจากระบบเยาวชนไทยฟุตบอลก็จะได้เริ่มได้เห็นผลงานที่ชัดเจนในอนาคตข้างหน้าได้อย่างแน่นอน…
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตาทิศทางลูกหนังไทย ศักราช 2568 ภารกิจสำคัญทัพช้างศึก-ชบาแก้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th