โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำมั่น-ข้อเรียกร้อง ประเทศไทย เวทีCOP29 ร่วมกันรักษาโลก-อยู่อย่างยั่งยืน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 พ.ย. 2567 เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 07.41 น.

คำมั่น-ข้อเรียกร้อง ประเทศไทย เวทีCOP29 ร่วมกันรักษาโลก-อยู่อย่างยั่งยืน

การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) ณ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11-22 พฤศจิกายน 2567

และถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นานาประเทศส่งผู้นำทางด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมประชุม เพื่อจะช่วยกันดูแลโลกใบนี้ให้มีสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ให้อยู่อย่างยั่งยืน

ที่ว่าหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็เพราะว่า ผลการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกมา ปรากฏว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือก

ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าทรัมป์ไม่มีนโยบายสนับสนุนการลดการใช้พลังงาน อันเป็นต้นเหตุเพิ่มก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้ภูมิอากาศในโลกนี้ เลวร้ายลงเรื่อยๆ

ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก

ประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประชุมนัดสำคัญครั้งนี้ โดยมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม

ประเทศไทย โดยนายเฉลิมชัยได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ และประกาศให้นานาประเทศทั่วโลกได้ทราบถึงสถานการณ์ในประเทศไทย กับผลกระทบที่ได้รับจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมถึงความตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

นายเฉลิมชัย ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า

ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง ที่ประชาคมโลกจะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด

ที่ผ่านมาเราเผชิญภัยพิบัติด้านสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งอากาศร้อนที่มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 43 องศาเซลเซียส รวมถึงเกิดพายุฝนรุนแรงจนเกิดน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ทำให้เกิดความสูญเสียและเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง

รวมถึงความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น หญ้าทะเล ที่ส่งผลต่อการลดลงของประชากรพะยูนกว่า 50% ในเวลาไม่ถึง 6 ปี

ในขณะที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของทั้งโลก แต่เรามุ่งมั่นยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มความสามารถ บนหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง และคำนึงถึงขีดความสามารถของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ NDC 2030 (เอ็น ดี ซี สองศูนย์ สามศูนย์) ให้ได้ 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

จากการดำเนินงาน 5 สาขา ได้แก่ พลังงาน คมนาคม การจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และการเกษตร โดยมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เพื่อรองรับการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

จากการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก พบว่า สิ่งที่พวกเราทำอยู่ยังไม่เพียงพอกับการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้ ดังนั้น ประเทศไทยจึงวางเป้าหมายยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกให้เพิ่มสูงขึ้น โดยเร่งดำเนินงานไปสู่ NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้ต่ำกว่า 270 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2035 จากปีฐาน 2019 ซึ่งจะมุ่งสู่การลดก๊าซเรือนกระจกจากค่าการปล่อยจริง ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนการลงทุนสีเขียว เพื่อรองรับ NDC 3.0 รวมถึงเร่งเพิ่มการดูดกลับของภาคป่าไม้ที่ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี ค.ศ.2037

สำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เรามุ่งเน้นบูรณาการแผนการปรับตัวระดับชาติ ให้เชื่อมโยงกับการดำเนินงานระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมใน 6 สาขา ได้แก่ การจัดการน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อจัดการปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้แก่ประชาชนระดับพื้นที่ รวมไปถึงการเร่งฟื้นฟู และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง

การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในทุกระดับอย่างเป็นระบบและบูรณาการ เป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายภายใต้ความตกลงปารีส เราจึงผลักดันกลไก ความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยได้จัดประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย 2024 เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และนำไปสู่การเสริมพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

พร้อมกันนี้ เรายังเร่งผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างการดำเนินงานอย่างสมดุล ทั้งด้านกลไกราคาคาร์บอน และกองทุนการเงิน

เพื่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมคราวนี้ เราจะได้ข้อตัดสินใจในการระดมเงิน ตามเป้าหมายทางการเงินใหม่ รวมถึงจะได้ความชัดเจนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ แนวทาง

และข้อกำหนด ในการเข้าถึงกองทุนเพื่อความสูญเสียและความเสียหาย เพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกลุ่มเปราะบาง มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนมีศักยภาพในการเผชิญความเสี่ยง จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม

ผมขอเรียกร้องให้ประชาคมโลก มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และแสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงใจ ที่จะร่วมกันรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่ เพื่อให้เราทุกคนและอนุชนรุ่นต่อไปที่พวกเรารัก ได้อาศัยอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

เสียงเล็กๆ จากประเทศเล็กๆ ที่เปล่งออกไปให้โลกรับทราบถึงความตั้งใจท่ามกลางอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่ต้องฟันฝ่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากต้องทำควบคู่ ทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปพร้อมดูแลประเทศ

หากแต่ประเทศเล็กๆ ประเทศนี้ประกาศให้ชาวโลกประจักษ์แล้วว่า เราพร้อมจะทำ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คำมั่น-ข้อเรียกร้อง ประเทศไทย เวทีCOP29 ร่วมกันรักษาโลก-อยู่อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...