โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“จะได้สัญชาติจริงเหรอครู” ความสิ้นหวังที่ซ่อนในคำถามของเด็ก G

TODAY

อัพเดต 16 ธ.ค. 2564 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 09.34 น. • workpointTODAY

ในช่วงนี้จะเห็นว่าตามโรงเรียนบรรยากาศกลับมาคึกคัก เพราะเด็กนักเรียนเริ่มกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ หลังจากนักเรียนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีเด็กนักเรียนส่วนหนึ่งที่ถูกหลงลืมจากสังคมไทย พวกเขายังไม่สามารถกลับมาเรียนในห้องเรียนพร้อมกับเพื่อน ๆ ซึ่งก็คือ เด็กนักเรียน G  เป็นชื่อที่เราใช้เรียก ลูกหลานของแรงงานที่เข้ามาทำงานในไทย เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศไทย เพียงแต่ไม่มีบัตรประชาชนไทย ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ  แต่เดิมปัญหาเรื่องการศึกษาของเด็ก G ถูกละเลยมาตั้งแต่อดีต และไม่เป็นที่สนใจจากคนในสังคม ภาครัฐเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ทั้งที่ในความเป็นจริงหากรัฐให้การสนับสนุนกับกลุ่มคนชายขอบเหล่านี้ พวกเขาจะกลายเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรไทยมีแนว โน้มต่ำลง และอนาคตสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมคนแก่เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบัน

จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเล่าเรียนของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ อันได้แก่ ผู้ปกครอง คุณครู มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story) และ MAP Foundation  พวกเขาได้บอกเล่าถึงความยากลำบากของเด็ก G ที่ยังคงจะต้องเผชิญเพื่อจะได้เข้าถึงการศึกษาเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ  มีทั้งปัจจัยปัญหาภายนอกที่เป็นตัวแปรสำคัญ อย่างรัฐเองสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ ให้เอกสาร แก้ไขกฎหมาย หรือออกนโยบายเพื่อเข้าถึงการศึกษา และปัจจัยปัญหาภายใน เช่น สถานะทางการเงิน ภาษา ทัศนคติของผู้ปกครองและตัวเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การเข้าถึงการศึกษาของเด็ก G มีอุปสรรคทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

แก้ปัญหาชั่วคราวโดยให้รหัส G แก่เด็ก  

หากอ้างอิงจาก พระราชบัญญัติการศึกษา 2542 และมติคณะรัฐมนตรีปี 2548 เด็กที่อาศัยอยู่ในไทยมีสิทธิที่จะได้เล่าเรียนทุกคนโดยไม่จำเป็นจะต้องใช้เอกสารใดๆ ในการยื่นเข้าเรียน ผู้ปกครองก็สามารถพาเด็กเข้าไปติดต่อขอเล่าเรียนได้โดยทันที ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีสัญชาติไทย แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงไม่สามารถทำได้จริงอย่างที่รัฐได้ว่าไว้ อย่างเช่น ยังมีคนในประเทศเองบางกลุ่มที่ยังคงเห็นว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้สิทธิต่างๆ แก่พวกเขา ทางรัฐไทยจึงแก้ไขปัญหาโดยการให้รหัสชั่วคราวแก่เด็กกลุ่มนี้ เรียกว่า GR CODE หรือ เรียกสั้น ๆ ว่า รหัส G คือ ระบบการกำหนดรหัสให้กับผู้ที่ไม่มีตัวตนในทะเบียนราษฎร เพื่อใช้สำหรับระบุตัวตนเด็กนักเรียนในสถานศึกษา  เพราะรัฐจะสามารถทราบถึงจำนวนเด็กและจัดสรรงบประมาณ เช่น อาหารกลางวัน นม หรืออุปกรณ์การเรียนได้อย่างครบถ้วน  ตัวเลข G ประกอบไปด้วย

เลขหลักที่ 1 G คือ Generate หมายถึงการออกเลขประจำตัว 13 หลักที่ถูกกำหนดขึ้นโดยระบบ DMC (Data Management Center)

เลขหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงรหัสจังหวัด

เลขหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงรหัสอำเภอ 

เลขหลักที่ 6 และ 7 หมายถึงรหัสปีการศึกษา

เลขหลักที่ 8 ถึง 13 หมายถึงเลขลำดับที่ของนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัวคนที่เท่าใดของระบบฐานข้อมูล DMC

ขั้นตอนการขอรับรหัส G มีตั้งแต่การขอเอกสารสูติบัตร ทะเบียนบ้าน หลักฐานทางราชการ หรือแม้ไม่มีเอกสารใดๆ เลย ก็ยังคงสามารถขอรหัส G ได้โดยเป็นไปตามการพิจารณาของทางรัฐไทย ซึ่งเงื่อนไขสำคัญของการรับรหัส G จะต้องอาศัยอยู่ในประเทศเท่านั้น จึงทำให้เด็กกลุ่มที่เดินทางไปกลับระหว่างประเทศ ไม่มีโอกาสได้รับรหัสนี้เพราะมีความซ้ำซ้อนเรื่องของที่อยู่ทั้งฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา 

“เด็ก G บางคน ถ้าพ่อแม่พอพูดภาษาไทยได้ เวลาครูขอเอกสารหลักฐานว่าข้ามมาถูกต้องไหม เด็กอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านไหน ถึงพ่อแม่แรงงานข้ามชาติที่ข้ามมาจะไม่มีเลขบัตรประชาชนแต่ว่า จะต้องมีเลขที่บ้านให้เขา เวลาครูขอเอกสารประกอบการทำเลขตัว G ต้องให้มั่นใจว่าไม่ใช่เด็กที่ข้ามไปข้ามมา ถ้าหากพ่อแม่ไม่รู้ภาษาไทย ฟังไม่รู้เรื่อง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกันอย่างไร ครูขออะไรมาก็ไม่รู้ ไม่มีคนแปลให้ อันนี้เด็กก็เลยไม่ได้รับรหัสตัว G นี่คือมีปัญหาเหมือนกัน’’ เสียงสะท้อนจากบทสัมภาษณ์ของ คุณอนันต์ มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story)

นอกจากนี้รหัส G ยังมีข้อจำกัดคือ สามารถใช้สำหรับแค่เรื่องการศึกษาเท่านั้น มีผลแค่ในโรงเรียน และมีอายุใช้งานเพียงแค่ 6 ปี ไม่ได้รับสิทธิทางด้านสาธารณะสุขต่าง ๆ เช่น หากเกิดอุบัติเหตุนอกโรงเรียนขึ้นผู้ปกครองต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายทางพยาบาลทั้งหมด

“แต่สิทธิที่จะขาดไปคือสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล จะไม่ได้รับสิทธิเหมือนกับเด็กที่มีบัตรประชาชนไทย บางคนก็มีบัตรประกันสังคม บัตรทอง แต่ว่าเด็ก G ไม่มี เขาจะต้องจ่ายค่ารักษาพยายาลเอง ”  — คุณอนันต์ มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story)

 

 เรียนฟรี ที่ไม่ฟรี สารพัดค่าใช้จ่ายที่แอบซ่อนอยู่

แม้รัฐไทยสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรีตามการศึกษาภาคบังคับถึง 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับชั้นมัธยมปีที่สาม แต่บางครอบครัวไม่สามารถที่จะส่งลูกจนจบครบภาคบังคับได้ เลยมีเด็กจำนวนมากที่ต้องออกจากระบบการศึกษา แม้จะมีการศึกษาทางเลือกอย่าง กศน. รองรับ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษานั้นมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แฝงเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ค่ารถ เด็ก G บางคนอยู่ไกลจากสถานศึกษา หรือต้องนั่งรถข้ามฝั่งมายังประเทศไทย บางค่าใช้จ่ายรัฐไม่ได้ช่วยอุดหนุน ผู้ปกครองบางคนมีทัศนคติที่ว่าให้เด็กแค่อ่านออกเขียนได้ เพื่อไม่ถูกเอาเปรียบจากนายจ้างก็พอแล้ว

‘‘เขาจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เป็นค่าธรรมเนียม ที่ไม่น้อยเลยทีเดียว สองสามพันต่อเทอมแล้วมาเรียนหนังสือก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าอาหารอะไรอย่างอื่นอีก พ่อแม่ก็จะไม่เห็นความสำคัญ คือครึ่ง ๆ ครับ คืออย่างแบบถ้าพ่อแม่ทำงานอยู่โรงงานอยู่แล้ว ก็เอาลูกมาเข้าโรงงาน หรือหัวหน้าถามว่ามีลูกชายไหม อายุเท่าไร ถ้าอายุ 16 ปีก็มาทำงานได้แล้ว มันเริ่มจากเล็ก ๆ ตรงนี้จนอายุ 18 ปี เด็กก็บรรจุเข้าเป็นพนักงานทีนี้เขาก็ไม่ได้เรียนเลย’’ — คุณอนันต์ มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story)

ในขณะที่บางคนไม่แม้แต่จะได้เข้าถึงการศึกษาเลย เพราะทัศนคติของพ่อแม่มองว่า คงจะดีกว่าหากลูกมาช่วยกันหาช่องทางทำมาหากิน การศึกษาไม่ได้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา บางครอบครัวพ่อแม่มีลูกค่อนข้างเยอะจึงต้องสลับกันเข้าเรียนระหว่างพี่น้อง 

“ครอบครัวหนึ่งครอบครัวมีลูกเยอะ เยอะสุดมีเด็ก 13 คน ซึ่งเยอะมากนะ คุณภาพชีวิตมันจะแย่ เพราะเรื่องของการกินเด็กมันไม่ได้โตตามวัยของเขา ปกติถ้าเด็กที่สมบูรณ์พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูได้ ได้อาหารครบถ้วนถูกสุขลักษณะทุกอย่างเด็กก็จะโตค่ะ แต่นี่บางทีเด็กอายุ 10 ปี 11 ปียังตัวเล็กอยู่เลย แต่ว่าความเชื่อของผู้ปกครองเขาคิดว่ามีลูกเยอะๆแล้วพอโตมาก็ให้ไปทำงาน เขาก็มีความคิดแบบนี้กัน’ — คุณหนิง Map Foundation

กำแพงของภาษาอุปสรรคสำคัญในการเรียน

กำแพงภาษา คืออุปสรรคสำคัญของเด็ก G ในการเข้าเรียนโรงเรียนไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเข้าใจ อ่านออกและ เขียนได้ เพราะการเรียนการสอน การสื่อสารทั้งกับครูและเพื่อนร่วมชั้นใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีบางโรงเรียนตามตะเข็บชายแดน ที่เด็กส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเรียนจากทางเพื่อนบ้าน จึงสื่อสารกันในห้องเรียนเป็นภาษาต่างประเทศอย่างเดียว เลยทำให้การเรียนรู้ภาษาไทยก็ไปได้ช้าอีก แต่บางโรงเรียนสนับสนุนให้มีการสื่อสารมากถึง 4 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน พม่า และอังกฤษ นอกจากนี้คุณครูกับเด็ก G มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษากัน ไม่ใช่แค่นักเรียนจะได้รับภาษาและวัฒนธรรมจากโรงเรียน แต่ครูเองก็ได้แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมจากเด็กกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน คุณครูโรงเรียนเวียงพานได้บอกกับเราว่า 

‘‘พวกครูยิ่งได้เปรียบ ยิ่งอยู่ตะเข็บชายแดน ทั้งแรงงานพม่า แรงงานจากประเทศจีน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา เขาก็จะนำวัฒนธรรมกับลูกหลานเขามา เราจะได้เรียนรู้จากพวกเขา ซึ่งตรงนี้มันเป็นการแลกเปลี่ยนกันมากกว่าสำหรับในความคิดครูนะ ได้รู้วิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่งมากกว่า’’ 

การขาดความเอาใจใส่ต่อเด็ก G ของภาครัฐ แม้ว่าความจริงแล้วจะมีเด็กกลุ่มนี้แทรกซึมอยู่ทั่วประเทศทุกจังหวัด แต่กลับยังไม่มีหลักสูตรการเรียนที่เหมาะสมรองรับสำหรับพวกเขา ส่งผลให้ตัวเด็กต้องกดดันตัวเอง ปรับตัวไม่ได้ สุดท้ายแล้วเด็กบางคนจึงเลือกที่จะยอมแพ้และไม่อยากเรียนต่อ คุณหนิง MAP Foundation ได้กล่าวว่า

‘‘เวลาเราไปคุยกับคุณครู คุณครูก็บอกว่าเป็นอุปสรรคเหมือนกัน คุณครูก็ต้องฝึกภาษาเมียนมาค่ะ อย่างครูก็สอนว่าถ้าอยากไปเข้าห้องน้ำก็ให้ขออนุญาตเป็นภาษาไทยนะ เพราะครูอยากให้เด็กได้ภาษาไทยในช่วงอนุบาลจนถึง ป.1 เด็กก็จะพยายามพูดภาษาไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นเด็กเมียนมาทั้งหมดก็ทำให้เด็กซ้ำชั้นเพราะไม่ได้ภาษาไทย ก็ต้องซ้ำชั้น ป.1 ไม่งั้นถ้าเรียนไม่ผ่านแล้วขึ้นไป ป.2 มันก็จะเป็นแรงกดดันทำให้เด็กไม่สามารถไปต่อได้ ก็ต้องเรียนให้ได้ก่อนตอนอยู่ชั้น ป.1 แล้วถึงจะขึ้น ป.2’’

หากเด็กกลุ่มG ได้รับโอกาสศึกษาต่อถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้  กำแพงภาษาจะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะพวกเขามีทางเลือกสามารถเลือกใช้ภาษาใดก้ได้ในการทำงานต่อไปในอนาคต

ผลกระทบของ COVID-19 ที่มีต่อการเรียนของเด็ก G 

ผลของโรคระบาด COVID-19 ทำให้หลายธุรกิจปิดตัว และยกเลิกสัญญาลูกจ้าง ทำให้แรงงานข้ามชาติหลายคนตกงาน ขาดรายได้ หากไม่โดนให้ออกก็ถูกลดเงินเดือน รายได้ไม่เพียงพอต่อปากท้องคนในครอบครัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายเลยให้ลูกหลานออกจากโรงเรียนมาช่วยกันทำงาน

การระบาดที่รุนแรงเด็กไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ ส่วนใหญ่ไม่เรียนออนไลน์ ก็เรียนแบบผสมทั้งทางออนไลน์และให้เด็กบางส่วนมาเรียนที่โรงเรียน การเรียนออนไลน์สร้างความลำบากให้ทั้งทางเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้สอน การเรียนออนไลน์จะต้องใช้เทคโนโลยี เช่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และต้องเป็นรุ่นที่ใช้เรียนโปรแกรม Zoom หรือ Google Classroom ได้ บางบ้านมีลูกหลายคนอุปกรณ์การเรียนไม่พอต้องสลับกันเรียนระหว่างพี่น้อง มาตราการปิดกั้นพรมแดนทำให้เด็ก G บางคน ไม่สามารถข้ามฝั่งมาเรียนได้ บางประเทศไม่สามารถใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ อันเนื่องมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศอย่าง เมียนมา ที่มีการสั่งตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำให้นักเรียนจะต้องเดินทางจากบ้าน มายังอำเภอท่าขี้เหล็ก เพื่อรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากประเทศไทยใช้ในการเรียนออนไลน์ 

“เขามาอยู่ใกล้ ๆ ทางชายแดน เขามาอยู่บ้านญาติกัน ตามบ้านคนรู้จัก เขามีญาติพี่น้องอยู่ที่นั้นหมด เพื่อมารับสัญญานอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทย ส่วนใหญ่จะก็จะเป็นฝั่งท่าขี้เหล็กที่เรียนกับเรานะ แต่ทางเชียงตุงก็มีนะแต่ส่วนน้อย” —  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเวียงพาน

สำหรับนักเรียนกลุ่ม G ระดับชั้นเล็ก เช่น ระดับปฐมวัย ยิ่งต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ยังไม่ชินกับภาษาไทย และใช้โทรศัพท์ไม่เป็น ผู้ปกครองต้องคอยดูแลขณะที่เรียน  บางครั้งผู้ปกครองของเด็กบางคนก็ไม่ได้เข้าใจภาษาไทยเหมือนกัน  จึงไม่สามารถที่จะบอกลูกให้ทำตามคำสั่งของคุณครูได้ พ่อแม่เด็ก G บางคนต้องออกไปรับจ้างทำงาน ไม่สามารถอยู่กับลูกในระหว่างเรียนได้ ต้องทิ้งเด็กไว้ที่บ้าน หรือบางคนนำลูกไปทำงานด้วย  เด็กๆ G ตัวน้อยเหล่านี้ก็จะต้องขาดเรียนหรือได้รับความรู้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเก่งไม่แพ้เด็กไทย 

ถ้าเด็ก G มีโอกาสได้เรียนหนังสืออย่างที่ตั้งใจไว้ ข้อได้เปรียบที่เด็ก G มีคือความสามารด้านการสื่อสารหลายภาษา เช่น ภาษาถิ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จากคำสัมภาษณ์หลายคนกล่าวว่า เด็ก G มีความขยัน และอดทน ใฝ่เรียนรู้ บางคนเมื่อจบม. 3 เลือกเรียนต่อสายอาชีพ เช่น การช่าง การตัดเย็บ งานฝีมือ การโรงแรม ซึ่งเป็นทักษะอาชีพสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจไทย และเด็ก G หลายคนที่มีความสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกิจกรรม ทั้งด้านวิชาการ สอบชิงทุน และกีฬา หรือด้านอื่นๆ เมื่อชนะในเขตพื้นที่ของตนไม่สามารถข้ามเขตไปแข่งต่อได้ หรือบางรายประสบความสำเร็จถึงระดับประเทศ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของการเป็นG ทำให้เขาเหล่านั้นไม่สามารถทำตามฝันได้สำเร็จ  คุณครูของโรงเรียนบ้านเวียงพานกล่าวว่า

“ส่วนใหญ่เขาจะเป็นสายอาชีพ แต่เด็กทุกคนของโรงเรียนบ้านเวียงพาน ก็จะมีแนะแนวเพื่อศึกษาต่อไม่ว่าจะเป็นสายสามัญหรือสายอาชีพ คือพ่อแม่ของเด็กให้ได้อย่างเดียวคือการศึกษา อย่างน้อยให้ลูกมีการศึกษา อย่างน้อยจบม.3 หรือม.6 เพื่อไปต่อยอดต่อไป แต่มันก็มีหลายครอบครัวก็มีหลายปัญหา บางครอบครัวพี่ก็จะต้องหยุดเรียน จบม.3 เพื่อมาส่งน้องเรียนต่อ มันก็มีหลายปัจจัยหลายเหตุ แต่ส่วนใหญ่เด็กๆก็จะไปเรียนสายอาชีพครับ”

องค์กรไม่เสวงหาผลกำไรอย่างทาง MAP Foundation เองก็พยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติได้มีความมั่นใจมากขึ้น

“เขาอยากได้สัญชาติไทย เพราะเขาก็สามารถที่จะเลือกได้ ไปไหนก็ได้ ถามว่าเขาอึดอัดไหมเขาก็อึดอัดนะคะเพียงแต่ว่าไม่รู้จะพูดคำว่าอึดอัดออกมายังไงดี เขาเองคิดมาตลอดว่าเด็กพม่าต้องอยู่ที่นี่ ต้องทำอยู่แค่นี้ ต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งเขาจะรู้สึกว่าเขาไม่มีสิทธิ์เท่าเด็กไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามีในหัวอยู่ตลอดเวลา เราก็เลยอยากจะทำกิจกรรมให้เขาออกจากกรอบ ให้ได้เท่าที่เราจะทำได้นะคะ เราก็เลยพยายามที่จะไปสร้างความมั่นใจให้กับเขาในกิจกรรมในพื้นที่ค่ะ”

ความรู้สึก ความหวัง และข้อเรียกร้อง ของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราได้รวบรวมความรู้สึก ความคิดเห็น ของผู้ที่สัมภาษณ์แต่ละคนต่อเด็กกลุ่ม G ดังนี้

คณอนันต์ มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story ) ผู้ที่ทำงานช่วยเหลือเด็ก G มาหลายปี เป็นตัวแทนบอกถึงความรู้สึกของเด็ก G ภายใต้จิตสำนึกที่อยู่ลึก ๆ ภายในของเด็ก แม้เด็กจะไม่ได้เกิดที่ไทย แต่เติบโตมากับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมไทย เด็ก G เลยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนไทย พวกเขาคือคนไทยคนหนึ่ง

‘‘เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนไทยถึงแม้ว่าเขาจะเกิดฝั่งนู้น อยากจะได้สิทธิ พลเมืองไทย ทุกอย่าง อย่างเช่นเลือกตั้ง ทำไมบางคนได้เลือกแต่เขาไม่ได้เลือก เขาก็อยากจะเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็น เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีความคิด อะไรก็ตามคิดว่าเป็นคนไทย ฉันเป็นคนไทย ผมก็มีทีมงานนะน้องเขาเกิดที่เมียนมาแต่ว่าก็มาโตที่ไทย น้องเขาก็เป็นคนไทยอยู่ละ ถึงแม้จะชื่อเมียนมา ความรู้สึกนึกคิดเขาก็เป็นคนไทย เขาก็เกิดและโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นคนไทยแต่ว่าเลือกเกิดไม่ได้แค่นั้นเอง’’ 

เด็กG ก็มีความฝันเหมือนเด็กคนอื่นๆ อยากไปโรงเรียน ได้เรียนหนังสือสูงๆ เพื่อในอนาคตจะได้สบาย แต่เขาไปถึงเป้าหมายไม่ได้ เมื่อยังติดขัดที่เขาเป็นได้แค่เด็ก G  และทำได้แค่รอเวลาที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่

“บางคนก็จะน้อยเนื้อต่ำใจว่าไปเรียนเป็น 10 ปี “จะได้สัญชาติจริงเหรอครู” ถ้าสมมติว่าเขาเรียนจบป.ตรี แล้วเขาจะได้จริงเหรอ เขาก็ยังมีคำถามให้กับเรา เราก็จะต้องพูดให้เป็นเชิงบวกให้กับนักเรียน ให้กำลังใจเขา ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สัญชาติ ค่าของคนอยู่ที่ความคิด” — คุณครูโรงเรียนบ้านเวียงพาน

แต่เพราะเป็นได้แค่เด็ก G เด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จากสิทธิที่ไม่ได้รับ หรือการโดนเลือกปฏิบัติจากคนบางกลุ่มในสังคม เลยมีบางมุมหนึ่งทำให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สถานะตัวเองดีว่า เขาไม่ได้เท่ากับคนอื่น  

“เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนไทยค่ะ เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกแรงงานอยู่ค่ะ อย่างเรื่องวันเด็กนะคะ เด็กเขาไม่อยากไปเข้าร่วมที่เทศบาล เพราะเขาบอกว่าถ้าเป็นเด็กเมียนมาเขาก็จะไม่ให้เต้น ให้แค่ขนมแล้วก็ให้กลับเลย ถ้าได้เต้นบนเวทีก็จะอยู่ท้ายแล้วเด็กไทยก็จะได้เต้นก่อน เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากไปร่วม แล้วทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้มีค่าอะไรเลย น้อยหน้า แม้แต่คนในชุมชนเองในช่วงสถานการณ์โควิดถ้าเป็นคนพม่าเขาจะระวังเป็นพิเศษเลย ถ้าเป็นร้านค้าของชำคนไทยก็ยังเข้าได้อยู่แต่ถ้าเป็นคนเมียนมาก็จะให้ฉีดแอลกอฮอล์แล้วก็อยู่ด้านนอกรอ” — คุณหนิง MAP Foundation

มันคงจะดีถ้าพวกเขามีตัวตนในสังคม มีสถานะอย่างถูกต้องในประเทศ ได้แสดงศักยภาพที่เขามีได้อย่างเต็มที่  ได้ไปถึงฝั่งฝันในอนาคตที่พวกเขาวาดฝันเอาไว้

“กลุ่มที่ไม่มีบัตรประชาชน ทั้ง ๆ ที่เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ฉันไม่มีมีเลขบัตรประชาชน แล้วก็สวัสดิการรักษาพยาบาลก็พ่อแม่ต้องออกเอง ไม่มีของรัฐบาลให้ แต่ว่าเหยียดเรื่องภาษาไหม ก็ไม่มี รู้สึกว่าการเหยียดแบบนั้นในสังคมไทยมันด้อยลงไปละ เรา open มากขึ้น เพื่อนฉันเป็นเมียนมาแล้วไงหล่ะ แทบจะไม่มีแล้ว แต่เด็กจะรู้สึกว่าทำไมฉันก็เรียนดีแต่ฉันไม่ได้ไปต่อหรือฉันได้แค่นี้ ไม่ได้ไปต่อหมายถึงไม่ไปให้สุดถึงปริญญาโท รู้สึกว่าเด็กด้อย เด็กขาดสิทธิ์” — คุณอนันต์ มูลนิธิวัฒนเสรี (The Freedom Story)

เพราะการเป็นเด็กเป็นได้แค่ครั้งเดียว เด็กในวันนี้ก็จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า การสนับสนุนให้กลุ่มเด็กเปราะบาง ได้เลือกทางเดินชีวิตที่มีคุณค่าของพวกเขาตั้งแต่ตอนนี้ นอกจากจะช่วยให้เด็กได้มีอนาคตที่ดีแล้ว สังคมก็จะดีขึ้นด้วย ในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาว คงจะดีกว่าหากเราสนับสนุนให้เด็กกลุ่ม G ได้มีสัญชาติไทย  ได้รับการศึกษา และสวัสดิการจากรัฐ  เพราะเด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตไป พวกเขาจะกลายเป็นคนขับเคลื่อนประเทศทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ให้เดินหน้าต่อไปได้ และเด็กเหล่านี้มีความเก่งไม่แพ้เด็กไทยในด้านทางวิชาการ ด้านภาษา รัฐไทยจึงไม่ควรทอดทิ้งพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นอย่างน้อยในฐานะมนุษย์ที่พึงจะมีสิทธิเท่าเทียมกันได้

อ้างอิง 

ศาสตรา บุญวิจิตร. (2563). เด็ก G กับ 10 ปีกองทุนคืนสิทธิ. เสียงชนเผ่า, ปีที่ 11(ฉบับที่ 12),  8-11. 

มติชนสุดสัปดาห์ .(18 พฤศจิกายน 2564). เด็ก G นักเรียนไร้สัญชาติ กับความหวังสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ , 17 ตุลาคม 2564 จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_32573 

ผลงาน ““จะได้สัญชาติจริงเหรอครู” ความสิ้นหวังที่ซ่อนในคำถามของเด็ก G จัดทำโดยผู้เข้าร่วมโครงการอบรม ‘USAID Thailand Counter Trafficking in Persons Project (CTIP): ข้างในคนนอก Media Training Program by workpointTODAY’ สมาชิกประกอบด้วย

อติกานต์ วรรณโอภาส
ดารณี เกิดนาค

ภายใต้การสนับสนุนขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) จัดโดยองค์การ Winrock International ร่วมกับ Love Frankie และ workpointTODAY เป็นโอกาสใหม่ของคนอยากเรียนรู้งานสื่อ ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจของนักเรียน-ผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ต่อประเด็นแรงงานข้ามชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...