โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอดูวิชาการส่องอนาคต 2033 (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 02.23 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 02.23 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

หมอดูวิชาการส่องอนาคต 2033 (จบ)

คณะกรรมการแอตแลนติก (The Atlantic Council) อันเป็นสถาบันคลังสมองอเมริกันชั้นนำด้านการระหว่างประเทศและความมั่นคง ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และเล็งการณ์ล่วงหน้า 167 คนจาก 30 ประเทศทั่วโลกออกมาว่าพวกเขาเล็งเห็นแนวโน้มการเมืองโลกอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้าคือ ค.ศ.2033 รวม 10 ประการ (https://www.atlanticcouncil.org/content-series/atlantic-council-strategy-paper-series/2023-global-foresight-survey/)

ต่อจากแนวโน้มข้อ 8) ประชาธิปไตย vs. อัตตาธิปไตย คือ…

9) ทศวรรษอันตรายของประชาธิปไตย

ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกกำลังย่างเข้าสู่ทศวรรษอันตรายที่ต้องประชันขันแข่งกับพลังชาตินิยม-ประชานิยม รวมทั้งการท้าทายประดามีที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่วิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็ว

ดังที่ปรากฏว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คาดว่าการเคลื่อนไหวชาตินิยมหรือไม่ก็ประชานิยมจะเป็นขบวนการทางสังคมที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูงสุดทั่วโลกในรอบทศวรรษหน้า

ขณะที่ผู้ตอบเพียง 5% คาดว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตย ส่วนผู้ตอบหนึ่งในสามเลือกการเคลื่อนไหวเรื่องอื่นที่มักเกี่ยวพันกับสังคมประชาธิปไตยได้แก่การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นเกี่ยวกับเยาวชน และสิทธิสตรี

แม้ว่าพวกนักชาตินิยม-ประชานิยมจะไม่สนับสนุนระบบการเมืองอัตตาธิปไตยมากกว่าประชาธิปไตยเสมอไป แต่คำตอบที่ได้จากผู้ตอบแบบสอบถามบ่งชี้ความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งที่พอกพูนขึ้นของพลังชาตินิยม-ประชานิยมกับแรงกดดันของมวลชนที่ใหญ่หลวงขึ้นไปสู่ระบอบอัตตาธิปไตย

บรรดาประเทศประชาธิปไตยยังต้องเผชิญกับแนวโน้มด้านสื่อสารมวลชนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจกลายเป็นภยันตรายได้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในภาคธุรกิจเทคโนโลยี

ตั้งแต่ความพยายามของภาครัฐที่จะออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ มากำกับควบคุมมัน (เช่น รัฐบาลอเมริกันสั่งแบนแอพพ์ TikTok ในโทรศัพท์มือถือของทางราชการ) ความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับบริษัทโซเชียลมีเดียบางแห่ง (เช่น Twitter@Elon Musk)

ไปจนถึงการที่แพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าไปข้องเกี่ยวอีนุงตุงนังกับการแยกขั้วทางการเมืองที่กว้างออกไป (เช่น Facebook & อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์)

ปรากฏว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่ง (53%) ทำนายว่าโซเชียลมีเดียจะส่งผลลัพธ์เบ็ดเสร็จเชิงลบต่อประชาธิปไตยเมื่อถึงปี 2033 ส่วนผู้ตอบที่เห็นว่ามันจะส่งผลเบ็ดเสร็จเชิงบวกมีแค่ 15% ซึ่งนับว่าเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากยุคการเคลื่อนไหวอาหรับสปริงที่มติมหาชนมองโซเชียลมีเดียเป็นพลังเสริมสร้างประชาธิปไตย

งานวิชาการที่สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองนี้มีอาทิ Zeynep Tufekci แห่ง University of North Carolina เรื่อง Twitter and Tear Gas : The Power and Fragility of Networked Protest, 2017. จากประสบการณ์อาหรับสปริงและตุรกี เทียบกับ Aim Sinpeng แห่ง University of Sydney เรื่อง Opposing Democracy in the Digital Age : The Yellow Shirts in Thailand, 2021. จากประสบการณ์ พันธมิตรฯ เสื้อเหลืองในไทย

ข้อค้นพบน่าสนใจอีกอย่างได้แก่ระดับความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีปรับป่วนกระบวน (disruptive technologies) บางอย่าง โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ควอนตัมเชิงพาณิชย์, รถยนต์ขับเคลื่อนเอง ระดับ 5 และ AI แสนรู้เสมือนมนุษย์ ในทั้งสามกรณี ผู้ตอบส่วนใหญ่ (ระหว่าง 57-68%) เห็นพ้องต้องกัน ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือมีวางจำหน่ายในตลาดได้ในปี 2033

ทว่า แม้เทคโนโลยีเหล่านี้น่าจะนำประโยชน์สุขมหาศาลมาให้มนุษยชาติ แต่มันก็ท้าทายต่ออนาคตของการงาน รายได้ สาธารณสุข ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงแห่งชาติ การบริหารปกครองประชาธิปไตย ฯลฯ ด้วย ประเทศประชาธิปไตยจะต้องหาทางจัดวางและหยั่งยึดการพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่ว่าไปใช้ให้อยู่ในกรอบบรรทัดฐานและคุณค่าประชาธิปไตย โดยผ่านการออกกฎเกณฑ์และมาตรฐานกำกับควบคุมอันเหมาะสมซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่างประเทศด้วย

สรุปได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามเสนอภาพรวมของประชาธิปไตยทั่วโลกในทศวรรษหน้าไว้สองแบบ กล่าวคือ :

1. ประชาธิปไตยเสื่อมถอยลงทั่วโลก โดยถูกบ่อนเบียนด้วยลัทธิชาตินิยม ประชานิยมและโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นอัตตาธิปไตยมากขึ้นยิ่งทำให้แนวโน้มนี้หยั่งลึกลงไป

2. ประชาธิปไตยกระเตื้องเฟื่องฟูขึ้นทั่วโลก โดยได้แรงผลักดันหนุนส่งจากสหรัฐอเมริกาที่ชูธงประชาธิปไตย รวมทั้งขบวนการทางสังคมและแพลตฟอร์มสื่อสารมวลชนทั้งหลายซึ่งยึดคุณค่าประชาธิปไตย

10) แบบแผนโครงสร้างความมั่นคงระดับโลก

สงครามรัสเซียรุกรานยูเครนได้เผยให้เห็นสมรรถภาพและข้อจำกัดของเหล่าสถาบันที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ

แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่าโลกจะเผชิญกับการท้าทายความมั่นคงของมนุษย์สำคัญๆ หลายประการในช่วงทศวรรษหน้า ตั้งแต่ความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน ความเปราะบางของรัฐรัสเซีย ไปจนถึงโรคระบาดทั่วและวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติม

แต่กระนั้น พวกเขาก็คาดหมายว่าสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลกดังที่เป็นอยู่น่าจะยังคงเดิมเป็นส่วนใหญ่

อาทิ ผู้ตอบ 82% เชื่อว่าสิบปีข้างหน้าองค์การนาโตก็จะยังคงเป็นพันธมิตรในบรรดาประเทศของทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปบนพื้นฐานหลักประกันความมั่นคงแก่กันและกันเหมือนเดิม

ในทำนองเดียวกัน ผู้ตอบ 64% คาดว่าจนถึงปี 2033 ก็จะยังไม่มีการเพิ่มเติมประเทศใดให้เข้าเป็นสมาชิกถาวรใหม่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ทั้งนี้เพราะแรงเฉื่อยของสถาบันดังที่เป็นอยู่ ความหวงอำนาจของประเทศสมาชิกถาวรแต่เดิม รวมทั้งความสลับซับซ้อนของกระบวนการเพิ่มที่มีหลายประเทศจากนานาภูมิภาคแย่งคิวกันด้วย ไม่ว่าอินเดีย (เอเชียใต้) ญี่ปุ่น (เอเชียตะวันออก) บราซิล (ละตินอเมริกา) ไนจีเรียหรือแอฟริกาใต้ (แอฟริกา) เยอรมนี (ยุโรป)

ผู้ตอบส่วนหนึ่งมองว่าการคงเดิมขององค์การความมั่นคงระดับโลกเหล่านี้สะท้อนความอ่อนแอของมัน

ขณะที่ผู้ตอบบางรายมองว่าสภาพจริงของปัญหาความมั่นคงระดับโลกในอนาคตจะเรียกร้องให้องค์การเหล่านี้เปลี่ยนขยายบทบาทหน้าที่ไปครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น เช่น นาโตอาจขยายไปรวมการประกันความมั่นคงในเอเชียด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...