โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คิกออฟ เจรจา FTA ไทย-อียู คู่แข่งนำหน้า-อังกฤษไม่อยู่ในตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.พ. 2566 เวลา 15.18 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2566 เวลา 00.00 น.

การประกาศคิกออฟการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรปของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ในทางการเมืองถือเป็นการเดินหมากเชิงรุกของพรรคประชาธิปัตย์ ทว่าการเจรจา FTA ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

แต่เป็นผลต่อเนื่องมาจากกระบวนการที่ประเทศไทยปรับเปลี่ยนสถานะจากรัฐบาลที่มาจากการกระทำรัฐประหารมาสู่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ส่งผลให้สหภาพยุโรปยอม “ปลดล็อก” เงื่อนไขที่จะไม่เจรจากับรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารลง และเข้าสู่กระบวนการที่จะหวนกลับมาเจรจาการค้ากันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ล่าสุด ครม.ได้มีมติ “เห็นชอบ” การเข้าร่วมเจรจาจัดทำความตกลง FTA ตาม “ร่างกรอบเจรจา” โดยใช้หลักการเดียวกับการยกร่างกรอบการเจรจา FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association หรือ EFTA) และใช้หลักการเดียวกันกับกรอบเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดาในหัวข้อเกี่ยวกับการคุ้มครองการลงทุน รัฐวิสาหกิจและความโปร่งใส

โดยกรอบการเจรจาจะครอบคลุม 20 หัวข้อ มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ที่ให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ โดยคำนึงถึงความพร้อมระดับการพัฒนา ภูมิคุ้มกันประเทศ การมุ่งเป้าหมายการพัฒนา (SDG) เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน การลดอุปสรรคทางการค้า การอำนวยประโยชน์ความสะดวกทางการค้าและการลงทุน การรักษาสิทธิของรัฐ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาตรฐานสากลและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

ผลศึกษา IFD ปี 2563

ก่อนที่ประเทศไทยจะเปิดการเจรจากับสหภาพยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ศึกษาด้วยการว่าจ้างสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ศึกษาประโยชน์และผลกระทบของการจัดทำ FTA ไทย-สหภาพยุโรป สรุปผลการศึกษาในเดือนกันยายน 2563 พบว่า จากการวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์บนสมมุติฐานการลดภาษีศุลกากรทุกสินค้าทั้งของไทยและสหภาพยุโรป

การจัดทำ FTA ฉบับนี้จะทำให้ GDP ของไทยขยายตัวร้อยละ 1.28 สวัสดิการสังคมของไทยเพิ่มขึ้น 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.83 การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.81 รวมไปถึงการกระจายรายได้ในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นด้วย

โดยกลุ่มสินค้าไทยที่จะได้ประโยชน์ ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอาหาร, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ, เคมีภัณฑ์, พลาสติก ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนในสหภาพยุโรปมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ค้าปลีก, เกษตรและอาหาร ทั้งยังสามารถดึงดูดนักลงทุนจากสหภาพยุโรปมาในประเทศไทยมากขึ้น อาทิ การขนส่งทางทะเล, การเงินการประกันภัย, ธุรกิจพลังงานสะอาด, การศึกษา และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ส่วนปัญหาที่ต้องติดตามคงหนีไม่พ้นประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการคุ้มครองพันธุ์พืช UPOV1991 มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ที่ประเทศไทยต้องคิดรอบคอบรอบด้าน

จับตาคู่แข่งเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางอัตราศุลกากร (GSP) จะส่งผลทำให้สินค้าส่งออกสำคัญ ๆ กว่า 42 รายการ มียอดส่งออกไปสหภาพยุโรปวูบหายไปทันที อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไก่ หมู และเครื่องใน, ผลิตภัณฑ์อาหาร, สินค้าแปรรูปจากปลา, ผักผลไม้, ผลิตภัณฑ์จากแป้ง, เคมีภัณฑ์, ยางและพลาสติก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งมีมูลค่านำเข้าสินค้าไทยในกลุ่มนี้อย่างมี “นัย” สำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยมาก

นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะ “เสียเปรียบ” คู่แข่งทางการค้าอย่าง “เวียดนาม” ทันที เนื่องจากเวียดนามได้ทำความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปหรือ EVFTA และเริ่มลดภาษีระหว่างกันเป็น 0 ในจำนวนสินค้ามากกว่า 82.5% ขณะที่โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยและเวียดนามนั้น “คล้ายคลึงกันมาก”

อีกทั้งเวียดนามยังได้เปรียบจากต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ที่ถูกกว่าประเทศไทยมาก และยังได้รับ GSP ต่อเนื่องไปอีก ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่า การค้าระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้น ๆ ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปลดลง ๆ (ตามกราฟิก) หากคิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 10.94% ต่อปี ส่วนไทยขยายตัวเพียง 1.45% ต่อปี

เวียดนามยังคาดการณ์ว่า EVFTA จะทำให้มูลค่าการส่งออกเวียดนามไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 4-6% มูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับการไม่มี EVFTA และที่สำคัญก็คือ มูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2571 อีกทั้งเวียดนามยังได้ประหยัดภาษีนำเข้าที่ต้องจ่ายให้สหภาพยุโรปอีก 14,022 ล้านบาท

สำหรับสินค้าไทยที่จะเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบสินค้าเวียดนามรุนแรงที่สุดก็คือ อุตฯยานยนต์และชิ้นส่วน ลดลง 3,683.9 ล้านบาท, การค้า (ครอบคลุมค้าปลีก-ค้าส่ง-โรงแรม-ภัตตาคาร-การซ่อมยานยนต์-การขายปลีกน้ำมัน) 1,235.6 ล้านบาท, เครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น 1,223.2 ล้านบาท, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 927.2 ล้านบาท, เครื่องแต่งกาย 492.3 ล้านบาท, ผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ 461.9 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์โลหะ 436.4 ล้านบาท

เวลาเปลี่ยนโจทย์เปลี่ยน

แต่ทว่าการหวนกลับมาเริ่มต้นเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป หลังจากที่ทิ้งช่วงไปนาน 7-8 ปี จะเริ่มต้นภายใต้สถานการณ์เปลี่ยนที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ประการแรก ตลาดสหภาพยุโรปได้เปลี่ยนไปแล้ว จากปี 2563 มีสมาชิก 28 ประเทศ ปัจจุบันเหลือ 27 ประเทศ หลังจากสหราชอาณาจักร (UK) ได้ทำการ Brexit ออกจากสหภาพยุโรปไปแล้ว ในขณะที่สหราชอาณาจักร ในทางการค้ามีความสำคัญต่อประเทศไทยไม่ใช่น้อย

จากข้อมูลการศึกษาปี 2561 ระบุว่า อียูมีมูลค่า GDP ถึง 18.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยในจำนวนนี้มี 3 ประเทศสมาชิกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ได้แก่ 1) เยอรมนี มูลค่า 3.99 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 2) UK 2.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 3) ฝรั่งเศส 2.72 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น หากดูมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยปี 2561 จะพบว่า สหภาพยุโรปนำเข้าสินค้าจากไทย 29,509 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมี UK เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ซื้อสินค้าจากไทยมากที่สุด ประกอบกับการลงทุนในไทยก็เช่นกัน ที่มีมูลค่า 35,529 ล้านเหรียญ ก็มี UK มาเป็นอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ที่ลอนดอน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กรุยทางไปสู่การเปิดเจรจา FTA ไทย-UK อีกฉบับ ดังนั้นการเปิดเจรจา FTA พร้อมกัน 2 ฉบับ (FTA ไทย-สหภาพยุโรป กับ FTA ไทย-UK) หากมองในแง่บวกถือว่ามีโอกาสต่อรอง

แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า ไทยกำลังเปิดการเจรจา FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) อีก 1 ฉบับ สมาชิก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย, คาซัคสถาน, เบลารุส, อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน ไปในเดือนมิถุนายน 2565

ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวที่เปิดการเจรจา FTA ที่เกี่ยวเนื่องกันถึง 3 กรอบพร้อม ๆ กัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...