ผู้ค้าเร่งรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เหลืออัตราเดียว
ผู้ค้ายาสูบ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ภาษี 2 เทียร์ รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ก็ลดลงเรื่อยๆ โดยเก็บได้ลดลงถึง 16% ในช่วงเวลาปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2566 และสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 เก็บภาษีบุหรี่ได้ลดลงอีก 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุก็เพราะ (1) โครงสร้างภาษีแบบ 2 เทียร์ ประกอบกับ (2) การขึ้นภาษีอย่างก้าวกระโดดจนเกินจุด Optimum ผลักให้ผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตมากขึ้น จนปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงเรื่อยๆ อีกทั้งยังจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ราคาแพงที่เสียภาษีเทียร์บน มาสูบบุหรี่ราคาถูกที่เสียภาษีเทียร์ล่างที่มีภาระภาษีต่อซองต่ำกว่าบุหรี่เทียร์บน ทำให้รายได้ภาษีลดลงอย่างหนัก
ผู้ค้ายาสูบ ระบุว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ต้องเป็นอัตราเดียว เพราะปัจจุบันปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงเรื่อยๆ ขณะที่บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายใต้โครงสร้างภาษี 2 เทียร์ จากข้อมูลทางการตลาดล่าสุดพบว่าผู้ประกอบการยังคงหันมาเน้นแข่งขันกันในเทียร์ล่าง (95% ของยอดขายทั้งหมด) มากขึ้นอีก และผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อบุหรี่ถูกกฎหมายเทียร์ล่างกันมากขึ้น โดยมีการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ ในเทียร์ล่างในช่วงรอบปี 2566 หลายรุ่นด้วยกัน สะท้อนว่ามีการ Downtrade ลงไปที่เทียร์ล่างเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้สถานการณ์รายได้ภาษี และผลประกอบการของ ยสท. จะลดลงเรื่อยๆ ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้เร็วที่สุดคือการปรับโครงสร้างภาษีให้เหลืออัตราเดียว เพราะขณะที่ปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงจากบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ทางเดียวที่ผู้ประกอบการจะอยู่รอดได้ในปัจจุบันคือการเพิ่มรายได้หรือกำไรต่อซอง ภาษีอัตราเดียวจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาระภาษีตัวบนที่ลดลง ในขณะที่รัฐจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราภาษีของบุหรี่ในเทียร์ล่างเล็กน้อย
สำหรับแนวทางการปรับภาษีเป็นอัตราเดียวที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพสามิตให้แนวทางไว้ล่าสุดว่าต้องพิจารณา 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่กันมากขึ้น เช่น บุหรี่ไฟฟ้า (2) ผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ (3) ผลกระทบต่อรายได้ภาษี (4) ความเป็นธรรมและเป็นสากล และ (5) ผลกระทบต่อสาธารณสุข ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้ง 5 ด้านแล้ว ตัวอย่างของอัตราเดียวที่เหมาะสม ได้แก่ 1.3 บาทต่อมวน (เพิ่ม 0.05 บาทต่อมวน) + 25% (อัตราเดิม) โดย
(1) ด้านการเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่ – อัตราเดียวดังกล่าวจะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ต้องขึ้นราคาในช่วง 0-2 บาทต่อซองเท่านั้น (แล้วแต่ยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละผู้ประกอบการ) ซึ่งคาดว่าจะไม่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าทดแทนบุหรี่มากขึ้น ไม่กระทบกับปริมาณขายบุหรี่ในภาพรวม
(2) ด้านผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ – อัตราเดียวดังกล่าวจะไม่กระทบกับปริมาณยอดขายบุหรี่ในภาพรวม และยังจะช่วยให้ ยสท. มีกำไรมากขึ้นหากคงราคาบุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์ กรุงทอง สายฝน สามิต ไว้ที่ซองละ 105 บาท ทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น สามารถสนับสนุนทางการเงินให้ชาวไร่ยาสูบได้ต่อไป
(3) ด้านผลกระทบต่อรายได้ภาษี – อัตราเดียวดังกล่าวจะช่วยรักษารายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบ หรือช่วยให้เพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย เพราะไม่กระทบกับยอดขายบุหรี่ในภาพรวม และบุหรี่ส่วนใหญ่ (95%) จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นซองละ 1 บาท
(4) ด้านความเป็นธรรมและเป็นสากล – อัตราเดียวดังกล่าวมีความเป็นธรรมเพราะบุหรี่ทุกยี่ห้อมีอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน จึงต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน สอดคล้องกับแนวทางสากลและคำแนะนำของ WHO และ World Bank โดยปัจจุบันมีมากกว่า 147 ประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษีอัตราเดียว
(5) ด้านผลกระทบต่อสาธารณสุข – อัตราเดียวกับกล่าวจะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ (95%) เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยซองละ 1 บาท ไม่ทำให้ราคาบุหรี่ถูกลง ดีต่อต่อสาธารณสุข
ทั้งนี้ ถ้าปรับเป็นอัตราเดียวแล้ว ไม่กระทบทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นผลจากระดับภาษีที่สูงเกินไป ทำให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังซื้อไปมาก โดยบุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่การขึ้นภาษีอย่างก้าวกระโดดเมื่อ ก.ย. 2560 ตามมาด้วยการขึ้นภาษีอีกครั้งเมื่อ ต.ค. 2564 ที่ทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายที่ขายดีที่สุดต้องขึ้นราคา 18% และ 17% ตามลำดับ จนทำให้บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ก่อนปี 2560 เป็น 22.6% ในปี 2566 หากต้องการลดปัญหาบุหรี่เถื่อน วิธีที่ตรงจุดก็คือ “ลดภาษี” แต่ก็เป็นไปได้ยากที่กระทรวงสาธารณสุขจะยอมรับได้ เพราะจะทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาถูกลง
ดังนั้น ในเมื่อไม่สามารถลดภาษีได้ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือช่วยให้ ยสท. และ และผู้ประกอบการบุหรี่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาบุหรี่เถื่อน มีกำไรเพิ่มขึ้นได้บ้าง ด้วยโครงสร้างภาษีอัตราเดียวในระดับที่เหมาะสม เช่น 1.3 บาทต่อมวน + 25% ที่จะทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ขึ้นราคาในช่วง 0-2 บาทต่อซองเท่านั้น ในภาพรวมแล้วจึงคาดว่าจะไม่ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง ก.ย. - ต.ค. 2566 ที่ ยสท. ขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างจาก 66 บาทเป็น 70 บาท และผู้นำเข้าขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างจาก 70 บาทเป็น 72 บาท พบว่าสัดส่วนบุหรี่เถื่อนอยู่ที่ 22% ซึ่งถือว่าทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565
ทั้งนี้ผุ้ค้ายาสูบ เชื่อว่า .ถ้าปรับภาษีเป็นอัตราเดียวแล้วจะช่วย ยสท. และชาวไร่ยาสูบ เพราะภาษีเทียร์เดียวที่ 1.3 บาท + 25% จะช่วยให้ ยสท. มีกำไรเพิ่มขึ้น สามารถที่จะเพิ่มราคารับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบได้ในปีต่อๆ ไป โดยไม่กระทบกับปริมาณยอดขายและผลประกอบการ โดยกำไรจะเพิ่มจาก
(1) หาก ยสท. ยังคงราคาบุหรี่เทียร์บนในปัจจุบัน (กรองทิพย์ กรุงทอง สายฝน สามิต ราคา 105 บาท) เมื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเป็นเทียร์เดียว ยสท. จะได้กำไรต่อซองจากบุหรี่เทียร์บนในปัจจุบันเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติราว 18 บาทต่อซอง และอาจมีกำไรเพิ่มขึ้น 5 ร้อยล้านบาท
(2) กำไรที่เพิ่มขึ้นจากบุหรี่เทียร์บนปัจจุบัน สามารถ subsidize บุหรี่เทียร์ล่างซึ่งเป็นตลาดหลักได้โดย ยสท. อาจปรับขึ้นราคาบุหรี่เทียร์ล่างปัจจุบันเพียง 0-2 บาท (แล้วแต่รุ่น) เพื่อให้แข่งขันกับผู้นำเข้าได้ดีขึ้นโดยไม่กระทบกับยอดขาย ทั้งนี้สัดส่วนภาระภาษี (total tax incidence) ของบุหรี่เทียร์ล่าง ยสท. จะคงอยู่ที่ราว 79% ของราคาขายปลีกเช่นในปัจจุบัน ทำให้ในภาพรวม ยสท. ย่อมจะมีกำไรเพิ่มขึ้น
(3) นอกจากนี้ ยสท. ยังสามารถออกสินค้ารุ่นใหม่ในช่วงราคาที่ 73 – 104 บาท ที่ปัจจุบันไม่มีขายในตลาดบุหรี่เนื่องจากโครงสร้างภาษี 2 อัตรา ซึ่งเป็นช่วงราคาที่กว้างสามารถตั้งราคาให้หลากหลายและแตกต่างจากบุหรี่นำเข้าได้ สินค้ารุ่นใหม่ในช่วงราคานี้จะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรได้ เพราะบุหรี่ในช่วงราคาดังกล่าวจะมีภาระภาษีต่อซองที่ไม่สูงเท่าปัจจุบัน โดยในอดีต ยสท. เคยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 53% ของบุหรี่ในช่วงราคาดังกล่าว โดยสินค้าหลักคือ ยี่ห้อกรองทิพย์90
นอกจากนี้ การใช้ภาษีอัตราเดียว จะช่วยลดปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และดึงยอดขายบุหรี่คืนมาจากบุหรี่ไฟฟ้าได้ เพราะปัญหาการเปลี่ยนจากบุหรี่ถูกกฎหมายไปใช้สินค้าทดแทน ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นผลจากระดับภาษีที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับกำลังซื้อ ไม่ใช่ผลของโครงสร้างภาษี ดังนั้น การใช้โครงสร้างเทียร์เดียวย่อมไม่อาจช่วยลดบุหรี่ไฟฟ้าได้ แต่การใช้โครงสร้างภาษีเทียร์เดียวในอัตราที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาบุหรี่ในระดับที่เหมาะกับกำลังซื้อปัจจุบัน ไม่ให้สูงเกินไปจนผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้ามีความคุ้มค่า (value for money) มากกว่า (บุหรี่ไฟฟ้า 1 พอด มีราคา 100-200 บาท แต่ใช้ได้นานเกือบเดือน บุหรี่มวน 1 ซองราคา 70 บาท สูบได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์)