เปิดรายละเอียด “กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง” ขายรายย่อย 16-20 ก.ย. คาดเริ่มทยอยลงทุน 1 ต.ค. เข้าเทรด 7 ต.ค.67
เปิดรายละเอียด "กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง" ผลตอบแทน 3-9% ต่อปี ระยะเวลา 10 ปี ราคา 10 บาท/หน่วย ขายรายย่อย 16-20 ก.ย. ประกาศผลจัดสรร 25 ก.ย. คาดเริ่มทยอยลงทุน 1 ต.ค. เข้าเทรด 7 ต.ค.
วันที่ 9 กันยายน 2567 นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในการแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูล "กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง" ประกาศผลอัตราผลตอบแทนและรายละเอียดการเสนอขายหน่วยลงทุนประเภท ก. พร้อมเปิดให้ผู้ลงทุนทั่วไปจองซื้อ เพิ่มทางเลือกการออมและการลงทุนว่า
วัตถุประสงค์หลักของกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง คือ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นหลัก โดยโครงสร้างของกองทุนเป็นลักษณะกองประเภทยืดหยุ่น สามารถลงทุนในหุ้นหรืแตราสารหนี้ก็ได้ตามจังหวะของตลาด ขณะที่ลักษณธของการบริหารมีทั้งเชิงรุกและเชิงรับ (Active & Passive Investment)
ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นกองทุนที่เน้นเชิงรุกอยู่แล้ว เฉพาะตลาดที่มีความผันผวนก็จะเข้าสู่หมวดเชิงรับ ด้วยความที่เป็นกองทุนระยะยาวยาว จึงจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี และตลาดจำเป็นต้องมีเรื่องของการกำกับดูแลที่ดี และต้องการเห็นกองทุนนี้ตอบโจทย์ระยะยาว เพราะต้องลงทุนถึง 10 ปี ดังนั้นจึงต้องเลือกบริษัทที่ยั่งยืนและมั่นคงพอสมควร
ตัวอย่างที่คาดว่าจะลงทุน โดยนโยบายแล้ว หากลงทุนใน SET100 จะใช้นโยบายที่มี ESG Rating ของตลาดหลักทรัพยฯในการคำนวณ เป็นต้น หากเป็นหุ้นที่อยู่นอก SET100 จะใช้เกณฑ์บริษัทที่มี ESG Scoring ระดับ AA ขึ้นไป
และเมื่อตลาดเกิดผันผวน เราสามารถถือหลักทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้น นอกจากนี้สามารถลงทุนในกองทุนประเภทอื่น เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องมีสภาพคล่องพอสมควร
นายวราห์ สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด กล่าวว่า หน่วยลงทุนหน่วยละ 10 บาท จ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำต่อปีที่ 3% หรือ 0.30 บาทต่อหน่วย หมายความหากกองทุนมีผลประกอบการเกิน 3% อยู่ที่ 4%, 5% หรือ 6% ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทน 4%, 5% และ 6% ตามผลประกอบการ แต่หากผลประกอบการเกิน 9% จ่ายผลตอบแทนขั้นสูงต่อปีที่ 9% หมายความผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 0.30-0.90 บาทต่อหน่วย โดยนับระยเวลาจำนวนปีตามปีปฏิทิน
โดยกองทุนวายุภักษ์เดิม 3.5 แสนล้านบาท และเสนอขายให้กับประชาชนอีก 1.5 แสนล้านบาท รวมทั้งหมดมูลค่า 5 แสนล้านบาท โดยจะใช้ Average Ratio ในการควบคุม ซึ่งจากมูลค่า 5 แสนล้านบาท นำมาคุ้มครอง 1.5 แสนล้านบาท หมายความผลตอบแทนและเงินต้น 1.5 แสนล้านบาทจะได้ก่อน
ในการบริหารจัดการกองทุนนั้น จะมีกฎเกณฑ์และความสามารถของผู้จัดการกองทุน หากตลาดไม่ดี จะถือสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อย เช่น พันธบัตรรัฐบาล มากขึ้น หากมูลค่าจาก 5 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 3 แสนล้านบาท หรือ 2 เท่าเมื่อใด จะต้องกำสินทรัพย์สภาพคล่องให้พอที่จะจ่ายปันผลได้ราว 2 ปี
และถ้า Ratio กลายเป็น 1.5 เท่า เหลือมูลค่า 2.25 แสนล้านบาท จะต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องเทียบเท่ากับเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อความปลอดภัยอาจพิจารณาคืนเงินให้กับผู้ลงทุนทุกคนหากสภาพไม่ดี
"ดังนั้นจะมีกลไกต่างๆ ในการคุ้มครองหน่วย ก. ไว้อย่างเข้มงวดและเหลือเฟือ เนื่องจากเริ่มที่มูลค่า 5 แสนล้านบาท ต่อ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเกิน 3 เท่า"
ทั้งนี้การจ่ายปันผลจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง คือ กลางปี และปลายปี โดยผลตอบแทนจะเป็นอัตราคงที่ ยกตัวอย่างเช่น
- กองทุนให้ผลตอบแทนที่ +5% ในช่วงกล่างปีจะจ่าย 1.5% หรือครึ่งหนึ่งของ 3% และจนถึงปลายปีกองทุนได้ผลตอบแทนที่ 5% ช่วงปลายปีจะจ่ายเพิ่มอีก 3.5%
- หากในปีถัดมาผลตอบแทนกองทุน -10% จะจ่ายปันผลกลางปีที่ 1.5% และปลายปี 1.5% รวมเป็น 3%
- หากปีที่ 3 ผลตอบแทนกองทุนอยู่ที่ +10% จะจ่ายปันผลกลางปี 1.5% และปลายปีที่ 7.5%
กองทุนนี้เป็นกองทุนเปิด โดยจะเปิดปีที่ 10 ก่อนจะถึงระยะเวลา 10 ปี คณะกรรมการกองทุนวายุภักษ์จะมีการประชุมกันว่าทำต่อไปหรือไม่ หากทำต่อการจ่ายผลตอบแทนที่ 3-9% ต่อปี จะเป็นอย่างไร หากในอนาคตมูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้นไปเกิน 5 แสนล้านบาทอาจมีการระดมเพิ่มเติม แต่หากมุลค่ากองทุนน้อยลงอาจมีการตัดสินใจให้กองุทนมีขนาดเล็กลง ซึ่งเมื่อมีการประชุมจะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหน่วย ได้ขายคืนหน่วยและจะมีการเพิ่มทุนในทุกปีที่ 10
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงโครงสร้างการดำเนินงานของกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ว่า โครงสร้างการดำเนินงานเริ่มต้นจากบริษัทจัดการ ในครั้งนี้ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
หน้าที่หลักคือบริษัทจัดการกองทุนที่ระบุไว้ นำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วย และพิจารณาเรื่องการจ่ายเงินปันผล หรืออาจดำเนินการอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์
นอกจากนี้จะมีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ โดยดูแลทรัพย์สินของประชาชนและกำกับการดำเนินงานของบริษัทจัดการ มีบริษัท EY เป็นผู้สอบบัญชี โดยมี TSD เป็นนายทะเบียน
สำหรับผู้เสนอขายหน่วยลงทุน ได้แก่ บลจ.กรุงไทย บลจ.เอ็มเอฟซี ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
โดยหน่วยลงทุนประเภท ก. หลังจากที่มีการเพิ่มทุนแล้ว จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะฉะนั้นจะมีตลาดรองให้มีการซื้อขายได้
หน่วยลงทุนประเภท ก. จะมีการตั้งราคาที่ 10 บาทต่อหน่วย โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ 1-1.5 แสนล้านบาท แบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ ประกอบด้วย บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย ที่มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี หรือเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งตามกฎหมายไทย หรือเป็นกองทุนส่วนบุคคลของผู้ลงทุนรายย่อยข้างต้น จะมีการเสนอขาย 3-5 หมื่นล้านบาท
2. ผู้ลงทุนสถาบันและนิติบุคคลเฉพาะกลุ่ม มีการเสนอขาย 1-1.2 แสนล้านบาท
โดยหน่วยลงทุนครั้งนี้จะอยู่ในรูปไร้ใบหน่วย (scripless) ถ้านักลงทุนสนใจจองซื้อหน่วยลงทุนนี้จะมี 2 ทางเลือก คือ 1) เปิดบัญชีโบรกเกอร์ และโอนหน่วยลงทุนนั้นไปอยู่ในพอร์ตโบรกเกอร์ ซึ่งสามารถทำให้ซื้อขายได้ในตลาดรอง 2) ฝากหน่วยลงทุนไว้กับนายทะเบียน (บัญชี 600) แต่อาจทำให้ไม่สามารถซื้อได้ทันในการเปิดซื้อขายในวันแรก
ผู้ลงทุนนักลงทุนรายย่อยจองซื้อหน่วยลงทุนประเภท ก. รอบใหม่ได้เป็นกลุ่มแรกในวันที่ 16-20 ก.ย.2567 จองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท หรือ 1,000 หน่วย และเพิ่มขึ้นได้ครั้งละ 1,000 บาท โดยต้องชำระค่าจองซื้อหน่วยลงทุนครั้งเดียว
โดยบริษัทจัดการจะใช้วิธีการจัดสรรในรูปแบบ Small Lot First เพื่อกระจายให้ผู้ลงทุนได้อย่างทั่วถึง ประกาศผลการจัดสรรในวันที่ 25 ก.ย.2567 ณ สำนักงาน สาขา และ/หรือ ช่องทางออนไลน์ (เฉพาะรายที่เปิดจองซื้อทางออนไลน์) ของบริษัทจัดการและผู้สนับสนุนการขายหน่วยลงทุน รวม 8 ราย ได้แก่
1) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
3) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
4) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
5) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
6) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
7) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
8) ธนาคารออมสิน
โดยจะจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First ซึ่งผู้จองซื้อทุกรายจะมีโอกาสในการได้รับจัดสรรหน่วยลงทุนเท่ากัน
ส่วนที่เหลือราว 1-1.2 แสนล้านบาท จะเสนอขายให้กับนักลงทุนประเภทสถาบันในช่วงวันที่ 18-20 ก.ย.
ทั้งนี้กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง คาดว่าจะเริ่มนำเงินเม็ดเงินระดมทุนใหม่เข้าลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.และจะนำหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 7 ต.ค.67
อ้างอิง : ktam.co.th