ลาว ย้ำจุดยืนผู้ผลิตกาแฟ จับมือ ญี่ปุ่น นำร่อง คั่วกาแฟด้วยไฮโดรเจนสีเขียว
ลาว และ ญี่ปุ่น จับมือโครงการ คั่วกาแฟด้วยไฮโดรเจนสีเขียว จากไฟฟ้าพลังน้ำ มุ่งผลิตกาแฟเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาถูก ผลักดันภาคส่งออกลาว
วันที่ 6 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ธุรกิจคั่วกาแฟในลาวกำลังเดินหน้า โครงการคั่วเมล็ดกาแฟด้วยไฮโดรเจนสะอาด โดยลาวมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำได้ด้วยต้นทุนต่ำ
TSB Greenex บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น กำลังจับมือกับบริษัทอื่นอีก 8 แห่งสำหรับโครงการ Green Hydrogen Valley ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินการภายในกลางปี 2569 ในจังหวัดจำปาสัก โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่า 6 พันล้านเยน (41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้รับเงินทุนบางส่วนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น
โรงงานในโครงการดังกล่าวจะคั่วเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในท้องถิ่น ที่อุณหภูมิ 200°C โดยใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง โดยตั้งเป้ากำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของลาว และกาแฟที่ได้จะวางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานสีเขียวหากผลิตขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าที่ปราศจากคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 20% ถึง 30%
TSB จะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวด้วยการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำมหาศาลของลาว และด้วยความที่พื้นที่มากกว่า 70% ของลาวเป็นภูเขา จึงเป็นภูมิประเทศที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
รายงานระบุว่า แหล่งไฟฟ้า 80% ของลาวมาจากไฟฟ้าพลังน้ำ และค่าไฟฟ้าในลาวมีราคาถูกมาก โดยคิดเป็นประมาณ 20% ของอัตราค่าไฟฟ้าของญี่ปุ่น และประมาณ 30% ของอัตราค่าไฟฟ้าของไทย
ด้วยพลังงานน้ำราคาประหยัดนี้ กาแฟคั่วด้วยไฮโดรเจนที่ผลิตโดย TSB คาดว่าจะมีราคาถูกกว่ากาแฟทั่วไปประมาณ 10% ถึง 20%
แม้การใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในการคั่วกาแฟถูกมองว่ามีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับธุรกิจ แต่โรงงานกาแฟของ TSB ในลาวจะเป็นแห่งแรกที่มีลักษณะดังกล่าว โดย นายริวทาโร่ นิชิโอะ หัวหน้าฝ่ายขายต่างประเทศของ TSB กล่าวว่า แม้ว่าลาวจะมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยมีประชากร 7.6 ล้านคน และล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่โครงการนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่มีศักยภาพ
สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของลาวคือสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก เช่น ผลิตภัณฑ์จากฟาร์มและแร่เหล็ก แต่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ
ทั้งนี้ ลาวยังมีฐานะเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และด้วยการผสมผสานแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ากับการผลิตกาแฟอาจสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สามารถเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศได้
อ้างอิง : asia.nikkei.com