เด็กเกิดใหม่ในไทยหดหายมากอันดับ 3 เอเชีย ติดลบกว่า 79% ใน 7 ทศวรรษผ่านมา ไทยมีเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดอันดับ 1 ในอาเซียน
BTimes
อัพเดต 14 ต.ค. 2567 เวลา 22.25 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 07.55 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยรายงานที่ชื่อว่า มุมมองประชากรโลก 2022 ของสหประชาชาติ หรือ U.N. World Population Prospects 2022 พบว่า ในช่วงระยะเวลาปี 1950 ถึง 2021 ประเทศไทยมีอัตราเด็กเกิดใหม่ติดลบอย่างรุนแรงมากถึง -79% ในช่วงระยะเวลา 70 ปีดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยมีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย และยังทำสถิติลดลงต่ำมากที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียน
รายงานดังกล่าวได้จัดอันดับทั้งหมด 17 ประเทศที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำที่สุดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีดังนี้
เกาหลีใต้ -86%
จีน -81%
ไทย -79%
ญี่ปุ่น -77%
อิหร่าน -73%
ซาอุดีอาระเบีย -67%
มาเลเซีย -66%
อินเดีย -63%
บังคลาเทศ -62%
เมียนมา -62%
เวียดนาม -61%
อินโดนีเซีย -60%
เนปาล -57%
ฟิลิปปินส์ -56%
เยเมน -42%
อิรัก -40%
และ 17. ปากีสถาน -37%
สำหรับในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า
ไทย -79%
มาเลเซีย -66%
เมียนมา -62%
เวียดนาม -61%
อินโดนีเซีย -60%
และ 6. ฟิลิปปินส์ -56%
อัตราส่วนเด็กเกิดใหม่ดังกล่าว เรียกว่า Crude Birth Rate เป็นการเทียบสัดส่วนจำนวนเด็กเกิดใหม่มีกี่คนต่อจำนวน 1,000 คนในรายปี
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2565 ในอีก 9 ปีถัดไปจะกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper-Aged Society) ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดย 80% ของประชากรสูงอายุ จะมีรายได้เฉลี่ยต่อปีระดับกลางลงล่าง แต่ค่าใช้จ่ายจะมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี หรือไม่ต่ำกว่า 350,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งประเด็นปลายเปิดอยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่เชื่อมโยงกับความเจ็บป่วย