การเมือง / ปิตาธิปไตย / กับความเป็นหญิง ชวนมองหนัง ‘ซาตาน’ ที่สะท้อนความไม่มั่นคงทางสังคม และมีผลต่อบทบาทของผู้หญิงตั้งแต่ยุค 70s จนถึงปัจจุบัน
ความเชื่อทางศาสนาเคยมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ในสังคมอเมริกัน ทว่าเวลาต่อมา สงครามเวียดนามที่ชาติตะวันตกอย่างอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วมในการชี้เป็นชี้ตายเริ่มปะทุรุนแรงขึ้นระหว่างปี 1960s - 1970s มันได้นำพาสิ่งที่เรียกว่า ‘Counterculture’ หรือ วัฒนธรรมปรปักษ์ วัฒนธรรมการต่อต้านของกลุ่มคนรุ่นใหม่เวลานั้นมาด้วย พวกเขาเริ่มต้ังคำถามถึงกรอบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สังคมมอบให้ และสิ่งนี้เองที่ส่งผลให้ความเชื่อในศาสนาของผู้คนเริ่มสั่นคลอน
เมื่อศาสนาถูกตั้งคำถามและไร้ซึ่งศรัทธาเหมือนที่เคยเป็นมา ตอนนั้นเองที่แนวคิดเรื่อง ‘ซาตาน’ ได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง มันได้สะท้อนออกมาผ่านหนังฮอลลีวูดหลายๆ เรื่องนับตั้งแต่ยุค 70s เป็นต้นมา และยังมีอิทธิพลต่อแนวคิดของหนังในยุคหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน
หากจะพูดถึงหนังซาตานที่เป็นต้นกำเนิดของการท้าทายแนวคิดเรื่องบทบาทความเป็นหญิงและความเป็นแม่ กับการเป็นผู้นำครอบครัวที่เริ่มตั้งแต่ยุค 1970s หนึ่งในนั้นก็คือ Rosemary Baby หนังจิตวิทยาสยองขวัญปี 1968 ของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี (Roman Polanski) ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของการพูดถึงความเชื่อทางศาสนาด้วยแง่มุมที่ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่นักบุญ ไม่ใช่ความดีงามใดๆ หากแต่เป็นการพูดถึงฝ่ายอธรรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างซาตาน ผ่านเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ และกลิ่นอายของความชั่วร้าย
หนังอย่าง Rosemary Baby ไม่เพียงสะท้อนถึงการหมดศรัทธาในศาสนาและความดีงามของผู้คนระหว่างช่วงเวลาที่โลกถูกแบ่งเป็นฝักฝ่าย และเต็มไปด้วยความขัดแย้งไร้ระเบียบ มันยังสะท้อนว่าผู้คนมีความรู้สึก ‘ไม่มั่นคง’ ทางสังคมอีกด้วย เมื่อในช่วงเวลาเดียวกัน การเคลื่อนไหวทางสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ก็คือ ‘การปฏิวัติเซ็กซ์’ (Sexual Revolution) ที่ทำให้บทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปด้วยการท้าทายแนวคิดที่ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นอยู่ในกรอบของการเป็นภรรยา แม่ หรือแม่บ้านผู้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชายหรือสามี แต่สามารถมีบทบาทอื่น และแสดงออกถึงความปราถนาในชีวิตด้านอื่นๆ ได้ไม่แพ้ผู้ชาย
ความรู้สึกไม่มั่นคงทางสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงนี้ ถูกเล่าผ่านนางเอกของเรื่อง Rosemary Baby ผู้หญิงที่รับบทบาทเมียและแม่บ้านในช่วงยุค 1960s เวลาเดียวกันกับที่เริ่มมีการโปรโมท ‘ยาคุมกำเนิด’ ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงสามารถวางแผนการมีลูกได้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอกลับถูกซาตานลอบเข้ามาข่มขืนในคืนหนึ่ง จนสุดท้ายต้องให้กำเนิดลูกของซาตานโดยไม่มีทางขัดขืนชะตากรรมนี้ได้เลย เหมือนกับการที่ผู้หญิงต้องก้มหน้ายอมรับ ‘บทบาท’ ที่ผู้เป็นสามีหยิบยื่นให้ในความเป็นเมียและเเม่ ไม่ว่าพวกเธอจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ก็ตาม
Rosemary Baby จึงเหมือนเป็นการย้อนศรแนวคิดเรื่อง Bodily Autonomy หรือการที่ผู้หญิงสามารถมีอิสระในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง เพราะไม่ว่าแนวคิดนี้จะถูกโปรโมทอย่างไร ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว อิทธิพลของสังคม ‘ปิตาธิปไตย’ ก็ยังสามารถเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของผู้หญิงได้มากมายอยู่ และในตอนจบอันน่าเวทนาของ Rosemary Baby อาการป่วยไข้คล้ายคนวิกลจริตที่เกิดขึ้นกับตัวนางเอก ก็อาจมาจากการที่เธอรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วเนื้อตัวร่างกายของเธอ ไม่ได้เป็นของเธอเอง แต่ถูกกำหนดโดยใครสักคนที่มีอำนาจเหนือกว่า นั่นก็คือสามี และวิธีคิดที่มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศนั่นเอง
โหดร้ายยิ่งกว่าคือการที่สุดท้ายแล้วนางเอกใน Rosemary Baby ต้องยอมจำนน เลี้ยงดูเด็กน้อยลูกของเธอกับซาตานต่อไป ไม่สามารถปฏิเสธ ‘ความเป็นแม่’ ที่ถูกหยิบยื่นมาให้ แม้จะรู้ดีว่าวันหนึ่งเด็กคนนั้นจะโตขึ้นมาเป็นปิศาจที่ทำลายล้างโลกแค่ไหนก็ตาม
แนวคิดความเป็นหญิงและความเป็นแม่ ยังถูกนำมาเล่าผ่านหนังเรื่อง The Exorcist ของผู้กำกับ วิลเลียม ฟรายด์คิน (William Friedkin) ในปี 1973 ว่าด้วยครอบครัวที่ไม่มี ‘ผู้ชาย’ เป็นผู้นำ นั่นทำให้ผู้หญิงต้องรับหน้าที่แม่เลี้ยงเดี่ยวดูแลลูกสาวโดยลำพัง จนกระทั่งเกิดความวิปโยคขึ้น เมื่อลูกสาวของเธอถูกซาตานเข้าสิง นั่นทำให้ผู้หญิงซึ่งเป็นแม่ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาครอบครัวของเธอเอาไว้ และความช่วยเหลือสุดท้ายที่พอจะหาได้ก็คือการหันไปพึ่งพา ‘บาทหลวง’ สิ่งนี้เองที่เป็นทั้งตัวแทนของความศรัทธาในศาสนา และอีกแง่หนึ่งก็เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ‘ผู้ชาย’ ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ ‘ผู้นำ’ เพื่อดูแลปกป้องสถาบันครอบครัวเอาไว้อยู่ดี
ความอันตรายคือการที่หนังในยุค 70s เหล่านี้ ทั้ง Rosemary Baby และ The Exorcist พร้อมใจกันนำเสนอว่า ‘หรือความชั่วร้ายใดๆ บนโลก อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลี้ยงดูของ ‘คนเป็นแม่’ กันนะ’ ราวกับเป็นการชี้นิ้วมายังผู้หญิง พร้อมๆ กับตอกย้ำให้ผู้หญิงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ลำพังแค่พวกเธอคนเดียวอาจไม่สามารถทำหน้าที่ผู้นำ หรือเป็น ‘แม่ที่ดี’ พอจะปกป้องครอบครัวของตัวเองจากภัยร้ายได้
ถ้ามองกลับไปยังยุคนั้น หนังเหล่านี้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกพร้อมกันหลายตัว ทั้งดึงผู้คนให้กลับมาศรัทธาในศาสนาและความดีงามเพื่อเอาชนะความชั่วร้าย และดึงให้สังคมไม่ลืมบทบาทของผู้หญิงที่ไม่ว่าอย่างไรการ ‘อยู่ในกรอบ’ ของตัวเองไว้นั่นแหละจึงดีที่สุด น่าสนใจว่าความรู้สึกเกรงกลัวหวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงสามารถสั่นคลอนผู้คนในสังคมได้มากมายขนาดนั้น
การตั้งคำถามถึงบทบาทหน้าที่ของความเป็นหญิงและความเป็นแม่เป็นแม่จากยุค 70s ยังคงมีอิทธิพลต่อหนังในยุคหลังๆ ไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าหน้าตาของซาตานจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแบบอื่นที่มีความร่วมสมัยหรือเชื่อมโยงกับสภาพสังคมนั้นๆ มากขึ้น แต่อำนาจมืดก็ยังคงพุ่งเป้ามาที่ผู้หญิงอยู่ดี
เช่น Hereditary ของผู้กำกับ อาริ แอสเตอร์ (Ari Aster) ในปี 2018 หนึ่งในตัวอย่างของซาตานที่ใช้ ‘ร่าง’ ผู้หญิงให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนความชั่วร้าย สืบทอดกันทาง DNA โดยอุปมาเหมือนกับเป็นอาการทางประสาทที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนอกจากผู้หญิงจะไม่สามารถหนีได้แล้ว สุดท้ายปลายทางมันยังใช้ผู้หญิงเป็นทางผ่านไปสู่การครอบครองอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้ชายอีกด้วย เช่นเดียวกับหนังอย่าง The Witch (Robert Eggers, 2015) Midsommar (Ari Aster, 2019) หรือในฝั่งเอเชียบ้านเราเองที่มีหนังอย่าง ร่างทรง (บรรจง ปิสัญธนะกูล, 2021) ที่การสืบทอดอำนาจมืดบางอย่างยังคง ‘เลือก’ ผู้หญิงให้ทำหน้าที่นั้นอยู่ ไม่ว่าจะโดยผ่านทางพิธีกรรม พลังเหนือธรรมชาติ หรือทางสายเลือด
แนวคิดที่ผู้หญิงถูกครอบงำด้วยอำนาจของปิศาจร้ายยังอาจหมายถึง ‘ด้านมืด’ ในสังคมได้เหมือนกัน ตั้งแต่ฆาตกรโรคจิตที่ออกล่าเหยื่อผู้หญิง ยาเสพติด และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเช่นซีรีส์ชุด Twin Peaks (David lynch) ฆาตกรต่อเนื่องในคราบนักบุญผู้ออกล่าผู้หญิง เพราะเชื่อว่าผู้หญิงเป็นตัวทำศาสนาแปดเปื้อนอย่างหนัง Maxxine (Ti West, 2024) หรือแม้แต่การพูดถึงอำนาจของซาตานผ่านความละโมบของมนุษย์ที่ผู้หญิงมิวายตกเป็นเหยื่อใน The Devil's Advocate (Taylor Hackford, 1997) ก็ด้วย
แม้หนังที่ว่าด้วยผู้หญิงกับซาตานจะอุปมาต่างกันตามยุคสมัย แต่เราเชื่อว่า Cultural Reference เดียวกันนี้จะมีอยู่เรื่อยๆ ในหนังยุคปัจจุบันและยุคหลังจากนี้อย่างแน่นอน เพราะตราบใดที่ ผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อของอำนาจบางอย่างในสังคม ซานตานก็อาจยังคงอยู่กับเราไม่หายไปไหน แค่หน้าตาของมันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง
อ้างอิง
https://www.acmi.net.au/stories-and-ideas/womens-work-spiritualism-satan-and-hereditary/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- การเมือง / ปิตาธิปไตย / กับความเป็นหญิง ชวนมองหนัง ‘ซาตาน’ ที่สะท้อนความไม่มั่นคงทางสังคม และมีผลต่อบทบาทของผู้หญิงตั้งแต่ยุค 70s จนถึงปัจจุบัน
- Motherland นิทรรศการที่ใช้เซนส์แฟชั่นมาเฉลิมฉลอง ให้กับ ‘ขนตรงนั้น’ ของผู้หญิง
- ยายแก่เทอร์โบ แห่ง Dan Da Dan ผีที่ต้องเฮี้ยนเพื่อปกป้องผู้หญิง ที่กลายเป็นเหยื่อความรุนแรง จากผู้ชายที่ใช้ ‘จู๋’ นำทางชีวิต
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com