โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลุยส์-นุ่น ชีวิตหลังแต่งงาน 4 ปี มีคำต้องห้าม ที่พูดเมื่อไหร่ทะเลาะแน่นอน!

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 พ.ค. 2567 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2567 เวลา 04.49 น. • The Bangkok Insight

หลุยส์-นุ่น ชีวิตหลังแต่งงาน 4 ปี มีคำต้องห้าม ที่พูดเมื่อไหร่มีทะเลาะแน่นอน! ผ่านรายการ คุยแซ่บShow Special

เป็นอีกหนึ่งคู่รักของวงการบันเทิงที่แฟน ๆ ก็ต่างลุ้นและเชียร์ให้ทายาทกันมาตลอด สำหรับคู่ของพระเอกหนุ่มหลุยส์ สก๊อต และนักแสดงสาวสวย นุ่น รมิดา ที่นับวันดีกรีความหวานของ หลุยส์-นุ่น ก็ไม่เคยแผ่ว แถมดูแล้วจะพุ่งกระฉูดมากขึ้นทุกวันอีกด้วย ส่วนเรื่องเบบี๋ แฟนคลับที่ติดตามนั้นก็ลุ้นกันมาตลอดอยากมีข่าวดีไว ๆ แล้ว

หลุยส์-นุ่น ชีวิตหลังแต่งงาน 4 ปี มีคำต้องห้าม ที่พูดเมื่อไหร่มีทะเลาะแน่นอน!

ล่าสุด หลุยส์-นุ่น มาอัปเดตชีวิตหลังแต่งงาน 4 ปี พร้อมเผยความหวังเรื่องลูกหลังแพลนอยากมีให้ทันภายในปีนี้ !! และเปิดคำพูดต้องห้ามที่พูดออกมาเมื่อไหร่ หลุยส์-นุ่น มีทะเลาะกันแน่นอน ทุกประเด็นในรายการ คุยแซ่บShow Special ที่มี เป็กกี้ ศรีธัญญา และ บูม สุภาพร เป็นพิธีกร

เส้นทางความรักของคู่นี้บอกว่าไม่รู้จะนับยังไงว่าคบกันตอนไหน คืออะไร ?
หลุยส์ : เราไม่ได้เริ่มพื้นฐานการจีบกันเป็นแฟนกันเลย เรารู้จักกันมาช่วงอาร์เอส เขาก็เคยเป็นนักร้องอาร์สยามเหมือนกัน ผมก็อยู่กับทางอาร์เอสเหมือนกัน เราเจอกันเวลาไปทำงานเหมือนเป็นเพื่อนกันมาก่อน

นุ่น : คือเราไม่รู้ว่าเราเริ่มกันเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ วันไหนบูม(หัวเราะ)

อยู่ในเหตุการณ์หรอ ?
บูม : มันเริ่มตั้งแต่ปี 2549 นักร้องคนละสายมันก็ไม่มีทางมาเจอกันอยู่แล้ว จะมาเจอกันได้ยังไง

หลุยส์ : ละครไง

นุ่น : เล่นรับเชิญซีรี่ส์ของเขาทั้ง 2 คน

บูม : วันที่ถ่ายอยู่ด้วย เขาดีใจมาก (ชี้ทางหลุยส์) เขาอยากให้คนนี้มาเป็นแขกรับเชิญ (ชี้ทางนุ่น) คือมันเป็นซิตคอมแล้วจะมีแขกรับเชิญวนมาเรื่อยๆ ช่วงเวลานั้นเขาก็เริ่มสานสัมพันธ์กัน เริ่มคุยกัน เราก็ดูแล้วว่ามันต้องมีซัมติงแน่ เพราะฉันถ่ายกับเธอมาตั้งหลายสัปดาห์แล้วนะ ไม่เห็นจะมีอาการแบบนี้เลย แล้วฉากที่ถ่ายคือคุณนุ่นเซ็กซี่ห่อผ้าขนหนูออกมา หลังจากนั้นสปาร์ค รักเกิดขึ้นในกองถ่าย

นุ่น : จริง ๆ ก่อนหน้านั้นก็มีการคุยนอกรอบ แต่ไม่ได้เจอกัน เราคุยกันเป็นเพื่อนกันจริงๆนะ แค่ไม่ได้พูดกูมึงกัน จนวันหนึ่งมันตลกตรงที่ว่า หลุยส์ นุ่นไปรับเชิญซิตคอมหลุยส์นะ พอเราไปเจอหน้ากัน คนที่คุยกันนานๆ แล้วไม่ได้เจอกัน แต่เรารู้ว่าคุยอะไรกันไปบ้าง แล้วมาเจอหน้ากัน ทำหน้ากันไม่ถูก มันก็เขิน เพราะนั่นคือการเจอกันครั้งแรก เพราะนั่นคือครั้งแรกที่คุยกันแบบนานมาก เพิ่งได้เจอจากการทำงานจริง ๆ ร่วมกัน

ถามจริง ๆ ตอนนั้นรู้สึกมั้ย ?
นุ่น : ฉันว่าฉันมีใจ ฉันพูดเลย แต่ไม่กล้าฟันธงว่าเขาโทรมาจีบฉัน

แล้วจุดไหนที่เปลี่ยนมาเป็นแฟน
นุ่น : นักข่าวถาม ไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหน มาถามนุ่นก่อนว่า ได้ข่าวว่าคุยกับหลุยส์หรอ เราก็บอกว่าให้ไปถามหลุยส์แล้วกัน จริงๆก็รู้สึกดีนะที่นักข่าวมาถามเพราะมันคุยกันมานานแล้วแต่ยังไม่กล้าถามสถานะ

หลุยส์ : ก็ตอบไปตรง ๆ ว่าคุยกัน

นุ่น : มันโล่งซะที พอนักข่าวรู้เรื่องการที่เราออกไปไหนด้วยกันมันง่ายขึ้น หลังจากนั้นมันก็เริ่มไปกินข้าวกันมั้ย มีการเจอกัน มันค่อยๆปรับจากการคุยเป็นเพื่อนจริง ๆ

เวลาเปิดตัวกระแสเป็นยังไง ณ ตอนนั้น ?
นุ่น : ก็โดนทุกอย่างนะตอนนั้น ไม่เหมาะสมไม่คู่ควร เวลาหลุยส์เล่นละครเหมาะกับคนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามต้องไม่ใช่นุ่น

คบกันมาเรื่อย ๆ แต่ไม่คิดจะแต่งงาน ?
หลุยส์ : มันเป็นความรู้สึกไม่ได้เจาะจงว่าเราจะแต่งยังไงเมื่อไหร่ เหมือนเราอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจไปเรื่อยๆ ทั้งคู่ไม่ได้โฟกัสหรือทักกันเองว่าจะแต่งมั้ย

เดิมทีไม่มีแพลนว่าจะแต่งแล้วมาแต่ง เกิดอะไรขึ้น ?
หลุยส์ : มั่นใจ เพราะปกติแล้วคนจะบอกว่ามีอาถรรพ์ปีที่ 7 แต่ผมรู้สึกว่าจริงๆแล้วอาถรรพ์ไม่ใช่ปีที่ 7 หรอก มันคือทุกคนจะเห็นธาตุแท้ของแต่ละคน เวลาอยู่ด้วยกันในคอนโดเดียวกัน บ้านหลังเดียวกัน เราก็จะเห็นพฤติกรรมอยู่เรื่อย ๆ ใน 7 ปีนี้แหละที่เราจะเริ่มปล่อยตัวและเป็นตัวเองจริง ๆ แล้วคนมันจะไม่ถูกใจกันแล้วยอมรับกันไม่ได้ แล้วมันก็จะเลิกกัน ผมเลยมีความรู้สึกว่ามันผ่านพ้นปีที่ 7 ไปแล้วเราก็ยังเหมือนเดิม เราเลยมั่นใจกับเขา รู้สึกว่าคนนี้แหละ ถึงมันจะใช้เวลานานแต่มันยืนยาวนะ

นุ่น : จนวันหนึ่งเสียคุณแม่ คือนุ่นก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องแต่งนะหลังจากคุณแม่เสีย อยู่มาวันหนึ่งเขาถามขึ้นมาว่า แต่งงานกันวันไหนดี อย่างแต่งเดือนไหน อยากได้งานแบบไหน เราแบบไปไม่ถูกเหมือนกัน

ลึก ๆ ในใจคือดีใจ ตอนขอก็ดีใจอยากจะเลี้ยง 5 วัน 7 วันเลยนะ เขาชี้มาว่าแต่งวันไหนดีใจกว่าอีก เพราะว่าความเป็นภรรยามันก็จะมากกว่าความเป็นแฟนอยู่แล้ว เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะแล้ว มาถึงงานแต่งก็ดีใจที่เขาขอแต่งงาน แล้วจัดงานแต่งให้ ถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ เราก็แฮปปี้มาก เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราตกผลึกแล้วว่างานแต่งของเราจะเป็นรูปแบบไหน

แล้วหลุยส์ทำไมถึงถาม ?
หลุยส์ : หลุยส์ว่ามันถึงเวลา ถ้าเขาไม่ทักเรา เราก็จะรอเวลาแป๊ปนึง ถ้ามันนานเกินไปเราก็จะเริ่มถามแล้ว มันก็ด้วยความพร้อมของเราด้วย

แต่งงานกันมาแป๊ปเดียว 4 ปี แล้ว ?
หลุยส์ : ดีครับ

นุ่น : มันมากเลยค่ะ(หัวเราะ) พอมาเป็นสามีภรรยามันมากเลยพี่ มันคิดอะไรนอกกรอบกว่าคำว่าเป็นแฟน มันทำอะไรได้มากว่าเป็นแฟน เป็นสามีภรรยากันต้องวางแผน มีลูก แพลนเที่ยว มันมากกว่าคำว่าแฟน เขาเอาเรามาผูกไปแล้ว ชอบที่เขาเทคแคร์เรามากกว่าคำว่าแฟน เราเห็นภาพที่เขาเปลี่ยน เพราะเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก

หมายถึงว่าวัยรุ่น พอมาเป็นสามี เวลาเขาดูแลเขาก็จะฮาร์ดคอร์ขึ้น ทำอะไรเขาก็จะดูแลเยอะขึ้นกว่าเดิม จากบางทีเมื่อก่อนนุ่นทำอาหารให้เค้าทาน ตื่นมาเขาแอ็คทีฟกว่าเดิม แอ็คทีฟกว่าที่เราเป็น เราแต่งงานอาจจะเหี่ยวลง แบบขี้เกียจขี้น แต่เขาแอ็คทีฟขึ้น บางทีทำอาหารเช้ามาให้กินถึงบนเตียง แต่ทำแบบนี้บ่อยๆก็รู้สึกผิดไง เป็นหน้าที่ฉัน เขาเปลี่ยนไปหมดเลยตั้งแต่หลังแต่งงาน เป็นคนรับผิดชอบ เป็นคนเอาการเอางาน คิดเรื่องธุรกิจจะทำอะไร ซึ่งเมื่อก่อนไม่เป็น

หลุยส์ : ของหลุยส์เหนื่อยกว่าเดิมหลังจากแต่งงาน แต่เหตุผลที่เหนื่อยกว่าเดิมมันไม่ใช่เพราะตัวเขา มันเป็นเพราะตัวเราเองที่เราคิดว่าจากที่เป็นเด็กผู้ชายมาเป็นผู้ชายเต็มตัว ความรับผิดชอบมันอยู่ที่เราแล้ว สร้างความเครียดให้กับตัวเอง เราเป็นผู้นำเป็นเสาหลักแล้ว เราก็ต้องสร้างทุกอย่าง ทุกอย่างมันต้องพร้อมถ้าสมมติว่าเราต่อจากนี้ก็คือการมีลูก การดูแลเขา ไม่อยากให้มีปัญหาที่จะมากระทบ

คือวันนี้ไม่มีปัญหา หลุยส์จะเอาปัญหาของ 5 ปีมาเคลียร์ แต่ใน 5 ปีนี้มันจะเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เราอายุมากขึ้นเราไม่อยากที่จะเป็นภาระนาง กีฬาที่มันผาดโผนผมก็ไม่เล่น ขี่มอเตอร์ไซค์ผมก็ขี่น้อยลง ขี่ข้ามประเทศก็ไม่แล้วเพราะเขาเองก็เตือนเหมือนกัน ก็เสียวเหมือนกันว่าจะเป็นอะไรไป

นั่งรถกับคุณหลุยส์ สก๊อต มีคำต้องห้าม ทำไมมันถึงต้องเงียบ ?

หลุยส์ : มันก็ไม่ถึงต้องเงียบหรอก เราเป็นคนชอบขับรถไปต่างจังหวัดบ่อย วันนึงบางครั้งก็ 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง แต่มันก็มีเหลายเหตุการณ์ที่เหมือนจะเกิดอุบัติเหตุ

นุ่น : เราคิดว่าเราอยู่ในจุดขอเรา มันก็จะมีอะไรที่ตัดไปตัดมา หนูก็จะหันไปถามเขาว่า ยูไปกวนอะไรเขาหรือเปล่าเนี่ย ? เขาก็บอกว่าไอขับมาตรง ๆของไอเลย บนถนนก็จะมีคำว่าเพี้ยนขึ้นมาเนอะ เหมือนเขาไม่ชอบว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมมาดุเขาก่อน บางทีต้องเบรคกระทันหัน บางทีเราก็ลืมตัวมัวแต่กดโทรศัพท์ เงยหน้าอีกทีมันใกล้เรา เห้ย !

หลุยส์ : ไอ้นี่ก็ตกใจไง

นุ่น : หรือบางอย่างเขากำลังขับอะไรซักอย่างแบบอันตรายหน่อย เราหันไปบอกว่า “เบ๊บใจเย็น” “ยูไม่พูดคำนี้กับไอได้ไหม มันไม่ช่วยอะไรเลย” แต่มันก็ไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ

ฉันบ่นก็โดน บอกให้ใจเย็นก็โดน ฉันเงียบดีสุด ?

นุ่น : แต่การเงียบของนุ่นเขารู้ว่าคือการงอน เขาเป็นคนเรียนจิตวิทยาศาสตร์มนุษย์มา เขาจะรู้วิธีที่เราพูด มันทายถูกหมดเลย เหมือนเขารู้หมดเลยว่าเรารู้สึกอะไรหลังจากที่เราพูดออกไปหรือหลังจากที่เขาพูดตอกกลับเรามา นี่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน พยายามคิดในใจว่าอย่าไปสะเก็ดนาง ให้นางพูดไป

คำว่า ใจเย็น ๆ มีอะไรอีกที่ห้ามพูดอีก ?

นุ่น : สู้ ๆ นะ เวลาขับรถเหนื่อย ๆ สู้ ๆ นะ ไม่ช่วย(หัวเราะ) หรือแบบทำไมยูขับรถแบบนี้ ไม่ใช่ห้ามตำหนิ คือตำหนิได้ถ้าสถานการณ์นั้นเราผิดจริง ๆ อันไหนที่เบรคแบบใกล้ชิดมากแล้วเขารู้ว่าเขาผิดจริง เขาจะหันมาบอกซอรี่

หลุยส์ : บางครั้งมอเตอร์ไซค์มันตัดหน้า เราอยู่บนถนนเยอะ มี 7-8 ชั่วโมง มันมีอะไรที่มันแปลกๆมาค่อนข้างที่จะเยอะ แต่บางครั้งเขาก็ไม่ได้มอง เห็นมอเตอร์ไซค์จะตัดก็รีบเบรค แตะเบรคปุ๊ปเขาตกใจ เขาบอกใจเย็นๆ ความจริงเราก็ใจเย็นอยู่แล้ว มันเหมือนกับเรายังไม่ได้ขึ้น มันทำให้เราขึ้นมากกว่า

อันนี้เข้าใจได้ แต่คำว่าสู้ๆนะ มันเป็นกำลังใจนะ ?

หลุยส์ : ไม่ได้มีปัญหากับคำนั้นหรอก เวลาบอกสู้ ๆ เราสู้อยู่แล้วมันเป็นเหตุผลที่เราขับอยู่นี่ไง เป็นการให้กำลังใจมันก็ใช่ แต่ว่าถ้าผมเหนื่อยจริง ๆ ผมก็ยังจะขับอยู่ดีหรือขอพัก เขาก็ถามตลอดไหวมั้ย สลับกันขับมั้ย

นุ่น : คำพวกนี้มันเป็นจิตวิทยาที่มันไม่ได้ช่วยจริง ๆ เหมือนบางทีเราเหนื่อยอยู่แล้วบอกสู้ ๆ นะ สู้อะไร สู้อยู่ไง แต่ถ้าเหนื่อยมั้ย เอาอะไรมั้ย

หลุยส์ : เออแบบนี้ เหมือนเป็นห่วงเรา

นุ่น : หลัง ๆ เวลาอยู่กับเขาจะต้องคิดก่อนพูด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...