โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ส่องแล็บ ตรวจ "โควิด-19" ผลลัพธ์ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 มี.ค. 2563 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 02.17 น.

ส่องแล็บ ตรวจ โควิด-19ž ผลลัพธ์ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

มีเรื่องราวมากมายระหว่างที่เรากำลังเผชิญอยู่กับการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องแล็บ เพื่อตรวจหาเชื้อ ยืนยันว่า บุคคล คนนั้นติดเชื้อ หรือป่วย เป็นโรคนี้หรือไม่ เป็นสถานที่หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในการเสวนา เรื่องมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และค่ารักษาพยาบาลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงถือเป็นการเปิดอีกโลกสำหรับการทำความเข้าใจมากขึ้นสำหรับ เชื้อโรคร้ายตัวนี้

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การตรวจหาเชื้อไวรัสต่างๆ จะมีการตรวจทั้งหมด 3 วิธี คือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

 

 

วิธีที่ 1 การตรวจทางห้องแล็บ ซึ่งการตรวจมีหลายวิธี เช่น เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ส่วนการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะใช้วิธี คือ 1.การตรวจป้ายคอ (Throat swab) โดยใช้เยื่อบุที่อยู่ในคอ 2.เนื้อเยื่อหลังจมูก (Nasopharyngeal swab) เพื่อเอาเยื่อบุที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเซลล์จึงต้องขูดออกมา 3.หากเชื้อลงปอด ก็ต้องส่องกล้องเอาเสมหะในปอดออกมา 4.การตรวจแบบ Real-Time RT-PCR (rRT- PCR) ที่สามารถรู้ผลการตรวจได้จากการสารพันธุกรรม การตรวจลักษณะนี้ผู้ที่ตรวจและเก็บเชื้อจะต้องมีเครื่องป้องกันอย่างดี เช่น การนำไม้ป้ายที่คอผู้ป่วย ก็อาจจะเกิดอาการไอ ออกมาสู่ผู้เก็บเชื้อได้ ดังนั้นจะต้องระมัดระวังความปลอดภัยในการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

วิธีที่ 2 การตรวจเลือด ที่ใช้ตรวจหาโรคทั่วไปได้ เป็นการตรวจเพื่อหาภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ในโรคไวรัสโคโรนา 2019 เลือดไม่ได้เป็นจุดมีเชื้อเป็นหลัก จึงต้องมีวิธีอื่นเพิ่มด้วย แต่วิธีการตรวจด้วยเลือดมีความปลอดภัยสูงกว่าและเร็วกว่า

จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการตรวจ

วิธีที่ 3 การตรวจด้วยวิธีอื่นๆ ที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย รักษา ควบคุมโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ รวมประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ใช้ในการหาเชื้อ คือ การตรวจหาเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก

นพ.โอภาส กล่าวว่า ประโยชน์ของการตรวจแล็บ ได้แก่ 1.ประโยชน์ในการวินิจฉัยรักษาโรค ซึ่งการตรวจหาเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นมาตรฐานในการตรวจ หากพบเชื้อไวรัสจึงระบุว่า ผู้นั้น ป่วยเป็นโรค และเพื่อใช้ติดตามการรักษาด้วยยาว่า เมื่อได้รับยาไปแล้วเชื้อไวรัสต่างๆ นั้นหายหรือหมดไปหรือไม่ 2.ประโยชน์ในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค เช่น หากพบผู้ป่วย 1 ราย ก็จะต้องตรวจหาโรค แยกกัก กักกัน ตามขั้นตอนการควบคุมโรคต่อไป และ 3.ประโยชน์เพื่อเป็นข้อมูลเชิงระบาดวิทยา เพื่อใช้พิจารณาเพิ่มมาตรการต่างๆ รวมไปถึงประโยชน์ในการผลิตวัคซีน ดังนั้นการจะตรวจแล็บแบบใดจะต้องดูว่าต้องการประโยชน์ในด้านใดจากผลตรวจ เช่น อยากได้ประโยชน์ในการรักษา แต่ใช้การตรวจผิดวิธีก็ไม่เกิดประโยชน์

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า การแปรผล แต่ก่อนที่จะแปรผลได้นั้นจะต้องทราบธรรมชาติการเกิดโรคก่อน กรณีของโรคไวรัสโคโรนา 2019 โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้รับเชื้อจนถึงวันที่มีอาการ เรียกว่า ระยะฟักตัวŽ ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประมาณ 14 วัน หากกรณีต้องการตรวจแล็บหาเชื้อในผู้ที่ไม่มีอาการ จะต้องใช้วิธีตรวจ Real-Time RT-PCR (rRT- PCR) หรือการเอาเนื้อเยื่อไปเพาะเชื้อไวรัส วิธีนี้เหมาะสำหรับการตรวจเพื่อให้พบเชื้อในผู้ที่ยังไม่มีอาการแต่มีการติดเชื้อแล้ว ข้อจำกัดของวิธีนี้คือแปรผลค่อนยาก และโอกาสเจอเชื้อค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการแล้วถึงจะเริ่มตรวจพบเชื้อ เช่น หากไปตรวจวันที่ 7 ผลเป็นบวกหมายถึงมีการติดเชื้อแล้ว แต่ถ้าผลเป็นลบ หมายถึงไม่ติดเชื้อ และ/หรือ ติดเชื้อแล้วแต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงอาการ การตรวจผลออกมาเป็นลบ จะต้องแปรผลให้ดี

”ดังนั้นบางคนตามข่าวที่บอกว่า ตรวจแล้วเป็นลบ ก็บอกว่าไม่ติดเชื้อแล้วก็ไม่จริง อันนี้คือข้อจำกัดของแล็บ ดังนั้นการตรวจแล็บทุกอย่างควรแปลผลด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและไม่ควรแปรผลเข้าข้างตัวเองŽ” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องตรวจแล็บควบคู่กับอาการป่วยเพื่อการแปรผลทุกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่แล็บทราบแค่ผลเป็นลบหรือบวก แต่ไม่ทราบอาการของผู้ป่วย ไม่ทราบประวัติผู้ป่วย ดังนั้น จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่แปรผลตรวจ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการป่วย เมื่อมาตรวจจะพบเชื้อ 100% การตรวจจึงจะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย ดังนั้น

สธ.จึงมีมาตรการตรวจให้กับผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคฟรี เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยและการควบคุมโรค และหลังจากที่มีอาการป่วยและรักษาไปในช่วงประมาณวันที่ 5-7 วัน ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะขึ้น เช่น การติดเชื้อไข้เลือดออก หากเป็นการติดเชื้อใหม่ๆ ภูมิคุ้มกันจะยังไม่ขึ้น แต่จะขึ้นหลังจากมีอาการแล้ว 5-7 วัน ดังนั้น การเจาะเลือดตรวจหาเชื้อในภูมิคุ้มกันช่วงที่ไม่มีอาการป่วย ก็จะไม่มีประโยชน์เพราะผลที่ออกมาจะไม่ชัดเจน

การแปรผลต้องมีประวัติร่วมด้วยเสมอ การเจาะเลือดแล้วผลบวกหรือลบ ไม่ได้แปลว่าจะติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การตรวจแล็บจะต้องไล่เรียงกับอาการของคนไข้ ประวัติเสี่ยงเสมอ ถ้าตรวจทุกคนแล้วรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่ โรค โลกและชีวิตของเรามันคงง่ายกว่านี้ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น การตรวจทุกอย่างต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน สธ.ได้ทำทุกอย่างแล้ว ผู้ที่วินิจฉัยเพื่อรักษาโรคเราก็ตรวจให้ฟรี คนไหนที่จะต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามการควบคุมโรค เราก็ตรวจให้ฟรีŽ นพ.โอภาสกล่าว

ด้าน นพ.อาชาวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การไม่มีอาการป่วยแล้วไปตรวจพบเชื้อไวรัส อาจจะเกิดจากการ Fail passive ได้ เช่น อาจจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นมาก่อนหน้านี้ แล้วชุดทดสอบไม่ได้มีการแยกจำเพาะก็อาจจะเกิดผลว่าติดเชื้อได้ หรือ เรียกว่า ผลบวกปลอม คือ ผลออกมาเป็นบวกแต่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคนี้ หรือ ผลลบปลอม คือ ผู้ป่วยมีเชื้อแต่ผลตรวจไม่พบ ดังนั้น ผู้ป่วยยืนยันของประเทศไทย สธ.จึงต้องใช้การตรวจจาก 2 แล็บ ที่ต่างวิธีการตรวจกัน เพื่อยืนยันให้ชัดเจนและแม่นยำ

นางพิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญพิเศษ กล่าวว่า ขั้นตอนของการตรวจ จะต้องใช้สิ่งส่งตรวจที่จะต้องมีเซลล์ของมนุษย์ติดมาจริงๆ ส่งมายังแล็บของเจ้าหน้าที่ที่รับตัวอย่างจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบนำส่งสิ่งตรวจกับหลอดสิ่งตรวจตรงกันหรือไม่เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หลังจากนั้นจะนำตัวอย่างเข้าสู่ห้องปฏิบัติการภายในห้องชีวนิรภัยระดับสอง และเจ้าหน้าที่จะต้องสวมชุดป้องกันส่วนบุคคล PPE สวมหน้ากาก N95 และดำเนินการสกัดสารพันธุกรรมของเชื้อออกมา และทำการเพิ่มปริมาณของเชื้อให้เห็นชัดๆ โดยมีตัวตั้งต้นและตัวติดตามเพื่อดูปริมาณที่เพิ่มขึ้นของเชื้อ หากมีการเพิ่มขึ้นของเชื้อจะมีสัญญาณของเส้นฟลูออเรสเซนต์ค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นไปเป็นตัว S ก็จะสามารถแปรผลได้ว่า มีเชื้ออยู่ แปรผลเป็นลบ มีการติดเชื้อ แต่หากไม่มีเชื้อก็จะไม่เห็นสัญญาณใดๆ เส้นฟลูออเรสเซนต์ก็จะแบนราบ ก็จะสามารถแปรผลได้ว่าไม่พบสารพันธุกรรม หรือ ผลลบในตัวอย่างนั้นๆ ไม่มีเชื้อ และการสกัดแยกสารพันธุกรรมจะใช้เวลาไม่นาน ราว 2-3 ชั่วโมง

นางพิไลลักษณ์ กล่าวต่อว่า ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่มีการตรวจในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คือ น้ำยาที่ใช้เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของเชื้อ น้ำยาที่ใช้สกัดสารพันธุกรรม อุปกรณ์ดูดเชื้อรวมถึงชุดป้องกัน PPE รวมต้นทุนประมาณ 2,500 บาทต่อชุดตรวจ ซึ่งเป็นเพียงต้นทุนของการตรวจในห้องแล็บ ยังไม่รวมขั้นตอนอื่นๆ เช่น การเก็บสิ่งส่งตรวจที่ใช้แพทย์เป็นผู้เก็บ

น.ส.บุษราวรรณ ศรีวรรณธนะ หัวหน้าสำนักวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมีการตรวจทางเลือดเยอะขึ้นหรือเรียกว่า rapid test เป็นการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งจะตรวจได้หลังจากเริ่มมีอาการป่วยไปแล้ว 5-7 วัน และภูมิคุ้มกันมี 2 ชนิดคือ IgM และ IgG ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าชุดตรวจนั้นสามารถตรวจภูมิคุ้มกันชนิดไหนได้ ชุดตรวจมีลักษณะเป็นแถบตรวจที่เคลือบผิวด้วยสารสำคัญที่เป็นตัวแปรผลภูมิคุ้มกันได้ เช่น เชื้อ โปรตีนที่ได้จากเชื้อ การตรวจคือการนำเลือดหยดใส่ลงไปตามด้วยหยดสารนำพาเลือด ทิ้งไว้สักครู่หลังจากนั้นจะหยดสารละลายตัวที่ 2 และทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จึงทำการอ่านผลจากแถบสีที่เกิดขึ้น สามารถขึ้นได้ทั้งสีชัดเจนและเลือนราง ดังนั้นการอ่านผลและการแปลผลจะต้องเป็นแพทย์เท่านั้น ค่าตรวจเลือดประมาณ 500 ต่อชุดตรวจ

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...