โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดัน กนอ. ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ "บึงกาฬ" เชื่อมโลจิสติกส์สะพานข้ามโขง-สนามบิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ธ.ค. 2562 เวลา 07.04 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 03.20 น.
ทำเลทอง - จังหวัดบึงกาฬกำหนดพื้นที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่บริเวณใกล้เคียงกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 และสนามบิน เพื่อเชื่อมโยงการค้า การขนส่ง

*กรอ. “บึงกาฬ” ดัน กนอ. ตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แห่งใหม่ ชงที่ดิน 8,000 ไร่ให้ กนอ.พิจารณา หลังครม.อนุมัติศึกษาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 เปิดประตูการลงทุน ดันบึงกาฬจากท้ายสู่ปากซอย ด้านนักลงทุนเยอรมันดอดลงพื้นที่หวังหนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อม สปป.ลาว-เวียดนาม *

นายเจตน์ เกตุจำนงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมได้เตรียมเสนอให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พิจารณาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่

โดยทางจังหวัดได้เตรียมที่ดินไว้ 2 แปลง ขนาด 2,000 ไร่ และ 6,000 ไร่ ตั้งอยู่โซนรอบนอก อ.เมืองบึงกาฬ ซึ่งได้มีการศึกษาและออกแบบไว้แล้ว หลังจากที่เคยเสนอไปยัง กนอ.เมื่อปี 2559 แต่เรื่องเงียบไป อาจเป็นเพราะ จ.บึงกาฬยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม

แต่ล่าสุดในการประชุมครม.สัญจรที่ จ.เพชรบูรณ์ ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ ในยุทธศาสตร์การเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาคชายแดน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 รวมถึงอนุมัติโครงการศึกษาความเหมาะสมการตั้งสนามบินบึงกาฬ

“บึงกาฬเป็นเมืองยางพาราส่งออกไปจีน 80-90% แต่การขนส่งเป็นระบบถนนไปท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขนส่งทางเรือต่อไปจีน ใช้เวลา 15 วัน/ครั้ง ทั้งนี้ หากอนาคตมีรถไฟความเร็วสูงหรือปานกลางที่เชื่อมต่อจากจีน-เวียงจันทน์ สปป.ลาว จะช่วยร่นเวลาได้มาก ประกอบกับการประชุม ครม.สัญจรที่เพชรบูรณ์ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เสนอให้รัฐบาลช่วยศึกษาความเหมาะสมการทำระบบรางจังหวัดริมแม่น้ำโขง

ด้แก่ เลย หนองบัวลำภู หนองคาย และบึงกาฬ เพื่อเชื่อมกับรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม จะช่วยลดต้นทุนขนส่ง และการท่องเที่ยว ดังนั้น กรอ.จังหวัด จึงเสนอจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่เพื่อขับเคลื่อนต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนในพื้นที่และส่วนกลางสนใจลงทุน เช่น โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยาง เป็นต้น”

ที่สำคัญบริเวณที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจะครอบคลุมพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬสนามบิน สะพานข้ามแม่น้ำโขง และนิคมอุตสาหกรรมฯอยู่ในบริเวณเดียวกัน

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปจะนำเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเสนอไปยัง กรอ.กลุ่มจังหวัด กรอ.ภาค และกรอ.ส่วนกลางต่อไป ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการขอปรับแก้เอกสารแนบท้ายผังเมือง ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 เพื่อให้เอื้อต่อการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้มากขึ้น โดยเฉพาะการแปรรูปยางพารา ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของจังหวัด โดยแก้พื้นที่สีเขียวที่ปัจจุบันจังหวัดมีกว่า 70% ไม่สามารถตั้งโรงงานได้

สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 ฝั่งไทยได้ผลักดันให้มีการออกแบบและเวนคืนเรียบร้อยแล้ว ด้าน สปป.ลาวเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือเนด้า เพื่อกู้เงินในการลงทุน คาดว่าจะเริ่มโครงการได้เดือนเมษายน 2562 มีเวลาดำเนินการ 3 ปี จะแล้วเสร็จปี 2565

ซึ่งสปป.ลาวได้เตรียมโครงการเชื่อมต่อสะพานจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ 2,000 เฮกตาร์ 2.ถนนบายพาสอ้อมเมืองปากซัน ระยะทาง 24 กม. 3.โครงการเชื่อมทางออกสู่ทะเลไปทางท่าเรือหวุ๋นอ๋าง เวียดนาม ระยะทาง 240 กม. 4.โครงการเขื่อนกั้นตลิ่งริมโขงตลอดแนว และ 5.โครงการพัฒนาถนนทางหลวงหมายเลข 13 เวียงจันทน์-ปากซัน ระยะทาง 154 กม.

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติโครงการศึกษาความเหมาะสมการตั้งสนามบินบึงกาฬ โดยจังหวัดได้เสนอของบประมาณไป 30 ล้านบาท โดยเมื่อปี 2558 จังหวัดได้จัดเตรียมพื้นที่สาธารณะประมาณ 5,000 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬ 25 กม.ไปตามทางหลวงหมายเลข 212 บึงกาฬ-หนองคาย

ขณะนี้จังหวัดต้องจัดทำรายละเอียดไปเสนอและรอติดตามว่าจะอนุมัติเมื่อไหร่ ซึ่งปัจจุบันการเดินทางด้วยเครื่องบินนั้นชาวบึงกาฬต้องไปใช้สนามบินอุดรธานี นครพนม และสกลนคร ซึ่งมีระยะห่างจากสนามบินบึงกาฬที่จะสร้างกว่า 200 กม.

ทั้งนี้ จังหวัดยังได้รับงบประมาณเพิ่มเติมปี 2560 ทั้งหมด 193 ล้านบาท มาดำเนินโครงการโรงงานยางพารา 5 โรง ได้แก่ โรงงานน้ำยางข้น โรงงานยางแผ่นรมควัน โรงงานยางลูกขุน โรงงานหมอนยาง และโรงงานที่นอนยาง ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.เซกา จ.บึงกาฬ มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นผู้รับผิดชอบและโอนถ่ายให้ชุมนุมสหกรณ์ฯที่มีการรวมกันกว่า 10 แห่ง เป็นผู้บริหารจัดการ คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งจะสามารถรองรับผลผลิตยางจากพื้นที่ปลูกได้ประมาณ 7% แต่หากโครงการรับเบอร์ อีโคโนมิก คลัสเตอร์แล้วเสร็จ จะช่วยรองรับพื้นที่ปลูกได้ถึง 40% และจะเกิดการจ้างงานกว่า 300 อัตรา

“ช่วง 4-*5 ปีที่ผ่านมามีนักลงทุนเยอรมันซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นจีน ญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้แก่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 สนามบินบึงกาฬ และมอเตอร์เวย์อุดรธานี-บึงกาฬ ระยะทาง 140 กม. *

*ล่าสุดสนใจลงทุนเกี่ยวกับการแปรรูปยางพาราด้วย อีกทั้งได้ลงพื้นที่สำรวจ ซึ่งนักลงทุนยังมองโอกาสอีกว่า ถ้าสามารถเชื่อมขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำโขงทะลุไป สปป.ลาวแล้วเชื่อมท่าเรือหวุ๋นอ๋าง เวียดนาม จะมีระยะทางเพียง 240 กม. ใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชม. *

แต่หากไปเส้นทางนครพนม มุกดาหาร ระยะทาง 300 กม. ใช้เวลากว่า 11-12 ชม. โดยนักลงทุนบอกว่าบึงกาฬแทนที่จะเป็นท้ายซอย ถ้ามีสะพานเชื่อมไปเวียดนาม บึงกาฬจะกลายเป็นปากซอย คาดว่าภายในปี 2561 น่าจะเห็นทิศทางของนักลงทุนมากขึ้น” นายเจตน์กล่าว

ผุด 8 โรงงานน้ำยาง-มินินิคม 1.4 พันล้าน

ครม.สัญจรที่เพชรบูรณ์ได้อนุมัติโครงการรับเบอร์ อีโคโนมิก คลัสเตอร์ และบรรจุเข้าแผนงานโครงการกลุ่มจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้จังหวัดได้ประชุมมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานจัดทำรายละเอียดโครงการ มูลค่างบประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยแผนงานนี้จะขออนุมัติงบฯปี 2563 หรือใช้งบฯเหลือจ่ายของกลุ่มจังหวัดปี 2562 ได้แก่

1.ขอตั้งโรงงานน้ำยางข้นงบฯ 800 ล้านบาท เป็นโครงการระยะ 1 ปี คาดว่าแล้วเสร็จช้าสุดปี 2564 ซึ่งมีการพูดคุยกับสหกรณ์จังหวัดขอให้กระจายที่ตั้งทั้ง 8 อำเภอ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งและการบริหารจัดการในพื้นที่ รวมถึงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรให้เลิกผลิตยางก้อนถ้วย จากปัจจุบันกว่า 99% ของเกษตรกรยังคงขายยางก้อนถ้วยอยู่ และประสบปัญหาราคาไม่เป็นธรรม หากเป็นน้ำยางข้นทำให้ราคาสูงขึ้น 30% จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท

2.ขอตั้งมินินิคมอุตสาหกรรมงบประมาณ 600 ล้านบาท โดยขอใช้พื้นที่สาธารณะ 100 ไร่ในการทำโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และศูนย์แสดงสินค้า เนื่องจากเมื่อมีโรงงานที่ผลิตวัตถุดิบขั้นต้นเป็นน้ำยางข้นแล้ว ถ้าเอกชนหรือสหกรณ์อยากตั้งโรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ยางรัดของ รองเท้าแตะ รองเท้าบูต เป็นต้น รวมถึงมีโครงการพัฒนาหลักสูตร ปวส.และ ปวช. เพื่อผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยียางงบประมาณ 40 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...