โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โควิด-19 : เปรียบเทียบวัคซีนของ 4 บริษัท

Khaosod

อัพเดต 20 พ.ย. 2563 เวลา 21.33 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 21.33 น.

โควิด-19 : เปรียบเทียบวัคซีนของ 4 บริษัท - BBCไทย

บริษัทหลายแห่งกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด ผลการทดลองวัคซีนในขั้นที่ 2 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีในผู้ใหญ่อายุช่วง 60 ปีและ 70 ปี ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค และวัคซีนของโมเดอร์นาได้ผลถึง 94% ในการทดลองขั้นที่สาม

การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ช่วยเพิ่มความหวังว่า จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุดได้ นักวิจัยระบุว่า การค้นพบในขั้นตอนที่ 2 ในวารสารแลนเซ็ต (Lancet) ซึ่งมาจากอาสาสมัครที่เป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี 560 คน ได้ผลน่าพอใจ

พวกเขากำลังทดสอบว่า วัคซีนดังกล่าว ช่วยไม่ให้คนป่วยเป็นโควิด-19 ได้หรือไม่ ในการทดลองขั้นที่ 3 ซึ่งมีคนเข้าร่วมทดลองมากขึ้นด้วย

คาดว่า จะทราบผลการทดลองเบื้องต้นจากขั้นตอนที่สำคัญนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เอลิซา กรานาโต เป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่รับวัคซีนซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

วัคซีนของใครได้ผลดีที่สุด

ปัจจุบัน วัคซีนของ 3 บริษัท คือ ไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech), สปุตนิก (Sputnik) และ โมเดอร์นา (Moderna) ต่างรายงานผลเบื้องต้นในการทดลองขั้นที่ 3 ที่ออกมาได้ผลดี

ศ.แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าผู้ที่ศึกษาวัคซีนจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวกับ บีบีซี ว่า "เขารู้สึกดีใจมากกับผลที่ได้" ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างดี "แม้แต่ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี"

ส่วนวัคซีนนี้จะถูกมาใช้ป้องกันผู้คนจากโรคโควิด-19 ได้หรือไม่ เขาตอบว่า "ยังไปไม่ถึงจุดนั้น" แต่ผลการทดลองน่าจะออกมา "ก่อนคริสต์มาส"

ด้านไฟเซอร์ได้เปิดเผยความคืบหน้าการทดลองในขั้นที่ 3 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ โดยข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้กลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไปได้ถึง 94%

ขณะนี้บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประกาศว่า ผลการทดลองวัคซีนนี้กับคน 43,500 คน ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับวัคซีน 2 โดสในระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ พบว่าทำให้คน 90% มีภูมิคุ้มกันจากโรคโควิด-19

บริษัททั้งสองแห่งกำลังจะยื่นเรื่องขออนุมัติเป็นการฉุกเฉินให้ใช้วัคซีนชนิดนี้โดยเร็วที่สุด

ส่วนผลเบื้องต้นของการทดลองในขั้นที่สามของ โมเดอร์นา บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์จากสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดใหม่ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ เกือบ 95%

โมเดอร์นา ทดลองวัคซีนชนิดนี้กับอาสาสมัคร 30,000 คนในสหรัฐฯ โดยให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีน 2 โดส โดยมีระยะเวลาการให้วัคซีนห่างกัน 4 สัปดาห์ ส่วนอาสาสมัครอีกครึ่งที่เหลือได้รับยาหลอกซึ่งไม่มีตัวยาจริง

ผลปรากฏว่า มีอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจริงติดเชื้อโรคโควิด-19 เพียง 5 คน ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกติดเชื้อไป 90 คน บริษัทระบุว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 94.5%

นอกจากนี้ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า ในการทดลองครั้งนี้มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 อาการรุนแรง 11 คน แต่ไม่ใช่คนในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง

ส่วนวัคซีนของบริษัทกามาเลยา (สปุตนิก 5) ซึ่งทราบผลเบื้องต้นในการทดลองขั้นที่ 3 แล้วเช่นกัน พบว่า ประสิทธิผลของวัคซีนอยู่ที่ 92%

ความท้าทายในการพัฒนาวัคซีนโควิดคือ การกระตุ้นให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ไม่ว่าผู้รับวัคซีนจะมีอายุมากเท่าใดก็ตาม

กราฟิก

ผู้ที่มีอายุมากกว่า มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ทำให้วัคซีนหลายชนิดไม่ได้ผลดีเท่ากับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า

ผลการทดลองเหล่านี้ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งผ่านการประเมินผลของผู้เชี่ยวชาญในวารสารแลนเซ็ต ระบุว่า เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหา โดยผลการทดลองพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 56-69 ปี และมากกว่า 70 ปี มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18-55 ปี

การเก็บรักษาวัคซีน

ข้อมูลจากอ็อกซ์ฟอร์ดมาจากการทดลองในขั้นที่สอง ซึ่งเป็นการทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนและการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน แต่ในระยะยาว มีโอกาสวัคซีนตัวนี้อาจจะถูกนำไปใช้ได้ง่ายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิเย็นจัด โดยสามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิของตู้เย็นปกติ เช่นเดียวกับวัคซีนของบริษัทกามาเลยา (สปุตนิก 5)

ส่วนวัคซีนของไฟเซอร์-ไบแอนเทค ต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดาได้เพียง 5 วัน และวัคซีนของบริษัทโมเดอร์นาต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียสเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสามารถเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นธรรมดาได้ 1 เดือน

รัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้สั่งซื้อวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งผลิตโดยบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) 100 ล้านโดส มากกว่าของบริษัทอื่น ขณะที่สั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคจำนวน 40 ล้านโดส และวัคซีนของโมเดอร์นาอีก 5 ล้านโดส

การทดลองขั้นต่อไปของอ็อกซ์ฟอร์ด จะแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้รับวัคซีน 1 โดส หรือ 2 โดส หรือ วัคซีนหลอก โดยจะมีการประเมินผลการตอบสนองในวันที่อาสาสมัครเหล่านี้รับวัคซีน จากนั้นจะติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์, 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ หลังการรับวัคซีนทั้ง 2 โดส

ชนิดของวัคซีน

วัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด ทำมาจากไวรัสไข้หวัดทั่วไป (หรือที่รู้จักกันในชื่อ อะดีโนไวรัส - adenovirus) ที่อ่อนแอ โดยได้นำเชื้อนี้มาจากลิงชิมแปนซีนไปดัดแปลงเพื่อที่เชื้อไวรัสนี้จะไม่สามารถขยายตัวในมนุษย์ได้ จากนั้นจะนำยีนที่ได้มาจากปุ่มโปรตีนของเชื้อไวรัสโคโรนาไปใส่ในไวรัสไข้หวัดที่อ่อนแอและไม่เป็นอันตรายต่อคนดังกล่าว

วัคซีนที่ได้จะถูกนำไปฉีดให้กับคนไข้ จากนั้นจะมีการสร้างปุ่มโปรตีนไวรัสโคโรนาขึ้นในเซลล์ เป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันขึ้น และกระตุ้นในที-เซลล์ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ

เมื่อคนไข้ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันและทีเซลล์ก็จะถูกกระตุ้นให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัส

โดยวัคซีนของบริษัทกามาเลยาของรัสเซียก็ใช้เชื้อไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเป็นพาหะเช่นเดียวกัน

ส่วนวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค และบริษัทโมเดอร์นา เรียกว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้

ปัจจุบันไม่เคยมีวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในคนมาก่อน แต่แนวคิดในการพัฒนาวัคซีนด้วยวิธีนี้เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อนและเคยมีการทดลองทางคลินิกเพื่อใช้ป้องกันโรคอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...