โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นัยของพระสุทธเสลเจดีย์ ที่วัดพระแก้วน้อย วัดประจำวังพระนครคีรี วังฤดูร้อนสมัยร.4

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 พ.ค. 2566 เวลา 17.06 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2566 เวลา 17.05 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - บริเวณวัดพระแก้วน้อย พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี

พระสุทธเสลเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ประธานที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระแก้วน้อยซึ่งเป็นวัดประจำพระราชวังพระนครคีรี เทียบเคียงได้กับวัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่เป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง บริเวณวัดพระแก้วน้อยและพระสุทธเสลเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านทิศตะวันออกของพระนครคีรีซึ่งมีทั้งหมด 3 ยอด

รูปแบบของพระสุทธเสลเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นฐานแปดเหลี่ยม มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นฐานกลมที่มีซุ้มจระนำ 3 ด้าน อีกด้านหนึ่งไม่มีซุ้มจระนำเนื่องจากติดกับท้ายพระวิหารน้อย องค์เจดีย์อยู่ในผังกลมตั้งอยู่บนชุดฐานเขียง รองรับองค์ระฆังด้วยฐานบัวคว่ำบัวหงาย ถัดขึ้นไปเป็นชุดมาลัยเถาซึ่งเป็นที่นิยมในศิลปะอยุธยา และฐานบัวลูกแก้วอกไก่ซึ่งเป็นที่นิยมในศิลปะล้านนา ต่อด้วยองค์ระฆัง บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก้านฉัตรที่มีเสาหานล้อมรอบซึ่งปรากฏมาแล้วในศิลปะอยุธยา ตามด้วยบัวฝาละมี ปล้องไฉนทรงกรวย และปลียอดตามระเบียบของเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะไทย และถือเป็นแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4

พระสุทธเสลเจดีย์ กับความสัมพันธ์ด้านพุทธศาสนาระหว่างสยาม-ลังกา

ในเอกสารจดหมายเหตุระบุว่าแต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกพระสุทธเสลเจดีย์ว่า “พระเจดีย์เพชรภูมิไพโรจน์”[1] คงเพื่อให้สอดคล้องกับพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ที่ประทับบนพระนครคีรี ขณะเดียวกันยังทรงเรียกเจดีย์องค์นี้อีกชื่อหนึ่งว่า “พระเสลเจดีย์สถูป” [2]

คำว่า เสล (เส-ละ) หมายถึง ศิลา ดังนั้น พระสุทธเสลเจดีย์ จึงมีความหมายถึงพระเจดีย์ที่สร้างด้วยศิลาหรือหินอันบริสุทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับประวัติการก่อสร้างในรัชกาลที่ 4 ที่โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม นายช่างหลวงคนสำคัญทรงออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ของเจดีย์องค์นี้แล้วให้ช่างชาวจีนสกัดศิลาจากเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ส่งเข้ามาประกอบเป็นองค์เจดีย์ที่พระนครคีรี

แนวทางในการออกแบบของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม เป็นไปตามพระราชประสงค์ในรัชกาลที่ 4 ที่ทรงต้องการให้“ร่างรูปพระเจดีย์สิลาตามอย่างพระเจดีย์โบราณที่มีในสิหทวีป” [3] แม้ว่ารูปแบบของพระสุทธเสลเจดีย์จะเป็นเจดีย์ทรงระฆังไทย ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับสถูปทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ ที่นิยมในศิลปะลังกา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 ที่ทรงถือว่าเจดีย์ทรงระฆังเป็นรูปแบบที่ถูกต้องและมีความเก่าแก่มาแต่ครั้งพุทธศาสนาได้เผยแผ่จากอินเดียและตั้งมั่นในลังกาทวีป และเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากเจดีย์ทรงโอคว่ำอย่างโบราณ

รวมทั้งมีพระราชดำริเพิ่มเติมต่อมาว่าเจดีย์ทรงระฆังนั้นเป็นแบบอย่างที่เคยสร้างมาแล้วเมื่อครั้งอดีตราชธานีของสยาม ด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงออกแบบโดยผสมผสานชุดมาลัยเถาและบัวลูกแก้วอกไก่ที่เป็นความนิยมในอดีตราชธานีมาเป็นส่วนรองรับองค์ระฆัง ลักษณะเช่นนี้ยังพบที่เจดีย์ทรงระฆังในพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4 อีกหลายแห่ง เช่น เจดีย์ประธานวัดโสมนัสวิหาร และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในสยามที่มีมาอย่างยาวนาน

ไม่เพียงแต่พระราชประสงค์ข้างต้นเท่านั้น แต่การขนานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า “พระเสลเจดีย์สถูป” ยังเป็นนามเดียวกันกับ “พระเสลเจดีย์” หรือ “เสลาเจติยะ” ที่อยู่ในศรีลังกาด้วย โดยปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ว่าเสลาเจติยะเป็นสังเวชนียสถานสำคัญหนึ่งในหลายๆ แห่ง ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเสด็จมาลังกาของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล [4] เสลเจดีย์จึงมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติและประวัติศาสตร์ของศรีลังกาเป็นอย่างยิ่ง สังเวชนียสถานเหล่านี้ในเวลาต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามโสฬสมหาสถาน หรือสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาของศรีลังกา 16 แห่ง

ในปัจจุบันยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าเสลเจดีย์คือสถานที่แห่งใดเพราะยังมีข้อถกเถียงบางประการ แต่ข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางเชื่อว่าเสลเจดีย์คือสถูปองค์หนึ่งที่เขามหินตาเล [5] ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นโดยพระเจ้ากนิฏฐติสสะ และได้รับการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลพระเจ้าโคฐาภยะ ปัจจุบันรู้จักกันในนาม อัมพสถลเจดีย์ [6] และที่เขามหินตาเลแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในศรีลังกา เนื่องจากเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระมหินเถระได้แสดงธรรมแก่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะจนทรงเลื่อมใสและหันมายอมรับนับถือพุทธศาสนา ซึ่งหากเชื่อว่าเสลเจดีย์คือเจดีย์ศิลาที่ตั้งอยู่บนยอดเขามหินตาเลก็อาจเชื่อมโยงได้กับการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกที่จะสร้างพระสุทธเสลเจดีย์ให้ตั้งอยู่บนยอดเขามไหสวรรย์หรือเขาวังด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้จะไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าเสลเจดีย์เป็นสถานที่ใดในศรีลังกาก็ตาม แต่เสลเจดีย์ย่อมเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในลังกา เพราะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้มีการส่งพระสมณทูตไทยจำนวน 7 รูปเดินทางไปยังลังกาทวีปเพื่อสืบข่าวพระพุทธศาสนาและนมัสการโสฬสมหาสถานซึ่งอยู่ใน 16 ตำบลของศรีลังกา หนึ่งในนั้นมีรายชื่อพระเสลเจดีย์รวมอยู่ด้วย [7]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ย่อมทรงประจักษ์ถึงความสำคัญของพระเสลเจดีย์ในลังกาเป็นอย่างดี ดังปรากฏหลักฐานว่าเมื่อครั้งยังทรงผนวชและทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวด้านพุทธศาสนาจากพระธรรมทูตลังกาที่มาจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งยังทรงเป็นประธานคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายส่งคณะสงฆ์ไทยจำนวน 6 รูป เดินทางไปยังศรีลังกาเพื่อถวายสมณศาสนและไทยธรรมบรรณาการแก่คณะสงฆ์ศรีลังกา พร้อมทั้งไปสักการบูชาศาสนสถานที่สำคัญ 9 แห่งหนึ่งในนั้นปรากฏหลักฐานว่าคณะสงฆ์ธรรมยุตทั้ง 6 รูป ได้เดินทางไปสักการะพระเสลเจดีย์ด้วยเช่นกัน [8]

การขนานนามพระเจดีย์ประธานที่วัดพระแก้วน้อยบนพระนครคีรีว่า พระเสลเจดีย์สถูป จึงน่าจะเป็นไปดังพระราชประสงค์เพื่อที่จะทรงระลึกถึง “พระเจดีย์โบราณที่มีในสิหทวีป” และเป็นสิ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีด้านการพระพุทธศาสนาระหว่างสยามกับลังกาที่มีมาอย่างยาวนาน

พระสุทธเสลเจดีย์ พระเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แนวคิดในการออกแบบพระสุทธเสลเจดีย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระนครคีรีนั้น มีผู้เสนอว่าสามารถเชื่อมโยงกับแนวความคิดปรัมปราคติในพุทธศาสนา ที่มีความเชื่อว่าเจดีย์จุฬามณีที่ประดิษฐานพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเป็นที่ซึ่งองค์อมรินทร์ได้เสด็จไปทรงนมัสการอยู่เป็นนิตย์ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการสร้างพระสุทธเสลเจดีย์ที่มีการบรรจุพระบรมธาตุสำหรับเป็นที่ทรงสักการบูชาเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมยังพระนครคีรี [9]

ตำแหน่งที่ตั้งของพระสุทธเสลเจดีย์ยังถูกออกแบบให้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในระดับความสูงที่ใกล้เคียงกับพระที่นั่งเวชไชยันต์วิเชียรปราสาทอันเป็นพระที่นั่งสำคัญของพระนครคีรีซึ่งมีนามสอดคล้องกับวิมานไพชยนต์ของพระอินทร์ ดังนั้นองค์พระสุทธเสลเจดีย์จึงเปรียบเสมือนพระเจดีย์จุฬามณีที่ปรากฏโดยสมมติขึ้นบนโลกอย่างเป็นรูปธรรม พระนครคีรีที่ตั้งอยู่บนเขามไหสวรรย์อันเป็นนามที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานจึงเปรียบเสมือนวิมานของพระอินทร์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เปรียบเสมือนองค์สมมติเทพแห่งพระอินทร์ที่เสด็จมาทรงนมัสการพระบรมธาตุ ณ พระสุทธเสลเจดีย์ด้วย [10]

พระสุทธเสลเจดีย์ กับการทำน้ำพระพุทธมนต์บนพระนครคีรี

ตามโบราณราชประเพณีนั้นในเขตพระราชฐานอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์จะต้องมีการเจริญพระพุทธมนต์และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เป็นนิตย์ สถานที่สำคัญในอดีตสำหรับการประกอบพิธีนี้ในพระบรมมหาราชวัง คือ หอเสถียรธรรมปริตร หรือหอศาสตราคม ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์รามัญนิกายเจริญพระพุทธมนต์เพื่อประพรมเขตพระราชฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

ครั้นมีการสร้างพระนครคีรีหรือเขาวังที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นพระราชวังสำหรับเสด็จแปรพระราช
ฐานไปประทับแรมนอกพระนคร พิธีการทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อประพรมเขตพระราชฐานก็ยังคงปฏิบัติสืบมาเช่นเดียวกับขณะที่ประทับในพระบรมมหาราชวัง สถานที่สำคัญ ณ พระนครคีรีที่เกี่ยวข้องกับพิธีนี้ก็คือ พระสุทธเสลเจดีย์

ข้อมูลจากจดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงเล็งเห็นคุณูปการของพระสุทธเสลเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นปูชนียสถานสำหรับสักการบูชาเท่านั้น หากแต่ยังทรงต้องการให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำน้ำพระพุทธมนต์ประจำพระนครคีรีด้วย

ดังปรากฏหลักฐานว่าเมื่อครั้งออกแบบก่อสร้างพระสุทธเสลเจดีย์นั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับฝังตุ่มเคลือบขนาดใหญ่โดยรอบเพื่อรองรับน้ำฝนที่ไหลอาบพระเจดีย์ ภายในตุ่มเหล่านั้นมีผ้ายันต์ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงเขียนขึ้นสำหรับทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝุ่นผงเจือปนลงไปในน้ำ จึงมีรับสั่งให้มีที่สำหรับกรองน้ำก่อนที่จะไหลลงตุ่ม พร้อมทั้งทำก๊อกสำหรับไขน้ำมนต์ในตุ่มด้วย ดังกระแสพระราชดำริว่า

“เจดีย์สิลาเพชรภูมิไพโรจน์นั้น ข้างล่าง ข้างใต้ ถ้าจะมีตุ่มเคลือบใหญ่ๆ ฝังไว้รับน้ำที่อาบไหลลงแต่องค์พระเจดีย์ หลั่งลงในท่อมีม่อตรอง[หม้อกรอง? – ผู้เขียน] หรือใบบัวรับกันลอองฝุ่นฝอยกันไว้เปนแต่ให้น้ำใสไหลหลั่งลงในตุ่ม แล้วให้มีกอก [ก๊อก – ผู้เขียน] เปนที่ไขน้ำมนต์ออกได้จะดี จะได้เปนประหลาดๆ ในตุ่มนั้นฉันจะคิดทำยันตรมงคลใส่ไว้ให้เปนน้ำมนต์ ตุ่มนั้นจะหนึ่งฤาสองสามสี่ตามแต่จะคิดมาเถิดจะได้หาตุ่มส่งออกไป” [11]

นับว่าเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการทำน้ำพระพุทธมนต์ที่น่าสนใจไม่น้อย และน่าจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสมัยนั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่พบร่องรอยหลักฐานดังกล่าวที่องค์พระสุทธเสลเจดีย์ภายหลังจากการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว

ความสำคัญหลายประการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระสุทธเสลเจดีย์ ไม่เพียงแต่เป็นเจดีย์ประธาน
ของวัดในเขตพระราชฐานนอกพระนครเท่านั้น หากแต่ยังคงความสำคัญและทำหน้าที่อีกหลายประการ รวมทั้งยังคงตระหง่านงามบนพระนครคีรีเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวเพชรบุรีในปัจจุบันด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] หอสมุดแห่งชาติ. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 “จดหมายถึงกรมหมื่นราชสีหและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เรื่องการก่อสร้าง” หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอจ.ศ. 1222 เลขที่ 113.

[2] หอสมุดแห่งชาติ. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 “ประกาศเรื่องประกาศเทวดาพระเสละต่อกับพระเจดีย์เขาพนมขวด” หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอ จ.ศ. 1223 เลขที่ 205.

[3] หอสมุดแห่งชาติ. “ร่างประกาศเทวดาวันสวดมนต์ในการบรรจุพระบรมธาตุ” หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอ จ.ศ. 1223 เลขที่ 130.

[4] Mudaliya L.C. Wijesinha (translated). THE MAHAVANSA. (New Delhi : Asian Educational Services, 2000), p. 7.

[5] Von Schroeder, Ulrich. Buddhist Sculptures of Sri Lanka. (Hong Kong : Visual Dharma Publications, 1990), p. 629.

[6] J.B. Disanayaka. MAHINTALE Cradle of Sinhala Buddhist Civilization. (Colombo : Lake House Investment Ltd., 1987), p. 42.

[7] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2546), น. 359.

[8] พระสมณศาสนฉบับที่ 7 ว่าด้วยส่งพระสงฆ์ไทยไปนมัสการเจดียฐานในลังกา ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. สมณศาสนพระเถระธรรมยุติกามีไปยังลังกาทวีป. (พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2468), น. 224.

[9] หอสมุดแห่งชาติ. “ประกาศคำประกาศเทวดาครั้งบัญจุพระบรมธาตุที่เพชรบุรี” หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นหรดาล จ.ศ. 1223 เลขที่ 132.

[10] เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.), น. 576.

[11] หอสมุดแห่งชาติ. “จดหมายถึงกรมหมื่นราชสีหและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เรื่องการก่อสร้าง” หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอ จ.ศ. 1222 เลขที่ 113.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เมื่อ 16 มิถุนายน 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...